หมวดหมู่บทความ เทิร์นโปรคุณแม่มือใหม่ Step for Mom

Search by tag : เทิร์นโปรคุณแม่มือใหม่, Step for Mom, 4 ท่า 4 สเต็ป เฟิร์มหุ่นหลังคลอด


พัฒนาทักษะการสื่อสารให้ลูก
(3 votes)
          วัย 3-4 ปี เป็นวัยที่เด็กเริ่มใช้ภาษาพูดได้คล้ายผู้ใหญ่ คือเริ่มใช้การพูดเพื่อการสื่อสารอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างในการใช้ภาษา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม การฝึกฝน และสมรรถภาพในการเรียนรู้
และเนื่องจากในสมองของเด็กๆ นั้น เต็มไปด้วยจินตนาการมากมายอย่างที่ผู้ใหญ่ไม่มีทางจะคาดถึง ทำให้การพูดคุยของเขาบางครั้งดูเกินจริง เรื่องนี้คุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจก่อนว่า คุยโม้ โอ้อวด หรือการพูดเกินจริงของเด็กวัยนี้ ไม่ใช่การโกหก

เข้าใจการสื่อสารของเด็ก
พัฒนาการด้านการใช้คำพูดเพื่อการสื่อสารของเด็ก เกิดจากประสบการณ์ การกระตุ้น และความเอาใจใส่ วัย 3-4 ขวบนี้จึงควรเป็นช่วงวัยที่พวกเขาควรได้รับความช่วยเหลือจากพ่อแม่ ในเรื่องของการใช้คำพูดสื่อสาร เพราปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในช่วงนี้คือ บางครั้งคุณแม่ก็ไม่เข้าใจว่าลูกต้องการบอกอะไร และลูกเองก็ยังไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ต้องการได้เต็มที่
การพูดคุยกับเขาบ่อยๆ ถามและตอบคำถามของพวกเขา อย่างใส่ใจ จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น
แต่ก็มีบ่อยครั้งที่เด็กพูดโดยไม่ได้มีความหมายอะไร เพียงแต่เปล่งเสียงอู อา ทำเสียงสูงๆ ต่ำๆ หรือพูดคำที่ไม่มีความหมายขึ้นสนุกๆ เท่านั้น พวกเขาจะชอบใจมากเมื่อได้ยินเสียงแปลกๆ ที่ตัวเองทำขึ้น ยิ่งถ้าคุณแสดงอาการขบขันไปกับคำพูดหรือเสียงประหลาดๆ ของเขา เขาก็จะทำเสียงแปลกๆ เพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ ไม่รู้จบทีเดียว

 

ใช้คำพูดเพื่อเรียกร้องความสนใจ
ในช่างวัยนี้ ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะทำอะไรอยู่ หากคุณมีทีท่าว่าไม่สนใจเขา เขาก็จะพยายามใช้คำพูดเพื่อดึงความสนใจของคุณให้กลับมาอยู่ที่ตัวเขาให้ได้ อาจจะเริ่มจากการดึงชายเสื้อ ดึงแขน แล้วต่อด้วยการส่งเสียงเรียก ชวนคุย ชวนเล่น หรือแม้กระทั่งกระซิบกระซาบบอกความลับ
เด็กๆ วัยนี้เริ่มรู้จักมีความลับแล้วล่ะค่ะ และการที่เขามีความลับมาบอกคุณแม่บ่อยๆ ก็แสดงว่าเขาไว้ใจคุณที่สุด

เมื่อหนูพูดไม่เพราะ
เด็กส่วนมากเริ่มรู้จักใช้คำพูดเพื่อบอกความต้องการของตัวเอง แต่อาจจะพูดไม่เพราะ ดูเหมือนก้าวร้าว และมักใช้คำพูดเพื่อระบายความโกรธ หรืออารมณ์ขัดแย้งในตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อเขาไม่มีทางโต้ตอบด้วยกำลังกาย อาจเป็นคำสบถ ด่า คำที่ไม่สุภาพ ซึ่งจะรุนแรงตามอารมณ์ขณะนั้น
คุณแม่มักตกใจ เมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่น่ารักออกจากปากของลูก และยิ่งเด็กพูดได้คล่อง เขาก็จะยิ่งสรรหาคำมาใช้ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งคำพูดเหล่านี้เด็กๆ มักจำเอามาจากพ่อแม่คนใกล้ชิด แถมบางคนที่เข้าเรียนแล้วยังแลกเปลี่ยนคำที่ใช้ระบายความโกรธมาจากเพื่อนๆ ด้วย
แทนที่จะดุ หรือใช้คำพูดรุนแรงตอบโต้เด็ก ควรค่อยๆ สอนถึงวิธีการใช้คำพูดบอกสิ่งที่ต้องการอย่างสุภาพ โดยตัวคุณพ่อคุณแม่และผู้ใหญ่ในบ้านควรเป็นตัวอย่างที่ดี 

คำพูดของพ่อแม่มีอธิพลต่อลูก
เด็กๆ ต้องการการยอมรับจากคนรอบข้าง ดังนั้น ทั้งคำชมและคำตำหนิล้วนมีผลต่อความรู้สึกของเขาอย่างมาก ดังนั้น หากคุณแม่อยากให้เขาเป็นเด็กดี พูดเพราะ นอกจากการทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแล้ว ก็ต้องอาศัยคำชมนี่แหละค่ะ เพราะคำชมจากคุณแม่เป็นสิ่งที่เขาอยากได้มาก เขาจะพยายามทำในสิ่งที่รู้ว่าทำแล้วต้องได้รับคำชมแน่ๆ และหากเขาทำดีแล้วคุณแม่ไม่ได้ชมว่าเขาเก่งเขาอาจผิดหวัง หรือไม่ก็เกเรเพื่อเรียกร้องความสนใจซะเลย

เพิ่มคลังคำจากจินตนาการ
อย่างที่บอกค่ะว่าการพูดของเด็กๆ ที่ดูเกินจริงนั้น มาจากจินตนาการ หากคุณแม่เข้าใจและร่วมสนุกไปกับเขาด้วย เด็กๆ ก็จะได้เพิ่มพูนทักษะด้านการพูดมากขึ้น
การเล่นตามจินตนาการของเด็กหญิง-เด็กชาย มักมีความต่างกันตามบทบาทจริงในเพศของเขา เช่น เด็กหญิงจะชอบเล่นเป็น แม่ ครู หมอ พยาบาล นางฟ้า เจ้าหญิง เล่นขายของ ส่วนเด็กชายจะชอบ เล่นสมมุติตัวเองเป็นผู้แข็งแกร่ง อย่าง ซูเปอร์แมน สไปเดอร์แมน อุลตร้าแมน หรือไม่ก็เป็นทหาร ตำรวจ
คุณแม่ช่วยเพิ่มทักษะการพูดให้ลูกผ่านการเล่นได้ด้วยวิธีง่ายๆ เช่น อ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟังบ่อยๆ โดยเฉพาะนิทานที่ส่งเสริมจินตนาการ และมีคติสอนใจอย่างนิทานอีสป แล้วชวนลูกเล่าเร่องต่อจากนั้น หรือร่วมกันแต่งนิทานขึ้น โดยอาจให้สมาชิกในบ้านเป็นตัวเอกของเรื่อง ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะแต่งเรื่องขึ้นไม่ได้ เพราะลูกจะมีความคิดที่จะแต่งเติมเรื่องชนิดที่คุณแม่คาดไม่ถึงเขียวค่ะ
ถ้านิทานที่ลูกแต่ง ดูเหลือเชื่อเกินจริงมากไปหน่อย ก็อย่าเพิ่งไปขัดลูกนะคะ ว่าเรื่องจริงต้องอย่างนี้ๆ เดี๋ยวลูกจะหมดพลังจินตนาการไปได้ง่ายๆ
และการปล่อยให้ลูกได้เล่น พูดคุย เล่าเรื่องตามจินตนาการยังส่งผลดีต่อลูกมากมาย เช่น
- เด็กที่ได้เล่นตามจินตนาการจะเป็นเด็กที่มีความสุขร่าเริง กระตือรือร้นที่จะทำสิ่งต่างๆ และมีความก้าวร้าวน้อย
- ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ด้วยการทำสิ่งที่ตนเองชอบ
- ทำให้ลูกรู้สึกว่าตนเองมีความเข้มแข็ง และมีความมั่นใจมากขึ้น
- ทำให้ลูกมีความเข้าใจในบทบาทของคนแต่ละเพศแต่ละอาชีพได้ดีขึ้น และทำให้ลูกมีทัศนคติต่อโลกรอบตัวเขาในแง่มุมที่กว้างขึ้น
- เด็กที่ได้เล่นตามจินตนาการของตนเองบ่อยๆ จะมีทักษะในการคิดและสมาธิดีกว่าเด็กที่ไม่ค่อยมีโอกาสเล่นสมมุติ

เมื่อลูกพูดถึงเพื่อนที่ไม่มีจริง
เอาล่ะสิคะ หากจู่ๆ ลูกพูดถึงเพื่อนที่ไม่มีตัวตนขึ้นมา คุณแม่อย่าเพิ่งหวาดกลัว พาลูกไปหาพระ หรือหาจิตแพทย์นะคะ เพราะนักวิจัยเชื่อว่าการที่เด็กๆ สร้างเพื่อนในจินตนาการขึ้นนั้นเพราะ พวกเขายังขาดทักษะด้านการสื่อสารเพื่อให้คนรอบข้างเข้าใจ จึงสร้าง ‘เพื่อนในจินตนาการ’ (Imaginary Friend) ขึ้นมาเป็นเพื่อนคุย ซึ่งเพื่อนในจินตนาการมักจะเข้าใจ คอยปลอบโยน และเป็นเพื่อนเคียงข้างลูกเสมอ ทำให้รู้สึกอบอุ่นปลอดภัย ถึงแม้ไม่มีคุณแม่อยู่ใกล้ๆ
นักวิจัยในนิวซีแลนด์ ได้ตรวจสอบทักษะการใช้ภาษาของเด็กๆ ที่มีเพื่อนในจินตนาการ พบว่า เด็กที่มีเพื่อนในจินตนาการจะมีทักษะในการเล่าเรื่องดีกว่าเด็กที่อื่นๆ โดยปกติแล้วเพื่นในจินตนาการจะหายไปเม่อลูกอายุ 5-6 ขวบค่ะ

เรื่อง : ณ ลันตา
ภาพ : พี่ไม้
แสดงแบบโดย : น้องแอนนา-ด.ญ.นิชาวัลย์ ตาคำ และคุณนิรันดรา ไทยะจิตต์วณิชย์

บรรยายภาพ
1. แม้เด็กวัย 3-4 ขวบ จะพูดได้เก่งขึ้น แต่ก็ยังต้องการความช่วยเหลือจากพ่อแม่ ในเรื่องของการใช้คำพูดเพื่อสื่อสารอยู่

2. คุณแม่ช่วยเพิ่มทักษะการพูดให้ลูกผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การอ่านหนังสือนิทาน ช่วยกันวาดรูป ระบายสี แล้วเล่าเรื่องจากภาพ

3. เชื่อมั้ยคะว่า เด็กๆ วัยนี้เริ่มรู้จักมีความลับ และการที่เขามีความลับมาบอกคุณแม่บ่อยๆ ก็แสดงว่าเขาไว้ใจคุณที่สุด

4. ของเล่นต่างๆ ที่เลียนแบบสิ่งของในชีวิตประจำวัน เช่น เครื่องครัว เครื่องมือก่อสร้าง ชุดเครื่องมือแพทย์ ช่วยให้ลูกได้ทั้งความสนุกและได้พัฒนาทักษะการสื่อสาร ด้วยการพูดคุยเลียนแบบสถานการณ์จริง

5. เด็กที่ได้เล่นตามจินตนาการจะเป็นเด็กที่มีความสุขร่าเริง กระตือรือร้นที่จะทำสิ่งต่างๆ และมีความก้าวร้าวน้อย

6. แม้ลูกจะสามารถเล่นเกมต่อ โดยต่อให้เป็นรูปร่างต่างๆ ได้ แต่เพราะจินตนาการนี่ล่ะที่ทำให้หลายๆ ครั้ง สิ่งที่เขาต่อไม่ตรงกับความเป็นจริง ลองให้เขาเล่าสิคะว่า สิ่งที่เขาประกอบขึ้นนั้นคืออะไร

7. เด็กๆ มักสร้าง ‘เพื่อนในจินตนาการ’ ขึ้นมาเป็นเพื่อนคุย ซึ่งเพื่อนในจินตนาการมักจะเข้าใจ คอยปลอบโยน และเป็นเพื่อนเคียงข้างลูกเสมอ ลูกจะรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย ถึงแม้ไม่มีคุณแม่อยู่ใกล้ๆ

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนกุมภาพันธ์ 2563 - มีนาคม 2563 (ราย 2 เดือน) ฉบับที่ 552