หมวดหมู่บทความ พบคุณหมอเด็ก จิตวิทยาลูกรัก

Search by tag : คลินิคคุณแม่, จิตวิทยาลูกรัก, กฎ 3 ข้อในการควบคุมลูกให้ได้ผล, พบคุณหมอเด็ก, ทำไมลูกชอบตื่นร้องกลางดึก


ช่วยให้ลูก..ภาคภูมิใจในตนเอง
(8 votes)
          การที่คนเราสามารถมองเห็นตัวเองมีภาพลักษณ์ที่ดีนั้น ย่อมทำให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเองตามา พัฒนาการของการมองตัวเองมีภาพลักษณ์ที่ดี หรือการมีมุมมองที่ดีกับตัวเองเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสุขของเด็กและวัยรุ่น
นอกจากนี้ความภาคภูมิใจในตนเองยังเป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จในชีวิตคนเราอีกด้วย
เราจะพูดคุยกันถึงพื้นฐานของการพัฒนาความความภาคภูมิใจในตนเองของเด็กและวัยรุ่นกันครับ

• ลักษณะของคนที่ภาคภูมิใจในตนเอง
      ความความภาคภูมิใจในตนเองเป็นความรู้สึกที่เรามีต่อตัวเองรวมไปถึงพฤติกรรมอันเนื่องมาจากความรู้สึกนั้น
เด็กหรือวัยรุ่นซึ่งมีความภาคภูมิใจในตนเองจะลักษณะดังต่อไปนี้
- เป็นตัวของตัวเอง ไม่พึ่งพาผู้อื่น
- มีความรับผิดชอบ
- ภูมิใจในความสำเร็จของตัวเอง
- อดทนต่อความกดดันได้ดี
- รู้จักค้นหาหนทางแก้ปัญหาและท้าทายตัวเอง
- ควบคุมอารมณ์ทั้งด้านบวก และด้านลบของตนเองได้ดี
- ชอบช่วยเหลือผู้อื่น

• ลักษณะของคนที่ไม่ค่อยมีภาคภูมิใจในตนเอง

      ในทางตรงกันข้ามกับเด็กซึ่งไม่ค่อยมีความภาคภูมิใจในตนเองจะมีลักษณะ
- หลีกเลี่ยงการลองทำสิ่งใหม่ๆ
- รู้สึกว่าตนเองไม่เป็นที่รักหรือผู้อื่นไม่ต้องการ
- โทษคนอื่น ทั้งๆที่เกิดจากความบกพร่องของตัวเอง
- ไม่ใส่ใจต่ออารมณ์ ความรู้สึกของผู้อื่น
- ไม่มีความอดทนต่อความกดดัน
- ไม่ยอมรับความสามารถหรือศักยภาพของตัวเอง
- ถูกชักจูงได้ง่าย ไม่เป็นตัวของตัวเอง

• พ่อแม่มีบทบาทสำคัญ

      คุณพ่อคุณแม่เป็นบุคคลที่สามารถสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้ลูกได้มากกว่าบุคคลอื่นๆ แท้ที่จริงแล้ว มันไม่ใช่เรื่องยากที่จะชมลูกหากมันเป็นความจริง คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มักพูดชมออกไป โดยไม่รู้ตัวว่าคำพูดหรือการกระทำนั้นมีผลต่อเด็กหรือวัยรุ่นเพียงใด
ดังนั้น เมื่อไรก็ตามที่คุณพ่อคุณแม่รู้สึกดีกับลูก จงพูดชมออกมา บางครั้งพ่อแม่อาจจะแสดงอารมณ์ด้านลบไปยังเด็ก และละเลยที่จะบอกความรู้สึกดีๆ ให้เด็กรับรู้ เด็กมักไม่รู้ว่าเมื่อไรพ่อแม่รู้สึกดีๆ กับเขา หรือรู้สึกอย่างไรที่มีเขาอยู่ในครอบครัว
ความเชื่อเดิมที่ว่า "ชมมาก เดี๋ยวเหลิง" อาจทำให้พ่อแม่ไทยส่วนหนึ่งไม่อยากชมลูก หรือชมอยู่ในใจ ไม่พูด ไม่แสดงออกมา
ในแง่จิตวิทยาเด็กแล้ว คำชมและการให้รางวัลอย่างเหมาะสมสำคัญมากครับ เพราะนอกจากจะทำให้ลูกมีพฤติกรรมดีต่อเนื่องแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้ลูก รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วย เด็กๆ มักจดจำคำพูดดีๆ ที่เราพูดถึงเขา เขาจะจดจำข้อความนั้นเอาไว้แล้วบอกกับตัวเองต่อๆ ไป คุณพ่อคุณแม่จึงควรพูดให้กำลังใจลูกทุกวันครับ

• ชมลงไปที่รายละเอียดด้วย

      การที่เราต้องชมรายละเอียดของพฤติกรรมที่ลูกทำหรือสิ่งดีๆ ที่ลูกมี ก็เพื่อให้เขารู้ว่าเขามีอะไรดีบ้าง คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกตัวเองให้เป็นนิสัยในการมองหากิจกรรมที่ลูกทำได้ดีหรือได้แสดงอัจฉริยภาพออกมา เช่น
เมื่อลูกจัดห้องเสร็จ คุณพ่อคุณแม่ควรพูดว่า "พ่อแม่ชอบมากที่ลูกจัดห้องได้เรียบร้อยและวางของไว้เป็นที่ "
เมื่อคุณพ่อคุณแม่มองเห็นพรสวรรค์บางอย่างของลูก อาจพูดว่า "เพลงที่ลูกเล่น ยอดเยี่ยมมาก ลูกมีพรสวรรค์ทางดนตรี"
อย่ากลัวที่จะชมเชยลูกต่อหน้าคนอื่นในครอบครัวหรือชมให้เพื่อนๆ รับรู้ ใช้คำชมเพื่อระบุถึงพฤติกรรมดี เช่น
"ลูกเป็นคนมีน้ำใจ ดีมาก"
"พ่อแม่ภูมิใจที่ลูกมีความพยายามตั้งใจทำ แม้ว่ามักจะยาก"
คุณพ่อคุณแม่สามารถพูดชมได้ แม้ว่าลูกยังไม่ได้ทำอะไรเลย ตัวอย่างเช่น "แม่ดีใจมากที่ลูกไม่โกรธ ทั้งๆ ที่แม่บอกว่า "ไม่" ลูกก็ยังสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีมาก"

• การพูดเตือนตนเองในใจ

      สอนให้ลูกฝึกใช้คำพูดด้านดีกับตัวเอง การพูดเตือนตนเองในใจ (Self-talk) มีความสำคัญสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง นักจิตวิทยาพบว่า คำพูดกับตนเองด้านลบในใจ เป็นเบื้องหลังของอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวล
สิ่งที่เราคิดจะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่เรารู้สึกและสิ่งที่เรารู้สึกจะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่เราจะทำต่อไป ดังนั้น จึงมีความสำคัญมากในการสอนให้เด็กคิดบวกหรือคิดในด้านดีด้วยการพูดเตือนในใจกับตัวเอง ตัวอย่างเช่น
"ฉันจัดการกับปัญหานี้ได้"
"ถึงแม้วันนี้ทีมเราจะแพ้ แต่เราจะพยายามต่อไป วันหนึ่งต้องเป็นวันชนะของเราบ้าง"
"ฉันรู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น แม้ว่าจะไม่มีใครเห็นหรือขอบคุณ"

• หลีกเลี่ยงการตำหนิ

      ไม่น่าเชื่อนะครับว่า เหตุการณ์ในวัยเด็กซึ่งถูกตำหนิ โดยเฉพาะวัยที่มีความอ่อนไหวมาก เช่นวัยอนุบาลนั้น อาจส่งผลกระทบเป็นบาดแผลลึกในใจ ทำให้เด็กคนนั้นสูญเสียความมั่นใจไปจนโตเลย ก็เป็นไปได้
เหตุการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้นที่บ้านหรือที่โรงเรียนก็ได้ คุณพ่อคุณแม่และคุณครูจึงพึงระมัดระวัง ไม่ให้เกิดสถานการณ์ซึ่งจะทำให้เด็กถูกตำหนิหรืออับอายต่อหน้าบุคคลอื่น
นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการตำหนิในลักษณะซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองถูกเยาะเย้ย หรือน่าขบขันอีกด้วย
ในความเป็นจริง บางครั้งบางคราวพ่อแม่ก็ต้องมีการตำหนิพฤติกรรมของลูกบ้าง หากแต่การตำหนิโดยตรงไปที่ตัวลูก อาจทำให้เด็กเกิดความรู้สึกอับอายได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อต้องมีการตำหนิ คุณพ่อคุณแม่ควรใช้คำพูดแบบ "ฉัน" มากกว่า "เธอ"
ตัวอย่างเช่น
"แม่อยากให้ลูกแขวนเสื้อผ้าไว้บนตะขอที่ผนังหรือพับเก็บเข้าลิ้นชัก มากกว่าวางทิ้งไว้บนพื้นห้องแบบนี้” ซึ่งดีกว่าพูดว่า "ลูกนี่ ขี้เกียจจริงๆ ทำไมไม่รู้จักเก็บเสื้อผ้าของตัวเองบ้าง"
เวลาเตือน ไม่ควรให้เกิดความอับอาย หรือทำเป็นการประจาน ควรเปิดโอกาสให้เด็กค่อยๆ คิด และยอมรับข้อผิดพลาดด้วยตัวเอง อย่าทำให้เด็กเสียความรู้สึกต่อผู้อื่นซึ่งไม่เกี่ยวข้องโดยตรง ควรเตือนเป็นการส่วนตัว และก่อนจะเตือนควรหาข้อดีของเขาบางอย่าง ชมตรงจุดนั้นก่อน แล้วค่อยเตือนตรงพฤติกรรมนั้น เช่น
“แม่รู้ว่าลูกเป็นคนฉลาด แต่การที่ลูกเอาของพี่เขาไปโดยไม่บอกนั้น...ไม่ถูกต้อง”

• สอนลูกเกี่ยวกับการตัดสินใจและบอกให้เขารู้เมื่อเขาตัดสินใจได้ดี
 
      เด็กๆ มักต้องมีการตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา แต่เด็กมักไม่รู้ตัว มีหลากหลายวิธี ซึ่งพ่อแม่สามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจของลูก
-  ช่วยเด็กให้เข้าใจปัญหาซึ่งจำเป็นต้องตัดสินใจ ถามคำถามว่าเด็กเห็นว่าเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร และต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
- ช่วยกันระดมสมองค้นหาวิธีแก้ปัญหาหรือทางออกซึ่งเป็นไปได้ โดยทั่วไปแล้วมักมีวิธีแก้ปัญหามากกว่าหนึ่งวิธีเสมอ คุณพ่อคุณแม่สามารถมีส่วนร่วมสำคัญด้วยการชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงและแนะนำทางเลือกอื่นๆ หากลูกคิดอะไรไม่ออก
- ให้เด็กเลือกทางออกในการแก้ปัญหาสักหนึ่งอย่าง โดยได้พิจารณาผลกระทบเป็นอย่างดีแล้ว ทางเลือกที่ดีที่สุดคือทางเลือกซึ่งแก้ไขปัญหาได้ และเป็นทางเลือกซึ่งทำให้เด็กรู้สึกดีกับตัวเอง
- ร่วมประเมินผลของการตัดสินใจกับลูก ว่าการตัดสินใจนั้นๆ มีผลดี ผลเสียอย่างไร วิธีการนั้นได้ผลหรือล้มเหลวเพราะเหตุใด ทบทวนหนทางปฏิบัติกับลูก
เพื่อการตัดสินใจที่ดีกว่าในอนาคต

• รับผิดชอบสิ่งที่ตนเองทำ
      ทั้งเด็กและวัยรุ่นจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบสิ่งที่ตนเองทำลงไป เด็กควรเรียนรู้การมีวินัยในตัวเอง คุณพ่อคุณแม่ควรมีบทบาทช่วยกำกับดูแล ชี้แนะ มากกว่าการใช้วิธีควบคุมอย่างเข้มงวดหรือการลงโทษ การสร้างกฎเกณฑ์ระเบียบวินัยด้วยหลักการ 3 F คือ Fair มีความเป็นธรรม, Firm หนักแน่นมั่นคง และ Friendly เป็นมิตรต่อกัน

• 10 ขั้นตอนในการช่วยให้ลูกสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตัวเอง
1. สอนให้ลูกรู้จักปรับเปลี่ยนความพึงพอใจของตนเอง อธิบายให้ลูกเข้าใจว่าคนเราไม่อาจได้ทุกสิ่งที่ต้องการ และเราไม่จำเป็นต้องไปหงุดหงิดกับมัน
2. ส่งเสริมให้เด็กจัดการกับอารมณ์โกรธโดยคุณพ่อคุณแม่เป็นตัวอย่างที่ดีและให้ลูกแสดงอารมณ์หงุดหงิดอย่างเหมาะสมและพอควร แทนที่จะโกรธอย่างรุนแรง
3. กระตุ้นให้ลูกค้นหาสิ่งซึ่งตนเองต้องการอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องเผื่อใจว่าอาจไม่สมหวัง ดังที่ต้องการ
4. ให้ลูกได้รับรู้ความรู้สึกและรับผิดชอบในแต่ละเหตุการณ์ที่ตนเองได้ประสบมา สอนให้ลูกรู้จักเอาใจเขา มาใส่ใจเรา เรารู้สึกอย่างไร ในทำนองเดียวกัน เขาก็รู้สึกอย่างนั้น
5. ส่งเสริมให้ลูกหางานอดิเรก หรือกิจกรรมที่ตัวเองสนใจ ซึ่งจะทำให้เขาเพลิดเพลินและทำได้อย่างอิสระ
6. ให้เด็กได้มีการหาข้อยุติความขัดแย้งกับพี่น้องหรือเพื่อนที่มีความคิดเห็นต่างกัน ช่วยให้ลูกพัฒนาความอดทนต่อการถูกยั่วยุ ด้วยการเพิกเฉย ไม่สนใจต่อการยั่วยุ ด้วยการใช้คำพูดเตือนตนเองในใจตัวอย่างเช่น
"การยั่วยุทำอะไรฉันไม่ได้หรอก"
"ถ้าฉันทนการยั่วยุนี้ได้ ฉันก็จะยิ่งเข้มแข็งขึ้น"
7. ช่วยชี้นำให้เด็กรู้ศักยภาพหรือจุดแข็งของตัวเอง
8. กระตุ้นเตือนให้ลูกปฏิบัติต่อผู้อื่น เหมือนอย่างที่เขาต้องการให้เพื่อนๆ ทำกับเขา
9. ช่วยเด็กค้นหาทางเลือกอื่นๆ เปรียบเสมือนคนซึ่งมีเพื่อนเพียงคนเดียว หากสูญเสียเพื่อนคนนั้นไป เขาก็จะกลายเป็นคนไร้เพื่อน แต่หากเขามีเพื่อนหลายคน ขาดไปหนึ่งคน ก็ยังเหลือเพื่อนอีกมากมาย ดังนั้น ยิ่งลูกรู้จักค้นหาทางเลือกให้ตัวเองในแต่ละสถานการณ์ ได้หลากหลายเท่าใด ก็ยิ่งเปิดโอกาสให้ตัวเองประสบความสำเร็จได้มากขึ้นเท่านั้น
10. หัวเราะไปกับลูกๆ ของเรา และกระตุ้นให้ลูกหลานหัวเราะให้กับตัวเองบ้าง คนที่จริงจัง เคร่งเครียดกับชีวิตย่อมไม่ค่อยมีความสุขในชีวิต การมีอารมณ์ขันและการมองโลกในแง่ดี เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับความสุขในชีวิต
เรื่องของการสร้างเสริมความภาคภูมิใจในตนเองนั้น พูดง่ายแต่แท้ที่จริงทำค่อนข้างยากครับ อย่างไรก็ตามความภาคภูมิใจในตนเองเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จและเป็นดัชนีชี้วัดความสุขของคนเรา เรามาช่วยกันเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้ลูกหลานของเรากันเถิดครับ

เรื่อง :    น.พ.กมล แสงทองศรีกมล
กุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น   

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากโรงพยาบาลกรุงเทพ       

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2561 ฉบับที่ 542