หมวดหมู่บทความ Family Life ครอบครับสุขสันต์

Search by tag : Family Life, ครอบครับสุขสันต์, ลับคมความคิดด้วย “ทักษะการเขียน”


เข้าใจระบบการศึกษาไทย…เสริมพลังเครือข่ายผู้ปกครอง
(2 votes)
          เราเรียนหนังสือกันไปทำไม…ทำไมเราต้องไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนด้วย…เรียนไปเพื่ออะไร ฯลฯ พ่อแม่จำนวนมากอาจเคยมีคำถามต่างๆ เหล่านี้ ผุดขึ้นมาในสมองเมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็ก แต่ด้วยคำตอบที่ว่าใครๆ ก็ไปโรงเรียนกันทั้งนั้น หากไม่เรียนจะโง่ โตขึ้นมาต้องทำงานหนักใช้แรงงานแบบกรรมกร เรียนสูงๆ จบออกมาจะได้งานทำดีๆ เป็นเจ้าคนนายคน รวมทั้งเป็นกฎหมายว่าเด็กทุกคนเมื่อถึงอายุถึงเกณฑ์แล้วต้องไปโรงเรียนหรือเข้าสู่ระบบการศึกษาภาคบังคับ ดังนั้น เราทุกคนจึงต้องไปโรงเรียน รวมทั้งต่อเนื่องไปยังรุ่นลูกของเราที่เขาทุกคนจะต้อง “ไปโรงเรียน” อย่างไม่ต้องสงสัย    จากความเคยชินในการทำตามระบบสืบต่อๆ กันมา ที่ว่าเด็กทุกคนเมื่ออายุถึงเกณฑ์แล้วจะต้องไปเข้ารับการศึกษา โดยมีโรงเรียนเป็นสถาบันหลักที่สังคมมอบหมายให้ทำหน้าที่ในการอบรมสั่งสอนเด็กและเยาวชนในสังคมนั้นๆ ให้สอดคล้องกับปรัชญาการศึกษาตามที่แต่ละสังคมหรือชุมชนนั้นยึดไว้เป็นที่ตั้งเพื่อสร้างคุณลักษณะของคนในประเทศให้เป็นไปตามที่ต้องการโดยผ่านกระบวนการศึกษาที่รัฐเป็นผู้จัดให้ ในขณะที่พ่อแม่ผู้ปกครองต่างมองว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับชนชั้นทางสังคม ยิ่งเรียนสูงเท่าไรยิ่งสามารถถีบตัวเองไปได้ไกลมากขึ้นเท่านั้น แต่หากถามเด็กๆ ว่าเรียนไปทำไม เพื่ออะไร เด็กจำนวนมากลับตอบไม่ได้ โดยหากเข้าไปดูสถานะทางเฟสบุ๊กของเด็กนักเรียนแต่ละคนแล้วส่วนใหญ่มักกำหนดสถานะตนเองแบบขำๆ ว่า “พ่อแม่จ้างมาเรียน”  เป็นต้น
การให้ความหมายหรือนิยามของการศึกษาของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยจึงมีลักษณะเพียงแต่ความเข้าใจเพียงผิวเผิน ตามความเคยชินที่ถูกปลูกฝังหรือปฏิบัติสืบต่อๆ กันมา โดยปราศจากความเข้าใจและการตั้งคำถามวิพากษ์ว่าสิ่งที่ตนเองเชื่อหรือปฏิบัติอยู่ในระบบการศึกษานั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วหรือไม่
จากประวัติศาสตร์การศึกษาเรากล่าวได้ว่า การศึกษาสมัยแรกถือว่าเป็นเครื่องมือในการสร้าง “คน” โดยการถ่ายทอดความรู้ หลักการของคนในสังคม จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนรุ่นถัดไป ทั้งในเรื่องของความรู้ วัฒนธรรม แนวคิดและค่านิยม แต่ละบุคคลจะได้รับการศึกษาเพื่อพัฒนาทางด้านกายภาพ จิตใจ อารมณ์ความรู้สึก คุณธรรมและการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยการสอนในลักษณะบุคคล เช่น ครอบครัว นักบวช หรือ คนกลุ่มอื่นในสังคม นักปรัชญาทางด้านการศึกษาในสมัยแรกจึงมุ่งเน้นที่คุณธรรมเป็นหลักเช่น เพลโต อริสโตเติ้ล โสเครตีส ขงจื๊อ เป็นต้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ
…สร้างคนให้สามารถสืบทอดความรู้ความสามารถ ความคิดและอารมณ์ความรู้สึกจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง   
…พัฒนาศักยภาพและความสามารถอันเป็นลักษณะเฉพาะบุคคลให้แสดงออกมากที่สุด ทำให้เกิดการพัฒนาของสังคมและชุมชนนั้นในด้านต่างๆ
…ตอบสนองความต้องการพื้นฐานทางร่างกายและจิตใจของมนุษย์ การศึกษาช่วยให้มีความสามารถในการแสวงหาสิ่งที่ตนพึงพอใจได้ง่ายขึ้น ตอบสนองความต้องการปัจจัยสี่ อันได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค รวมทั้งตอบสนองความต้องการด้านจิตใจในเรื่องอำนาจ ชื่อเสียง เกียรติยศ ของคนในสังคม
…พัฒนาระดับคุณธรรมและศีลธรรมอันดีให้เกิดแก่ผู้ที่ได้รับการศึกษานั้น อันเป็นต้นเหตุของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสุขสงบ การศึกษาในเบื้องแรกจึงมุ่งเน้นในเรื่องของคุณธรรม การรักษากฎระเบียบและกติกาสังคม เพื่อนำมาใช้ในการจรรโลงสังคมมิใช่ทำลายสังคม
อย่างไรก็ตาม จุดมุ่งหมายเริ่มต้นดังกล่าวได้เริ่มเปลี่ยนไปในช่วงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ราวศตวรรษที่ 17 - 18 ซึ่งตกทอดมาบ้างจนถึงปัจจุบัน การกำหนดหลักสูตรการศึกษาได้เน้นการรองรับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่งคั่งทางวัตถุเป็นหลัก เป็นการวางระบบเพื่อผลิตคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน เน้นการสร้างคนเพียงบางสาขาอาชีพ เน้นทางด้านเทคนิค การกำหนดรูปแบบการศึกษาจึงวางกรอบหล่อหลอมคนให้อยู่ในระบบเพื่อแสวงหาความมั่งคั่ง มากกว่าการนำคนเข้าเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา ก่อให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมากมาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทยที่ถึงแม้จะมีการปฏิรูปการศึกษาครั้งล่าสุดจนเกิดเป็น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แต่จนถึงปัจจุบันเราไม่สามารถเห็นผลสำเร็จที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ซ้ำร้ายยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการด้านการศึกษาจำนวนมากต่างเห็นพ้องตรงกันว่า การปฏิรูปการศึกษาที่ได้ดำเนินมานั้นค่อนไปในทางถดถอยมากกว่าที่จะก้าวกระโดดไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพนักเรียนนักศึกษาที่จบออกมา คุณภาพหลักสูตรการเรียนการสอน คุณภาพครู ปัญหาการคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นในแวดวงการศึกษา ล้วนแล้วแต่ไปในทางที่อยู่ในขั้นโคม่าน่าเป็นห่วงทั้งสิ้น ทุกภาคส่วนจึงต้องมีร่วมกันในการจัดการศึกษาว่าเราต้องการเห็นเด็กและเยาวชนไทย ได้พัฒนาศักยภาพของตนเองไปในทิศทางใดให้สมดุลในทุกด้าน ดังที่ผมเคยเสนอไว้ในหนังสือ ข้าฯคือบัณฑิต : หลอมแนวคิดคนรุ่งใหม่ สู่ภาวะปัญญาชนแห่งยุค เพื่อจะเป็นคนที่พร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สติปัญญา และการมีส่วนร่วมในสังคมอย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น
…การเรียนอย่างมีเป้าหมาย โดยเป้าหมายนั้นมิใช่เพียงเพื่อ “อัตตา” หรือประโยชน์แก่ตนเอง เพราะจะทำให้คนยิ่งรู้มาก ยิ่งมีโอกาสมาก และยิ่งเห็นแก่ตัวมาก เป้าหมายการเรียนไม่เพียงเพื่อ “ชีวา” หรือเพียงเพื่อค้นพบสัจธรรมชีวิตและปลีกวิเวก ไม่สนใจผู้อื่น แต่เป้าหมายสูงสุดของการเรียน ควรเป็นเพื่อ “ปวงประชา” คือ ใช้ความรู้ความสามารถที่ได้รับจากการศึกษา เพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ผู้อื่นและสังคมส่วนรวม หากผู้เรียนมีเป้าหมายการศึกษาเช่นนี้ การศึกษาย่อมเป็นการ “สร้างมนุษย์ที่แท้จริง” มิใช่เพียงสร้างเครื่องจักรหรือวัสดุอุปกรณ์เพื่อป้อนสู่ตลาดแรงงานเท่านั้น
การเรียนการสอนจึงควรมีจุดมุ่งหมายในการเรียนเพื่อรู้ ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบ สร้างแนวคิดใหม่แก่ผู้เรียนที่จะขยับจากการเรียนเพื่ออัตตา สู่ชีวา และปวงประชา ผ่านการทำกิจกรรมทั้งในและนอกห้องเรียน กล่าวคือ การเรียนเพื่ออัตตา โดยตระหนักว่า ไม่ใช่การเรียนเพียงเพื่อการประกอบอาชีพเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเรียนเพื่อเข้าถึงแก่นแท้ของการศึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง การเรียนเพื่อชีวา เป็นการเรียนที่ทำให้ผู้เรียนเข้าใจคุณค่าความหมายของชีวิตและความเป็นคน ส่งผลต่อการยกระดับจิตใจที่กอปรด้วยคุณธรรม และส่งเสริมการเรียนเพื่อปวงประชา เป็นการเรียนเพื่อนำความรู้ความสามารถมาใช้ประโยชน์แก่ส่วนรวม สังคมและประเทศชาติ
...การเรียนอย่างเป็นองค์รวม ให้รู้ครบทั้ง 3 มิติ ได้แก่ รู้ลึก หมายถึง มีความรู้เรื่องที่สอดคล้องกับความถนัด ศักยภาพของบุคคลนั้นมากที่สุด รู้ลึกซึ้งในแก่นสารสาระของวิชา รู้และเข้าใจปรัชญาเบื้องหลัง ของวิชาที่เรียน รู้กว้าง หมายถึง มีความรู้และความเข้าใจในองค์ความรู้ด้านอื่น นอกเหนือสาขาวิชาหลักหรือสิ่งที่ตนเองเชี่ยวชาญ มีความรอบรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์และสภาพการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของชุมชน สังคม และโลกได้อย่างเท่าทัน และรู้ไกล หมายถึง มีความรู้และความสามารถในการคาดการณ์อนาคต สามารถวิเคราะห์ได้ว่า สิ่งเหล่านั้นจะส่งผลกระทบต่อเราอย่างไรในอนาคตทั้งทางตรงและทางอ้อม นอกจากนี้ รู้ไกลยังหมายถึง ความสามารถในการประยุกต์ใช้ในอีกบริบทหนึ่งด้วย
…การพัฒนาทักษะรอบด้าน ทั้งทักษะทางวิชาชีพ ทักษะด้านการสื่อสาร ทักษะที่ตนเองถนัดและสนใจ เพื่อหลอมรวมความรู้ความสามารถเข้ากับงานในอนาคตต่อไปได้ การฝึกทำกิจกรรมนอกห้องเรียน การนำพลังไปใช้ในทางสร้างสรรค์ผ่านการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนาทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม อีกทั้งเป็นการปลูกฝังให้เห็นคุณค่าของการทำดีเพื่อสังคมมากขึ้น
หากพ่อแม่มีความเข้าใจในเป้าหมายและทิศทางในการจัดการศึกษาให้แก่ลูกอย่างชัดเจนแล้วแล้ว ย่อมเป็นการง่ายในการที่จะเชื่อมโยงไปสู่การคิดวิพากษ์ระบบการศึกษาที่รัฐจัดให้ว่ามีข้อดีข้อเสียจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร เพื่อหาช่องทางการมีส่วนร่วมในการเสนอแนะ คัดค้าน ต่อรอง เรียกร้องสิทธิความเป็นธรรมรวมทั้งการรวมกลุ่มกันเป็นเครือข่ายเพื่อเข้าชื่อยื่นเป็นร่างกฎหมายเข้าสภาย่อมสามารถทำได้ด้วยเช่นกัน
ระบบการศึกษาไทยจะปฏิรูปครั้งใหญ่อย่างก้าวกระโดดได้นั้นไม่เพียงแต่หวังพึ่งภาครัฐแต่ภาคประชาชนโดยพ่อแม่ผู้ปกครองต้องใช้สิทธิของตนอย่างเข้มแข็ง ในการรวมพลังร่วมกันผลักดันสิ่งที่อยากเห็นนั้นให้เกิดขึ้นเป็นจริงครับ

.ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ , www.kriengsak.com 

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนธันวาคม-มกราคม 2561 ฉบับที่ 539