หมวดหมู่บทความ เทิร์นโปรคุณแม่มือใหม่ Step for Mom

Search by tag : เทิร์นโปรคุณแม่มือใหม่, Step for Mom, 4 ท่า 4 สเต็ป เฟิร์มหุ่นหลังคลอด


บอกรักเบบี๋ แบบคุณแม่มืออาชีพ
(3 votes)
          นักจิตวิทยามีความเชื่อว่า เด็กที่มีชีวิตในวัยแรกเกิด - 6 เดือน อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น ได้รับความรู้สึกดีๆ อย่างสม่ำเสมอ ห้อมล้อมไปด้วยผู้คนที่รักใคร่ จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ที่มีทักษะทางสังคมที่ดี 
ซึ่งก็มีหลายวิธีที่คุณแม่จะสื่อสารความรักให้ลูกวัยแรกเกิด – 6 เดือน ได้ มาดูกันค่ะ

 

สื่อสารความรักผ่านเสียง
คุณแม่สามารถพูดคุย บอกรักลูกได้ทุกวันค่ะ ไม่ต้องห่วงว่าเค้าจะฟังไม่รู้เรื่อง เพราะถึงแม้ว่าลูกจะยังไม่สามารถบอกสิ่งที่ต้องการด้วยคำพูดได้ แต่เค้าก็รู้จักการสื่อสารผ่านเสียง นับตั้งแต่แรกเกิดแล้วล่ะค่ะ โดยเค้าจะร้องไห้เมื่อรู้สึกเจ็บปวด ไม่สบายตัว หรือว่าหิว พออายุ  2-  3 เดือนก็จะส่งเสียงอือออคล้ายพยายามพูดคุยได้ และสียงที่ลูกชอบฟังมากที่สุดก็คือเสียงของคุณแม่ค่ะ 
หากคุณแม่พูดคุย อ่านหนังสือนิทาน ให้ลูกฟังบ่อยๆ เมื่อถึงเวลาที่ลูกสามารถสื่อสารโต้ตอบได้ คุณแม่จะพบว่าเค้าจะเรียนรู้และมีพัฒนาการที่เร็วมาก เพราะขณะที่คุณแม่คุยเกับลูก ลูกก็จะสร้างระบบของภาษาและการพูดของตนเองขึ้น โดยอาศัยแบบอย่างที่ได้ยินนั่นเอง เมื่อเค้าได้ทดลองใช้ภาษาที่ตนเองสร้างขึ้น เค้าก็จะออกเสียงได้มากขึ้น จนกระทั่งสามารถเปล่งเสียงบอกกิริยาอาการ เรียกชื่อสิ่งของหรือคนที่อยู่รอบตัวเขาได้อย่างถูกต้อง

บอกรักด้วยความใกล้ชิด
เมื่อแรกเกิด สีที่ทารกมองได้ชัดเจนที่สุด คือสีที่ตัดกันอย่างสีดำกับสีขาว พัฒนาการด้านการมององเค้าจะดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเดือนที่ 3 -  4 เค้าจึงมองเห็นได้ดีเกือบเท่าผู้ใหญ่ การมองเห็นที่ชัดเจนขึ้นนี้ ทำให้ลูกสามารถแยกแยะคุณพ่อคุณแม่ออกจากคนอื่นๆ ได้แล้ว อย่างที่คนโบราณเรียกว่าถึงเวลาที่ลูกจำหน้าแม่ได้ เด็กวัยนี้จึงเริ่มมีอาการกลัวคนแปลกหน้า และแสดงท่าทีดีใจเมื่อเห็นคุณพ่อคุณแม่
ในวัยนี้นอกจากเสียงของคุณแม่ที่ลูกชอบมากแล้ว เค้าจะชอบมองและใช้ใชมือสัมผัส ลูบคลำใบหน้าของคุณแม่ รวมทั้งชอบมองของที่เคลื่อนไหว คุณแม่จึงควรนำของเล่นชิ้นโปรดมาเล่นกับเค้าอย่างใกล้ชิด ให้เค้าได้มองเห็นทั้งคุณแม่และของเล่นในระยะใกล้ๆ ที่เค้าสามารถเอื้อมมือมาไขว่คว้าเล่นได้

บอกรักผ่านสัมผัส
สำหรับลูกวัยทารกที่ยังไม่สามารถสื่อสารกับคุณแม่ด้วยคำพูดได้นั้น การสื่อสารผ่านการสัมผัสทางผิว หรือการนวด จะช่วยสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างคุณและลูกได้เป็นอย่างดี สัมผัสจากมือแม่จะทำให้เขารู้สึกอบอุ่นปลอดภัย การลูบไล้และนวดเฟ้นจะทำให้ทารกเกิดความรู้สึกผ่อนคลายและกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้ด้วย รับรองค่ะว่าลูกก็จะชื่นชอบสัมผัสรักจากมือของคุณแม่อย่างแน่นอน
ข้อควรระวังในการบอกรักผ่านสัมผัสอย่างการนวดเบาๆ ให้ลูกก็คือ ไม่ควรนวดเมื่อเค้ากินนมอิ่มใหม่ๆ รอซักประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วค่อยนวดดีกว่าค่ะ ส่วนระยะเวลาในการนวดควรใช้เวลาครั้งละประมาณ 10 นาที หรือเมื่อลูกเริ่มปฏิเสธการนวดก็ควรหยุดค่ะ

บอกรักด้วยการดูแลอย่างพิถีพิถัน
การดูแลทุกส่วนของร่างกายลูกอย่างพิถีพิถัน ก็ถือเป็นหนึ่งในวิธีบอกรักลูกที่คุณแม่ทุกๆ คนทำได้ค่ะ
ดวงตา คือบริเวณที่คุณแม่ต้องทำความสะอาดด้วยความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ โดยใช้สำลีชุบน้ำที่เตรียมไว้บิดหมาดๆ จากนั้นเริ่มเช็ดเบาๆ จากบริเวณหัวตา ไปที่หางตา และเปลี่ยนสำลีก้อนใหม่เมื่อเช็ดอีกข้าง จากนั้นใช้ผ้านุ่มๆ สะอาดเช็ดให้แห้ง ระหว่างที่ทำความสะอาดดวงตาให้ลูกนั้น ควรหมั่นสังเกตตาด้วยว่ามีความผิดปกติอย่าง ตาแฉะ มีขี้ตาเยอะหรือไม่
จมูก เด็กบางคนอาจจะมีน้ำมูกแห้งๆ ติดอยู่ที่รูจมูก คุณแม่สามารถใช้สำลีหรือคอตตอนบัดชุบน้ำต้มสุกเช็ดออกได้ โดยไม่จำเป็นต้องเช็ดเข้าไปในรูจมูก นอกจากว่าลูกเป็นหวัดหรือมีน้ำมูกเยอะ ค่อยเช็ดความสะอาดภายในจมูกส่วนตื้นๆ ค่ะ
หู การเช็ดทำความสะอาดหู ควรทำทุกครั้งหลังอาบน้ำค่ะ โดยเช็ดบริเวณใบหูด้านนอก และบริเวณหลังใบหู แล้วซับให้แห้งด้วยผ้านุ่ม เช็ดทำความสะอาดด้านนอกไม่ให้เกิดความอับชื้นก็พอค่ะ ไม่ต้องแคะหูให้เค้านะคะ เพราะอาจเกิดอันตรายต่อหูลูกได้
ปาก ในทารกแรกคลอดยังไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดภายในปากมากนัก เพียงแค่ใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดเบริเวณรอบปากหลังกินนมก็พอค่ะ หากมีคราบน้ำนมที่ลิ้นก็ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดออก แต่พอฟันขึ้นก็ต้องเพิ่มความพิถีพิถัน ด้วยการเช็ดทั้งเหงือก ฟัน กระพุ้งแก้ม และลิ้น
เล็บ ควรตัดเล็บมือเล็บเท้าของลูกให้สั้นอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการขีดข่วน และเพิ่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับนิ้วเล็กๆ ของลูก ตัดเล็บให้เค้าในขณะที่นอนหลับอยู่จะดีกว่าค่ะ
ข้อพับต่างๆ เช่น รักแร้ ด้านหลังเข่า ก็ไม่ควรละเลย เพราะเป็นบริเวณที่มีการสะสมของคราบเหงื่อคราบไคลได้ หลังอาบน้ำทำความสะอาด ต้องใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้งเพื่อไม่ให้เกิดความอับชื้นค่ะ
สะดือ การเช็ดสะดือต้องเช็ดจากโคนสะดือมายังปลายสะดือค่ะ และไม่ควรใช้แป้งโรยที่สะดือลูกพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ค่ะ และถ้าพบความผิดปกติที่สะดือของลูก เช่น อักเสบ บวมแดง และมีน้ำเหลืองไหลออกมา ควรพาไปพบแพทย์ค่ะ
ก้น ใช้สำลีชุบน้ำสะอาด เช็ดบริเวณที่เปื้อนปัสสาวะและอุจจาระจนสะอาด การทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นนี้ ต้องพิถีพิถันสักหน่อยค่ะ การเช็ดซอกก้นของเด็กหญิงด้วยสำลีแผ่นชุบน้ำบิดหมาดๆ ต้องเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเท่านั้น ห้ามเช็ดย้อนขึ้นเด็ดขาด เพราะจะทำให้เชื้อโรคหรือสิ่งสกปรกตกค้างที่ช่องคลอดได้ ส่วนเด็กชายอย่าลืมเช็ดทำความสะอาดบริเวณใต้ช้างน้อยของเขาด้วย แต่ไม่ว่าจะเด็กหญิงหรือเด็กชาย ก็ต้องไม่ลืมเช็ดที่บริเวณขาหนีบด้วยนะคะ หลังทำความสะอาดใช้ผ้านุ่มๆ ซับให้แห้ง ปล่อยให้ก้นลูกได้ผึ่งลมสักครู่ ก่อนใส่ผ้าอ้อมอีกครั้ง เวลาอยู่ที่บ้านควรใช้ผ้าอ้อมผ้า แทนผ้าอ้อมสำเร็จรูปบ้างนะคะ
เคล็ดลับดูแลผิว เพราะผิวลูกน้อยยังบอบบางและแพ้ง่าย ดังนั้น คุณแม่ควรเอาใจใส่เรื่องการทำความสะอาด และระมัดระวังในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้กับผิวลูก ไม่ว่าจะเป็นแป้ง ครีม หรือโลชั่นบำรุงผิว เนื่องจากเด็กบางคนอาจจะมีผิวที่แพ้ง่าย และเด็กจะมีการผลัดผิวเร็วกว่าผู้ใหญ่  หากปล่อยให้ผิวแห้งขาดความชุ่มชื่น จะเกิดการระคายเคืองอักเสบติดเชื้อได้ง่าย ถ้าผิวลูกแห้งมากหลังอาบน้ำควรทาเบบี้ออยล์หรือโลชั่นให้เค้า ซึ่งควรเลือกชนิดที่เหมาะกับผิวเด็กโดยเฉพาะ เนื้อครีมไม่ข้น หรือเหนียวจนเกินไป เพราะจะทำให้ลูกไม่สบายตัว
การเลือกโลชั่นให้ลูกควรเลือกชนิดสำหรับเด็กที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์  ที่จะช่วยให้ผิวลูกนุ่มชุ่มชื่น และสบายตัวขึ้น ส่วนวิธีการทาโลชั่นให้ลูกนั้น ทาในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็พอค่ะ เพราะการทาในปริมาณที่มากเกินไปก็จะทำให้ผิวของลูกไม่สามารถระบายอากาศได้ตามปกติค่ะ

เรื่อง : ณ ลันตา
ภาพ  : พี่ไม้
แสดงแบบโดย : น้องญาดา – ด.ญ.ลิปิการ์ แสงศรีจันทร์ และคุณแม่ชไมพร บุดดีเสาร์

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก ฉบับที่ 557 มกราคม - กุมภาพันธ์ 2564