หมวดหมู่บทความ Talks มากหมอ(ไม่)มากความ

Search by tag : Talks, มากหมอ(ไม่)มากความ, นายแพทย์สมสิทธิ์ ตันสุภสวัสดิกุล คุณหมอพ่อพระแห่งบำราศนราดูร


ไขปัญหา ปวดศีรษะไมเกรน
(0 votes)
เรืออากาศโท นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์

“อาการปวดศีรษะไมเกรน พบได้บ่อยเป็นอันดับ 2 รองจากอาการปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อเกร็ง และอาการปวดที่เกิดจากความผิดปกติของสมองคู่ที่ 5 และเป็นอาการปวดศีรษะที่พบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2 – 3 เท่า”
           
            อาการปวดศีรษะ ส่วนใหญ่เมื่อเป็น หลายคนไม่ค่อยได้ใส่ใจ คิดว่าพักสักหน่อย หรือกินยาแก้ปวด เดี๋ยวก็หายดีเอง ไม่ต้องมาตรวจรักษา แต่จริงแล้ว นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพ ที่คุณไม่ทันรู้ และกว่าจะสังเกตเห็น ก็กลายเป็นอาการปวดศีรษะเรื้อรัง ที่ค่อยๆ บั่นทอนสุขภาพร่างกายของคุณ ลงทุกวัน..ทุกวัน
ปัจจุบันอาการปวดศีรษะ จึงเป็นอาการที่ผู้ป่วยเข้ามาปรึกษาประสาทแพทย์เป็นอันดับต้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการปวดศีรษะเรื้อรัง การปวดศีรษะที่รุนแรง ล้วนทำให้เกิดความทุกข์ทรมานทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ รวมทั้งทำให้ไม่สามารถทำงานได้หรือทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ
ในเรื่องนี้ เรืออากาศโท นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้ให้ข้อมูลพร้อมคำแนะนำกับเราว่า
“ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันอาการปวดศีรษะมีความหลากหลายและเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติของสมองและเส้นประสาท อาการปวดศีรษะที่มีสาเหตุจากภายในหรือภายนอกศีรษะจากภาวะต่างๆ เช่น เนื้องอก เลือดออกในสมอง การติดเชื้อในสมองหรือเยื่อหุ้มสมอง และการปวดศีรษะจากเส้นประสาทที่ทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งอาการปวดหัวที่เกิดขึ้นในบางกรณีมีความรุนแรงและอันตรายถึงแก่ชีวิต
ปวดศีรษะไมเกรน
“อาการปวดที่พบศีรษะที่พบได้บ่อย ณ ปัจจุบัน คือ ปวดศีรษะไมเกรน หรือปวดศีรษะแบบข้างเดียว ที่ถึงแม้จะเป็นกลุ่มอาการปวดศีรษะที่มีรุนแรง แต่ก็เป็นอาการปวดศีรษะซึ่งพบได้บ่อยเป็นอันดับ 2 รองจากอาการปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อเกร็ง และอาการปวดที่เกิดจากความผิดปกติของสมองคู่ที่ 5 และเป็นอาการปวดศีรษะที่พบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2 – 3 เท่า โดยมักเริ่มมีอาการครั้งแรกตอนช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคน
...โดยอาการปวดศีรษะไมเกรน สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ไมเกรนที่ไม่มีอาการเตือน และไมเกรนที่มีอาการเตือน ซึ่งอาการเตือนที่พบบ่อย ได้แก่ การมองเห็นผิดปกติ โดยจะเห็นแสงเป็นเส้นซิกแซกคล้ายฟันเลื่อย อาจจะมีหรือไม่มีสี หรือเห็นภาพมืดไปเป็นบางส่วน หรือมองเห็นภาพไม่ชัด หลับตาแล้วยังเห็นได้อยู่ หรือเห็นภาพบิดเบี้ยว ซึ่งอาการผิดปกติของการมองเห็นจะเคลื่อนที่อย่างช้าๆ รวมทั้งอาการเตือนอื่นๆ เช่น อาการชาที่มือ-แขน หรือชารอบปาก ไม่สามารถพูดได้ชั่วคราวหรือนึกชื่อไม่ออก หรือมีอาการอ่อนแรงของแขน-ขาซีกหนึ่งของร่างกาย เป็นต้น”
สาเหตุการปวดไมเกรน
“อาการปวดศีรษะไมเกรน เกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าที่ผิวสมอง ทำให้สมองเกิดการกระตุ้นได้ง่ายและไวกว่าคนปกติ หลังจากสมองถูกกระตุ้นแล้ว จะเกิดกระแสไฟฟ้าวิ่งไปตามผิวของสมองอย่างช้าๆ ทำเกิดอาการการเตือนขึ้นมา กระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนี้ทำให้การไหลเวียนของเลือดในสมองเปลี่ยนแปลงไป และยังไปกระตุ้นเส้นประสาทสมอง ทำให้เกิดการหลั่งสารสื่อประสาทบางชนิด มีผลทำให้หลอดเลือดสมองเกิดการขยายตัวและเกิดการอักเสบขึ้น เป็นผลทำให้มีอาการปวดศีรษะในที่สุด
...นอกจากนั้น สาเหตุของอาการปวดที่เกิดขึ้นยังมีผลมาจากกรรมพันธุ์ และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งทำให้สมองมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น เช่น อาหารประเภทหมักดองที่มีสารไทรามีนสูง ได้แก่ ไวน์ ชีส กล้วย ผงชูรส ประกอบกับปัจจัยด้านสภาวะอากาศ เช่น อากาศที่ร้อนเกินไป ความเครียด กลิ่นฉุน หรือการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญของไมเกรนได้ทั้งสิ้น
...ในผู้ป่วยบางรายจะพบว่ามีสิ่งกระตุ้น ที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนขึ้นมา เช่น ภาวะเครียด การอดนอน การนอนและตื่นที่ไม่เป็นเวลา ช่วงที่เป็นประจำเดือน กลิ่นหรือควัน การเปลี่ยนแปลงของอากาศหรือความร้อน แสงแดด อาหารบางชนิด เช่น อาหารหมักดอง ชีส ไวน์ เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยควรสังเกตและพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นนั้นๆ”
ลักษณะอาการ
“อาการที่แสดงออกชัดเจนคือ ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะข้างเดียว หรืออาจย้ายข้างได้หรือปวดศีรษะทั้ง 2 ข้าง รูปแบบการปวดไมเกรนมีอาการปวดแบบตุ้บๆ คล้ายเส้นเลือดเต้น และอาจปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนที่ของศีรษะและร่างกาย ร่วมกับอาเจียน ในบางรายอาจปวดมากจนทำให้การเรียนหรือการทำงานเสียไป ซึ่งระยะเวลาการดำเนินโรคของอาการปวดศีรษะไมเกรน อาจยาวนานกว่า 4 - 72 ชั่วโมง หรือ 2 - 3 วัน
…อาการปวดศีรษะไมเกรนมีความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับอาการปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อตึงตัว ซึ่งมีอาการปวดศีรษะทั้ง 2 ข้าง ลักษณะปวดหนักๆ เหมือนโดนบีบรัด อาการปวดระดับน้อยถึงปานกลาง การทำกิจวัตรทั่วไปไม่กระตุ้นให้ปวดมากขึ้น มักไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน อาจมีอาการไวต่อแสงจ้าหรือไวต่อเสียงดัง”
ผลเสียต่อสุขภาพ
“ผลกระทบสำหรับผู้ที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรน ในบางรายอาจส่งผลถึงการทำกิจวัตรทั่วไป เช่น การเดินจะทำให้อาการปวดเป็นมากขึ้น ร่วมกับมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการไม่อยากเห็นแสงจ้า และไม่อยากได้ยินเสียงดัง ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาการปวดศีรษะจะเป็นอยู่นาน 4 - 72 ชั่วโมง บางคนอาจมีอาการเจ็บที่บริเวณหนังศีรษะหรือรอบกระบอกตาร่วมด้วยได้
...และถ้าไม่ได้รับการรักษาหรือได้รับการรักษาช้า จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของระบบรับความเจ็บปวดในสมอง ทำให้มีอาการปวดศีรษะที่รุนแรงขึ้น ความถี่ของการปวดศีรษะเพิ่มมากขึ้น ไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวด และอาจพบอาการเจ็บแปล๊บๆ ที่บริเวณรอบกระบอกตาหรือหนังศีรษะ ตลอดจนพบความผิดปกติของสมองเช่น สมองฝ่อเล็กลง และมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อสมองสีขาว”
ขั้นตอนการรักษา
“การปวดศีรษะไมเกรน แม้จะเป็นโรคเรื้อรัง แต่ก็สามารถควบคุมได้ด้วยการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง และการใช้ยาอย่างเหมาะสม และเมื่ออายุมากขึ้นมักจะมีอาการปวดศีรษะลดลง
...สำหรับการรักษาปวดศีรษะไมเกรน แบ่งได้ 2 ประเภท คือ
1. ระยะที่มีอาการปวดศีรษะเฉียบพลัน ใช้เฉพาะเวลามีอาการปวดศีรษะเท่านั้น และให้รับประทานยาหลังจากที่เริ่มมีอาการปวดศีรษะทันที จะได้ผลในการรักษาอาการปวดศีรษะที่ดี
2. ระยะที่ไม่ปวดศีรษะ สามารถใช้ยาป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรน โดยต้องรับประทานติดต่อกันทุกวัน ท้ายสุดสำหรับผู้ที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนในช่วงมีประจำเดือน สามารถรับประทานยา ยาลดการอักเสบที่ไม่ไช่สเตียรอยด์หรือยากลุ่มทริปแทน ในช่วงก่อนมีประจำเดือนประมาณ 2 - 3 วัน และรับประทานยาต่อจนหมดประจำเดือน 4 - 5 วัน”
แนวทางการรักษาอื่นๆ
“ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาอาการปวดศีรษะในแบบต่างๆ ที่เชื่อว่าได้ผลมาทดลองใช้กับผู้ป่วย อาทิ เทคนิคการฉีดโบท็อกซ์ซึ่งเริ่มเป็นที่แนะนำในต่างประเทศ คล้ายกับการฝังเข็ม เพื่อยับยั้งเส้นประสาทไม่ให้ส่งอาการปวดเข้าไปยังสมอง โดยลดอาการปวดลงทั้งความถี่และอาการรุนแรงลงได้มากถึง 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปัจจุบันสหรัฐอเมริการับรองให้การรักษาไมเกรนด้วยวิธีการฉีดโบท็อกซ์เป็นการรักษาตามมาตรฐาน ขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”
สังเกตสัญญาณเตือน
“คนทั่วไปสามารถสังเกตลักษณะอาการปวดที่เป็นสัญญาณเตือนให้รีบไปพบแพทย์ เช่น อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ภายในระยะเวลาเป็นวินาทีหรือนาที อาการปวดศีรษะที่พบร่วมกับความผิดปกติของระบบประสาท เช่น ซึมลงหรือสับสน ความจำผิดปกติ แขน-ขา อ่อนแรง การมองเห็นผิดปกติ ชักเกร็ง อาการปวดศีรษะที่มีอาการทางระบบอื่นๆ เช่น ไข้ หนาวสั่น เหงื่อออกกลางคืน น้ำหนักลด อาการปวดศีรษะต่อเนื่องกันทุกวัน ปวดศีรษะรุนแรงมากขึ้น ความถี่ของการปวดเพิ่มขึ้น หรือลักษณะการปวดที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
...นอกจากนี้ สำหรับอาการปวดอื่นๆ เช่น อาการปวดศีรษะที่เกิดจากการ ไอ จาม เบ่ง การออกกำลัง หรือการเปลี่ยนท่าทาง อาการปวดศีรษะที่เกิดในคนอายุมากกว่า 40 ปี ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน อาการปวดศีรษะที่เกิดในผู้ที่ตั้งครรภ์หรือหลังคลอด หรือผู้รับประทานยาคุมกำเนิด และปวดศีรษะที่เกิดในผู้ที่มีภาวะอ้วนมาก ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณเบื้องต้นแจ้งเตือนให้ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด”

คำแนะนำ
“ที่สำคัญ คือการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยป้องกันตัวเองจากอาการปวดหัวได้ดีที่สุด โดยอย่างแรกควรสังเกตและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ และตรงตามเวลาทุกวัน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่หักโหมจนเกินไป งดสูบบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง และหลีกเลี่ยงความเครียด อาหารที่เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรค สิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวกระตุ้นอาการปวด หรือแม้แต่การรับประทานยาบางชนิดที่มีผลเฉพาะโรค แต่กลับทำให้ปวดหัว เช่น ยาคุมกำเนิด ยาขยายหลอดเลือดเลือดหัวใจ เป็นต้น”

 

Profile
เรืออากาศโท นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์
ตำแหน่ง อายุรกรรมสมองและระบบประสาท
การศึกษา  Headache Center, Department of Neurology, Mayo Clinic Hospital, Scottsdale, Arizona, USA
Honorary Clinical Observer in Epilepsy / Epilepsy Research Center, Austin Health, University of Melbourne, Melbourne, Victoria, Australia
วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญสาขาประสาทวิทยา แพทยสภา
ติดต่อ  ศูนย์อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ
โทร.1719

วรวุฒิ ถาวรพรกวิน

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนกุมภาพันธ์ 2563 - มีนาคม 2563 (ราย 2 เดือน) ฉบับที่ 552