หมวดหมู่บทความ พบคุณหมอเด็ก คลินิกหมอเด็ก

Search by tag : พบคุณหมอเด็ก, คลินิกหมอเด็ก, ห่วงน้องติดคางทูมจากพี่


กลุ้มใจ...ลูกไม่ยอมกินข้าว
(1 vote)
Q สวัสดีค่ะคุณหมอ ดิฉันมีเรื่องกังวลใจเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกค่ะ ตอนนี้ลูกดิฉันอายุ 1 ขวบ 4 เดือน ไม่ยอมกินข้าวเลยค่ะ ช่วงอายุ 6-7 เดือนยังยอมกินอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ไม่ยอมเลยค่ะ พอป้อนข้าวให้ก็จะคายทิ้งหมด บังคับให้กินก็จะอาเจียน ดิฉันก๊กลัวว่าแกจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ไม่รู้จะทำอย่างไรค่ะ อาหารเสริมรสชาติต่างๆ ที่มีวางขายก็ลองมาหมดแล้วค่ะ ตอนนี้ลูกยังกินนมแม่อยู่ค่ะ ดิฉันกลัวว่าถ้าน้ำนมดิฉันหมดคงแย่แน่ เพราะลองให้ลูกกินนมผงแล้วไม่ยอมกินค่ะ / จิราพร จ.ปทุมธานี

A ลูกคุณจิราพรคะ เด็ก 1 ขวบ ข้าวต้องเป็นอาหารหลัก ส่วนนมจะเป็นอาหารเสริมเพราะแคลอรี่ที่ได้จากนมจะไม่เพียงพอ เด็กต้องได้อาหาร ข้าว 3 มื้อ และนมวันละ 2 มื้อ หมอคิดว่าส่วนหนึ่งที่ลูกไม่ยอมกินข้าว อาจเป็นเพราะลูกไม่หิว ดังนั้น ขอให้มั่นใจในหลักการว่า เด็ก 1 ปี ขึ้นไปต้องได้ข้าว 3 มื้อ อย่าป้อนนมหรือขนมอย่างอื่นๆ จนลูกอิ่มก่อนถึงมื้ออาหาร เมื่อเด็กหิวการป้อนอาหารอื่นๆ จะง่ายขึ้น ให้ลองพยายามใหม่นะคะ ให้พยายามสร้างบรรยากาศในการกินที่ดี โต๊ะอาหารควรเป็นที่ๆ มีความสุข ไม่มีการบังคับ ยัดเยียด ข่มขู่ บรรยากาศต้องผ่อนคลาย พ่อแม่ควรกินอาหารให้ลูกดูเป็นแบบอย่าง อาจให้เด็กตักกินเอง เพราะช่วง 1-5 ปี เป็นช่วงที่เด็กเป็นตัวของตัวเอง จึงควรใช้ช่วงนี้ให้เด็กฝึกกินเองและให้พ่อแม่ทำตัวอย่างที่ดีให้ลูกๆ ดู เพราะลูกชอบเลียนแบบพ่อแม่อยู่แล้ว ขอให้คุณมีความสม่ำเสมอในการฝึก ควรให้ลูกฝึกกินเองทุกวัน ให้สังเกตว่าลูกชอบกินอะไรก็เริ่มที่สิ่งนั้นๆ และค่อยๆ เพิ่มอาหารใหม่ให้ลูกที่ละอย่าง ควรทำอาหารให้น่ารับประทาน ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ให้พอดีคำ ให้ลูกเคี้ยวได้ง่าย ให้ตักอาหารให้แต่น้อย เมื่อหมดแล้วค่อยเติม และควรชมเชยลูกทุกครั้งที่อาหารหมดจาน
นอกจากนี้ควรตัดสิ่งเร้าภายนอกออกไป เช่น การเปิดโทรทัศน์ การวางของเล่นให้ลูกเห็น สิ่งเร้าจะเบี่ยงเบนความสนใจในการกินอาหารของลูก เด็กวัยนี้ห่วงเล่นอยู่แล้ว ช่วงวัย 6-7 เดือนยังไม่ห่วงเล่นเท่าขวบปีที่ 2 ควรฝึกให้ลูกกินอาหารให้ตรงเวลาตามมื้ออาหารปกติ คือ เช้า-กลางวัน-เย็น โดยเมื่อถึงมื้ออาหาร พ่อแม่ควรนั่งกินอาหารบนโต๊ะพร้อมกับลูกด้วยอย่าปล่อยให้ลูกกินข้าวกับพี่เลี้ยง หรือนั่งกินที่หน้าโทรทัศน์
สรุป ช่วงแรกๆ คุณจิราพรต้องทำใจไปก่อน ลูกกินอาหารน้อย หรือคายอาหารออกมาเพราะลูกไม่หิว จึงควรป้อนอาหารเมื่อลูกหิว ไม่ต้องห่วงว่าลูกจะไม่ยอมกินอาหาร ถ้าเด็กหิวเด็กจะกินตามสัญชาตญาณการอยู่รอด เรามีหน้าที่เชียร์ค่อยให้กำลังใจ หาอาหารที่มีประโยชน์ รสชาติอร่อยให้เด็กกิน ส่วนปริมาณการกินให้ลูกกำหนดเอง อาจดูน้อยไปสำหรับพ่อแม่ แต่อย่าลืมว่าในขวบปีที่ 2 เด็กเติบโต้ช้าลง จึงต้องการอาหารน้อยลง สำหรับนมผงให้ลองชงใส่ถ้วยแล้วป้อน เด็กอาจไม่ยอมดูดจากขวดเพราะชินกับการดูดนมแม่ การชงใส่ถ้วยแล้วใช้ช้อนป้อนจะดีกว่า เพราะเด็กจะได้ไม่ติดนมขวดหลังจากหย่านมแม่ ถ้ามีนมแม่อยู่มาก ก็ควรให้นมแม่ไปเรื่อยๆ นานเท่าที่แม่จะทำได้ค่ะ ยังไงนมแม่ก็ดีกว่านมวัว ถ้าลูกไม่ยอมกินอาหารใหม่จริงๆ ช่วงแรกให้ผสมอาหาร เช่น กล้วย ธัญพืชต่างๆ กับนมแม่ไปก่อน ให้ลองน้อยๆ ก่อน ลองไปทีละอย่าง แล้วค่อยๆ ลดนมแม่ในส่วนผสมให้น้อยลง ให้เด็กค่อยๆ ชินกับอาหารใหม่ๆ ตอนแรกให้ผสมเป็นลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว ต่อมาให้ผสมให้ข้นขึ้นเรื่อยๆ

แพ้ท้อง ปวดตึงในศีรษะ?
Q สวัสดีค่ะคุณหมอลำดวน ดิฉันเพิ่งเริ่มติดตามอ่าน M&C แม่และเด็กเพราะเพิ่งตั้งครรภ์ครั้งแรกค่ะ ยอมรับว่าไม่มีความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของทั้งตัวเองและลูกเลย ตอนนี้เริ่มมีอาการแพ้ท้อง มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ เวลาอาเจียน จะมีอาการเหมือนเส้นเลือดในศีรษะมันบีบตัว และมีอาการปวดตึงในศีรษะค่ะ บางครั้งเป็นมากจนกลัวว่าเส้นเลือดในสมองจะแตกค่ะ อยากรบกวนถามคุณหมอว่า ควรทำอย่างไรดีคะ ดิฉันมีโรคประจำตัวคือเป็นไมเกรน ไม่ทราบว่าจะเกี่ยวกันหรือเปล่า เดิมรับประทานยาโทฟาโก้ รับประทานได้หรือไม่คะ ทราบมาว่ายานี้เกี่ยวกับการขยายหลอดเลือด แต่ไม่ค่อยแน่ใจอยากให้คุณหมอช่วยอธิบายด้วยค่ะ / ทัชชา กรุงเทพฯ

A คุณทัชชาให้ประวัติเกี่ยวกับอาการปวดศีรษะหมอมาไม่ค่อยละเอียด เช่น ไม่ทราบว่าอาการปวดศีรษะของคุณเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ลักษณะอาการปวดศีรษะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ หรือเป็นๆ หายๆ ลักษณะของการปวดเป็นแบบปวดตุ๊บๆ หรือปวดตื้อๆ ตำแหน่งของอาการปวดอยู่บริเวณใด ระหว่างอาการปวดศีรษะคุณหายเป็นปกติหรือไม่มีอาการปวดอยู่เลย หรือยังปวดอยู่แต่น้อยลง มีอาหารเตือน (aura) ก่อนจะมีอาการปวดศีรษะหรือไม่ ฯลฯ จริงๆ แล้ว คุณน่าจะบอกหมอได้ว่า อาการปวดตอนอาเจียนนี้เหมือนตอนปวดไมเกรนหรือไม่ เพราะไมเกรนจะมีอาการปวดที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น ปวดศีรษะข้างเดียว ปวดแบบตุ๊บๆ หรือปวดตามชีพจร อาการปวดศีรษะจะดีขึ้นถ้าได้นอนพัก บางคนมีอาการเตือน (aura) เช่น เห็นแสงระยิบระยับนำมาก่อน มักปวดเป็นๆ หายๆ คลื่นไส้อาเจียนร่วมกับการปวดศีรษะ แต่บางคนอาจปวดหัวตุ๊บๆ ข้างเดียว หรือเป็นทั้ง 2 ข้างก็ได้ ความรุนแรงของการปวดอยู่ในขั้นปานกลางถึงรุนแรง อาการปวดศีรษะเกิดขึ้นเนื่องจากการออกกำลังกาย หรือทำงาน มีอาการกลัวแสงและกลัวเสียง ปวดแต่ละครั้งนาน 2-72 ชั่วโมง ถ้าปวดลักษณะคล้ายๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ก็ต้องคิดถึงไมเกรน แต่ถ้าไม่เหมือนก็ต้องตรวจเพิ่มเติมว่าเป็นโรคอื่นหรือไม่ เช่น พวกเนื้องอกในสมอง ฯลฯ พวกนี้จะมาหาหมอด้วยอาการปวดศีรษะทั้งสิ้น แต่อาการปวดจะฉับพลันและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มีอาเจียนพุ่ง เห็นภาพซ้อน ปวดมากเวลาไอเบ่งหรือจาม
มีอาการปวดศีรษะอีกชนิดหนึ่งที่พบบ่อยรองจากไมเกรน คือ ปวดศีรษะจากความตึงเครียด อาการปวดศีรษะชนิดนี้มีลักษณะปวดตื้อๆ เป็นเรื้อรัง มักจะปวดเป็นๆ หายๆ ตลอดทั้งวัน บางคนบอกตำแหน่งที่ปวดไม่ได้ อาจบอกว่าปวดทั้งศีรษะ หรือปวดบริเวณด้านหลังท้ายทอย อาการปวดศีรษะจะดีขึ้นเมื่อได้พัก โดยมากผู้ป่วยจะมีปัญหานอนหลับไม่สนิท อาการปวดศีรษะไม่มีความสัมพันธ์กับอาการอย่างอื่นที่บ่งชี้ ถึงภาวะความดันในสมองสูง เช่น ไม่พบว่ามีอาเจียนพุ่งร่วมด้วย การตรวจร่างกายและระบบประสาท ไม่พบความผิดปกติ สาเหตุเกิดจากความเครียด
ในกรณีที่เป็นไมเกรน นอกจากการรับประทานยาแล้ว ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะ เช่น กาแฟ โกโก้ ช็อกโกแลต ผงชูรส ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นให้ปวดศีรษะ เช่น การอดนอน อดอาหาร ออกกำลังกายหนักๆ ควรพยายามทำสมาธิ ทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง จะช่วยป้องกันการเป็นซ้ำได้ดีกว่าการรักษาด้วยยาอย่างเดียว การใช้ยา Tofago ซึ่งเป็นพวก (Ergotamine Tartrate บวกกับ Caffeine ไม่ควรใช้อย่างยิ่ง เพราะมีอันตรายต่อเด็กในครรภ์ ถ้าปวดศีรษะมากให้กิน Paracetamol 1 เม็ดก็พอ คุณควรไปให้แพทย์ตรวจความดับโลหิตและตรวจทางระบบประสาทอย่างละเอียดก่อนที่จะสรุปว่า เป็นไมเกรนหรือปวดจากความเครียด
ยาแก้ปวดกับการตั้งครรภ์
Q สวัสดีค่ะคุณหมอ ดิฉันมีคำถามอยากถามคุณหมอดังนี้ค่ะ ดิฉันตั้งท้อง 8 เดือนแล้วค่ะ ช่วงเดือนที่ 1-4 ไม่แพ้ท้องเลย แต่พอเข้าเดือนที่ 5 ก็มีอาการปวดขา บริเวณน่องทั้ง 2 ข้าง ไม่ใช่ตะคริวนะคะ เหมือนปวดกล้ามเนื้อน่ะค่ะ ดิฉันปรึกษาหมอที่ฝากครรภ์ ได้ยามารับประทานแต่อาการก็ไม่ดีขึ้น คุณหมอได้ตรวจให้ใหม่อย่างละเอียดแต่ก็ไม่พบความผิดปกติ ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่ค่ะ อาการทุเลาลงบ้างแต่ก็ยังไม่หายค่ะ คุณหมอบอกว่าอาจเกิดจากการที่ดิฉันขาดแคลเซียม เรื่องที่กังวลคือช่วงที่ตั้งครรภ์ดิฉันรับประทานยาแก้ปวดเยอะมาก ถึงจะรับประทานตามแพทย์สั่งก็อดกังวลไม่ได้ค่ะ ว่ายาที่รับประทานจะมีผลต่อลูก
/ รุ่งนภา จ.สกลนคร

A คุณรุ่งนภารับประทานยาแก้ปวดไปมากเลยกังวล ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID (Non-steroidal anti-inflammatory drugs) บางตัวในช่วงแรกของการตั้งครรภ์กินได้ แต่จะห้ามกินในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ หรือช่วงใกล้คลอด ดังนั้น หมอจึงอยากให้คุณเชื่อมั่นในคุณหมอของคุณ ว่าได้จ่ายที่ปลอดภัยให้ไม่ต้องกังวล แต่ในช่วงไตรมาสที่ 3 ไม่ควรกินยากลุ่ม NSAID อีก (NSAID คือยาแก้ปวดเส้น ปวดข้อ ที่ต้องกินหลังอาหารทันที เพราะยาจะกัดกระเพาะ ตัวอย่างของยากลุ่มนี้ได้แก่ Ibuprofen. Diclofenac Na ฯลฯ ยาเหล่านี้จะลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และข้อ จึงใช้แก้ปวดหลัง ปวดน่อง ปวดเข่า ฯลฯ ได้ดี) ถ้ามีอาการปวดอีกให้นวด ประคบร้อน ถ้าปวดมากทนไม่ไหวให้กิน Paracetamol ได้

คลอดลูกแล้วผิวแห้งมาก
Q สวัสดีค่ะ ดิฉันติดตามอ่าน Q&A ของคุณหมอ มาตั้งแต่ตั้งครรภ์ จนตอนนี้คลอดแล้วค่ะ ปัญหาคือ ตั้งแต่คลอดลูกมาดิฉันรู้สึกคันตามตัวมากเลยค่ะ รู้สึกว่าผิวแห้งมากด้วย ทำอย่างไรดีคะ พยายามทาโลชั้นหลังอาบน้ำก็ไม่ดีขึ้น ดิฉันไม่อยากใช้ยาค่ะเพราะให้ลูกกินนมแม่อยู่ เลยอยากปรึกษาคุณหมอว่าควรทำอย่างไรดีคะ / มัธกร จ.นนทบุรี

A อาการคันเป็นอาการที่พบบ่อยในคนผิวแห้ง ซึ่งคนผิวแห้งมักจะมีประวัติของการแพ้ เช่น เป็นภูมิแพ้ จาม หอบหืด ฯลฯ หรือเป็นภูมิแพ้ทางผิวหนัง เช่น Atopic dermatitis พวกนี้จะคันมาก ทำให้ต้องเกาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งจะนำไปสู่ผิวที่หนาขึ้น และรอยดำมากขึ้น บางคนเกาจนผิวถลอก ทำให้เกิดการติดเชื้อทางผิวหนัง ซึ่งอาจต้องกินยาปฏิชีวนะ ควรหาสาเหตุว่าทำไมผิวถึงแห้ง เช่น เป็นเพราะอากาศหนาว ความชื้นในอากาศน้อยเกินไป ยาบางอย่างทำให้ผิวแห้ง เช่น ยาขับปัสสาวะ หรือยาทาสิวบางชนิด วิธีรักษาคือ ควรทาครีมบำรุงผิวบ่อยๆ อย่าอาบน้ำด้วยสบู่ที่แรง อย่าอาบน้ำบ่อยเกินไป อย่าอาบน้ำร้อน สำหรับคนที่ผิวแห้งมากๆ ครีมบำรุงผิวยิ่งเหนียวเหนอะหนะยิ่งดี เช่น ทา Vasaline วันละ 2-3 ครั้ง เวลาอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ ให้รีบทาตอนที่ผิวยังชื้นๆ สบู่ที่ใช้ควรใช้ชนิดอ่อนโยน ไม่ควรมีกลิ่นหอม รับประทานอาหารที่มีน้ำมันโอเมก้า 3 มากๆ เช่น Flaxseed walnut (ถั่ววอลนัท) น้ำมันดอกทานตะวัน ปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ถ้าทำทุกอย่างที่กล่าวข้างต้นแล้วผิวยังแห้งคัน ก็จำเป็นจะต้องใช้ยาทา เช่น ยาสเตียรอยด์ครีม อย่างอ่อนๆ และยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน หมอคิดว่าไม่มีอันตรายต่อเด็กที่กินนมแม่ ดีกว่าปล่อยให้คันแล้วเกาจนเป็นแผล อย่าลืมว่ายิ่งเกายิ่งคัน ผิวยิ่งเสีย บางคนกลางวันพยายามไม่เกาได้ แต่พอนอนหลับควบคุมตัวเองไม่ได้ก็เกาแบบไม่รู้ตัว ถ้าเป็นแผลแล้วต้องมากินยาฆ่าเชื้อ แต่ยิ่งมีผลเสียมากกว่าค่ะ

ปัญหาของเด็กถนัดซ้าย
Q คุณหมอลำดวนคะ ลูกสาวดิฉันเพิ่งเข้าโรงเรียนอนุบาลค่ะ ตอนนี้เริ่มหัดเขียนหนังสือ ก. ไก่ ข. ไข่ แต่ลูกดิฉันถนัดซ้ายค่ะ เวลาลูกเขียนไม่ได้ ดิฉันจะจับมือให้ลูกเขียนก็ไม่ถนัดค่ะ อยากทราบว่าเด็กๆ ที่ถนัดซ้ายคนอื่นๆ เขามีปัญหาเวลาหัดเขียนกันบ้างหรือเปล่าคะ แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไรดีคะ / ปัทมา จ.นครสวรรค์

A เด็กที่ถนัดซ้ายจะมีปัญหาในการเขียน จากซ้ายไปขวา จึงจำเป็นอย่างมากที่พ่อแม่หรือครูจะต้องเข้าใจ วิธีการสอนเด็กถนัดซ้ายให้เขียนหนังสือ มีหลักสำคัญ 3 ข้อ ในการสอนเด็กถนัดซ้ายคือ

      1. การวางกระดาษ สำหรับเด็กที่ถนัดซ้าย กระดาษต้องวางไว้ด้านซ้าย ช่วงกลางตัวเด็กและให้เอียงกระดาษ โดยให้มุมด้านขวาของกระดาษใกล้ตัวเด็กมากกว่ามุมซ้ายบนของกระดาษ
      2. การวางมือและข้อมือ ต้องวางกระดาษให้พอดีกับมือซ้ายของเด็ก คือจุดเริ่มต้นในการเขียน มือซ้ายอยู่ด้านซ้าย และห่างจากลำตัวของเด็ก และเมื่อจบบรรทัด มือซ้ายจะขยับเข้าใกล้ลำตัว โดยมาจบตรงหน้าลำตัว หรือ อยู่ด้านซ้ายของกึ่งกลางลำตัว จะเอียงกระดาษมากน้อยเพียงใดขึ้นกับแต่ละคน แต่ที่สำคัญที่ต้องให้เด็กจำคือ ต้องให้แขนตั้งฉากขอบล่างของกระดาษ ข้อมือต้องตรงไม่งอ และมือต้องอยู่ใต้เส้นบรรทัดที่กำลังเขียน
      3. การจับดินสอหรือปากกา จับดินสอให้ห่างจากปลายดินสอ 2.5-3.8 ซม. (1-1.5 นิ้ว)
ในการเขียนต้องใช้แขนทั้งแขน การเอียงมุมขวาของกระดาษลง ทำให้ข้อมือ ข้อศอกและข้อไหล่ สบายขึ้น และเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การจับดินสอและปากกาให้ปลายดินสอหรือปากกาห่างออกไป (2.5-3.8 ซม. หรือ 1-1.5 นิ้ว) จะทำให้ผู้เขียนสามารถเห็นสิ่งที่เขียนได้ และมือจะได้ไม่ไปถูถูกสิ่งที่เขียน ถ้าเด็กถือดินสอใกล้ปลายดินสอเกินไป คุณแม่อาจขีดทำเครื่องหมายที่ดินสอ เพื่อให้เด็กรู้ว่าควรจับดินสอตรงตำแหน่งไหน ควรแนะนำให้เด็กอย่าจับดินสอแน่นเกินไป เพราะจะทำให้เกร็งและเมื่อยง่าย เมื่อเด็กโตขึ้น เด็กจะเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายมือเพื่อจับดินสอ แต่ช่วงแรกคุณแม่ก็ต้องคอยเตือนลูก ตอนเริ่มต้นอาจเขียนหนังสือตัวโตๆ ก่อน เด็กจะฝึกได้ง่ายขึ้น เมื่อเด็กเขียนเก่งแล้ว เด็กจะค่อยๆ เขียนตัวเล็กลงได้เอง เวลาเริ่มต้นเขียน ให้คุณแม่กากบาทที่หัวมุมเพื่อให้เด็กรู้ว่าควรจะเริ่มเขียนที่ไหน ถ้าคุณแม่จับมือลูกเขียนไม่ถนัด ก็อาจเขียนรอยประไว้ที่แผ่นกระดาษ เพื่อให้เด็กเขียนตามรอยที่คุณเขียนไว้ ถ้าจะจับมือคุณแม่ต้องใช้มือช่วยจับ เด็กถนัดซ้ายเกือบทุกคนมีปัญหาด้านการเขียนค่ะ จึงต้องสอนให้ถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่ม เด็กบางคนฝึกเขียนแบบงอข้อมือ ซึ่งผิด ต้องมาฝึกใหม่ซึ่งยาก ดังนั้น หมอจึงต้องขอชมเชยคุณที่เขียน จดหมายมาถาม จะได้เริ่มฝึกลูกอย่างถูกต้อง

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2561 ฉบับที่ 542