หมวดหมู่บทความ Stories ในโลกกว้าง

Search by tag : Stories, ในโลกกว้าง, ลูกฉันเป็นดาวน์ ซินโดรม


เป็นแชมเปี้ยนได้...ด้วยหัวใจนักสู้
(0 votes)
           เด็กชายไมเคิล เอลเลนวัยเก้าขวบขับรถแข่ง มองเห็นหมวกแวบผ่านเนินเขาชัน...นี่เป็นการแข่งขันครั้งแรกของเขาที่เมืองแดนบิวรี่ ไมเคิลพยายามนึกถึงคำสอนของพ่อว่า “ขับให้ตรงแนวเส้นเข้าไว้ อย่าไปห่วงรถคันอื่นๆ” หากเขาบิดพวงมาลัยมากเกินไปจนรถเบนออกนอกทาง รถคันอื่นแซงเข้าเส้นชัยไปจนได้...ไมเคิลแพ้พ่ายเสียแล้ว!
ไมเคิลมองเห็นพ่อแม่วิ่งตรงเข้ามาหา เขาส่งเสียงร้องบอกทั้งสองว่า “อย่าห่วงเลยครับ คราวหน้าผมจะเอาชนะให้ได้” หากแมกกี้กับเดฟ เอลเลน มิได้ผิดหวังแม้นสักนิด “ลูกทำได้ดีขนาดนี้ก็พอแล้ว” แมกกี้บอก “แล้วลูกก็ไม่ได้ซ้อมมากพอด้วย” เดฟเสริม เขาเป็นศัลยแพทย์ผู้มีงานอดิเรกขับรถแข่ง
ทั้งสองมิได้เอ่ยสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจ นั่นคือโรคลมชักของไมเคิล เพราะโดยไร้สัญญาณเตือนอันใดนั้น เด็กชายอาจหมดสติหยุดหายใจ ร่างกายกระตุกไปมาควบคุมไม่ได้ แม้ยาระงับการชักก็ไม่สามารถควบคุมอาการได้เต็มที่..ตราบเท่าทุกวันนี้ พ่อแม่ของไมเคิลจึงมองว่าการขับรถมาได้ตลอดรอดฝั่งถือเป็นชัยชนะสำหรับเขาแล้ว
ปัญหาสุขภาพของไมเคิลเริ่มต้นตอนเขาอายุได้หกขวบ เขากับสเตซี่พี่สาวตื่นแต่ช้ามาทำอาหารเช้ากินกันในวันอาทิตย์ซึ่งพ่อแม่ยังนอนหลับอยู่ จู่ๆ ไมเคิลมีอาการแข็งทื่อล้มโครมลงแทบพื้น สเตซี่วิ่งไปปลุกพ่อแม่ “เร็วๆ เข้า ไมเคิลสำลักอาหารติดคอ”

เดฟวิ่งเข้าไปในครัว จับตัวลูกมากดหลังเพื่อให้อาหารที่ติดคอกระเด็นออกมา...แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาพยายามใช้วิธีช่วยหายใจด้วยการเป่าปาก...ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ด้วยความหมดหวังเดฟใช้นิ้วมือควานไปในคอและดึงเศษอาหารชิ้นเล็กที่คิดว่าติดคอไมเคิลอยู่ พ่อหนูกลับมาหายใจได้ดังเดิมในทันที หลังเกิดเหตุ ไมเคิลเองจำอะไรไม่ได้เลยซึ่งทำให้บิดาเขากังวลนัก เหตุใดไมเคิลจึงจำไม่ได้ถึงอาการสำลักติดคอก่อนหมดสติไปเล่า?
คำตอบปรากฎในอีกหกสัปดาห์ให้หลังเมื่อร่างกายไมเคิลเกิดอาการแข็งทื่อขึ้นมาอีก ไม่ปรากฏสัญญาณการหายใจใดๆ จากนั้นอาการกล้ามเนื้อชักกระตุกเริ่มขึ้นมาเมื่อเขาเริ่มหายใจอีกครั้ง คราวนี้พ่อแม่เห็นอาการลมชักด้วยตาตัวเอง
“แกไม่ได้เจ็บปวดอะไร” เดฟบอกแมกกี้ “เราทำได้แค่ปลดเสือ้ผ้าแกให้หลวม ดูไม่ให้มีของมีคมอยู่ใกล้ๆ แล้วทำใจสงบเข้าไว้เท่านั้น”

          อาการลมชักของไมเคิล เป็นความผิดปรกติทางแขนงประสาทที่เกิดกับคนอเมริกันกว่าสองล้านคน  ผู้ป่วยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ หาสาเหตุไม่พบ
แต่โรคนี้อาจเกิดขึ้นได้โดยอุบัติเหตุหรือโรคทางระบบประสาทส่วนกลาง แม้โรคมิได้ปิดกั้นผู้ป่วยจากการดำเนินชีวิต แต่การปรับตัวให้เข้ากับโรคย่อมหมายถึงการกินยาหลายขนานและปัญหาทางสังคม...ดังที่ไมเคิลได้พบพานเข้า
กินเวลานานหลายเดือนกว่าแพทย์จะหายาหลายขนานผสมกันอย่างพอเหมาะเพื่อจำกัดอาการชักของไมเคิลให้เหลือแค่เดือนละครั้ง...ซึ่งอาจมิใช่ทางแก้สมบูรณ์แบบ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เด็กชายไปโรงเรียนเพื่อเข้าเรียนชั้นประถมหนึ่งได้ ด้วยใบหน้าตาดี ยิ้มแย้มเป็นมิตร ไมเคิลมีเพื่อนมากมายที่โรงเรียน แต่หลังจากเกิดอาการชักอย่างหนักที่ห้องอาหารโรงเรียน เขาได้ยินเพื่อนเรียกลับหลังว่า “เจ้าเด็กชักกระตุก” และเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงจากบรรดาเพื่อนๆ ที่ทำท่าไม่อยากมายุ่งกับเขาอีกต่อไป

นอกจากนี้ ไมเคิลยังมีสมาธิสั้น สามารถนั่งเรียนได้แค่ครั้งละ 2 - 3 นาที จะด้วยเหตุผลจากโรคลมชักหรือปฏิกิริยาที่มีต่อยารักษาก็ตามที ยังผลให้เขาเรียนล้าหลังและความภาคภูมิใจในตัวเองดิ่งวูบ นอกจากนี้อาการสมาธิสั้นสร้างปัญหาเรื่องกีฬา ซึ่งจัดเป็นความรวดร้าวยิ่งสำหรับเด็กชายผู้เคยนิยมการขันแข่งฟุตบอล ดังนั้น เมื่อเขาอายุได้เก้าขวบ บิดาจึงชักจูงเขาให้หันมาสนใจเรื่องการแข่งรถซึ่งการขับใช้สมาธิครั้งละไม่เกินนาทีเท่านั้น สองพ่อลูกซื้อเครื่องประกอบรถมาช่วยกันประกอบที่ห้องใต้ถุน 5ตอนลองขับไมเคิลยังทำไม่ได้ดีนัก เมื่อลงแข่งครั้งแรกเขาตกรอบทันที แต่ในการแข่งต่อๆ มา ไมเคิลทำได้ดีขึ้น ในฤดูการแข่งขันที่สอง เขาชนะเป็นลำดับที่สี่ในการแข่งประจำเขต สองพ่อลูกเริ่มต่อรถแข่งคันใหม่ที่เบาหวิวกว่าเดิม เป็นรถต่อด้วยไม้ที่มีน้ำหนักสม่ำเสมอคงที่ซึ่งใช้เวลานานสี่เดือนเต็ม รถแข่งชื่อ ท็อป กัน ปรากฏโฉมเป็นรถประจำตัวไมเคิล กระนั้น เริ่มปรากฏสัญญาณบ่งชี้ว่ายาของไมเคิลเริ่มหมดสมรรถภาพ ในเดือนมีนาคมขณะเขากับบิดาไปแข่งรถที่รัฐคอนเน็คติกัต ไมเคิลล้มลงมีอาการชักรุนแรง นับเป็นครั้งแรกที่เขามีอาการขึ้นมาตอนใกล้แข่ง เดฟกังวลว่าจะเป็นอันตรายในระหว่างลงแข่งหรือไม่? เช้าวันรุ่งขึ้น ไมเคิลมีอาการชักเล็กน้อย คือนั่งตัวเกร็ง จ้องมองเหม่อไปในอากาศ เป็นอาการหมดสติชั่ววูบที่บุคคลนั้นขาดการติดต่อใดๆ กับความเป็นจริงไปโดยสิ้นเชิง

ความหวาดหวั่นว่าไมเคิลจะเกิดอาการชักขึ้นมาระหว่างขับรถแข่งทำให้พ่อแม่เขากังวลมาแต่แรกที่เริ่มแข่งรถ บัดนี้อาการหมดสติชั่ววูบที่เกิดขึ้นจัดเป็นความเสี่ยงมากขึ้น ถ้าเขาเกิดหมดสติขึ้นมาตอนขับรถเขาก็จะได้รับการปกป้องโดยหมวกนิรภัยและโฟมที่บุไว้รอบตัวถังภายในรถ อีกทั้งมีแผ่นรองรับการปะทะรอบสนาม แต่อาการบาดเจ็บทางใจนี่สิคงรวดร้าวหาน้อยไม่ เมื่อเดฟเสนอให้กลับบ้าน ไมเคิลยืนกรานว่า “ผมไม่เป็นไรแล้ว แค่ลงแข่งประเดี๋ยวเดียว” เดฟไม่มั่นใจ หากพยายามนึกถึงคำพูดแพทย์ประจำตัวไมเคิลที่ว่า “คุณบอกไม่ได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอาการชักขึ้นมาเมื่อไร แต่ไมเคิลก็ต้องดำเนินชีวิตของแกต่อไปนะ” ครั้งนั้นไมเคิลไม่ได้ชนะ รถของเขาเกิดเสียหลักหมุนติ้วระหว่างทาง...

เมื่ออาการของไมเคิลกำเริบมากขึ้น เดฟพาเขาไปหาศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านแขนงประสาทที่มหาวิทยาลัยเวท ฟอเรส ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการบำบัดโรคลมชัก หมอเปลี่ยนยาขนานใหม่ให้ไมเคิลและสนับสนุนให้เขาแข่งรถต่อไปว่า “โปรดปฏิบัติกับแกเหมือนเด็กฉลาด กระฉับกระเฉงคนอื่นๆ เถิด เพราะนั่นคือสิ่งที่แกเป็นอยู่” หมอบอกเดฟ สิ่งที่เกิดตามมาคือความน่าประหลาดใจโดยแท้ ไมเคิลชนะการแข่งขันแดนบิวรี่หกครั้งรวด ยังผลให้มีสิทธิ์เข้าแข่งขันออล อเมริกัน โซป บอกซ์ ที่เมืองแอครอนเพื่อชิงแชมเปี้ยน ไมเคิลจะต้องแข่งกับเด็กที่ผ่านการชนะมาทั่วประเทศ โอกาสที่เขาจะชนะมีน้อยนิด ไหนจะต้องไปเข้าค่ายก่อนแข่งเพื่อให้เด็กทำการปรับตัว  ซึ่งหมายถึงการจากอ้อมอกพ่อแม่ไปไกลลิบเป็นครั้งแรกของไมเคิลด้วย

ในวันแข่งขัน ฝูงชนกว่าสี่หมื่นคนเบียดเสียดในสนามแข่ง ตอนไมเคิลเดินผ่านไปพ่อของเขาพยายามสังเกตร่องรอยความเหนื่อยอ่อน หากมองเห็นแต่รอยยิ้มสดใสโบกมือว่อนเริงร่า ไมเคิลผ่านเข้ารอบไปได้สามรอบ ในรอบสุดท้ายเขาเจอคู่แข่งตัวโตและเก่งกาจรวมสามคนเพื่อชิงตำแหน่ง “ยอดเยี่ยมสุด”  จัดเป็นศึกหนักยิ่งนัก
เมื่อรถแข่งทั้งสามเข้าเส้นชัยอย่างรวดเร็วจนมองไม่ออกว่าใครมาถึงก่อน อาสาสมัครคนหนึ่งชี้ไปที่คนขับคนหนึ่งทันควันว่าเป็นผู้ชนะ...น้ำตาไมเคิลเอ่อล้น…“เดี๋ยวก่อน” มีเสียงร้องค้าน “นั่นไม่ใช่คำตัดสินนะ” เสียงคนฮือฮาระหว่างการภาพถ่าย ทันใดนั้น เสียงประกาศดังก้องเหมือนมนตร์วิเศษ “ผู้ชนะประเภทจูเนียร์คือ ไมเคิล เอลเลน จากแดนบิวรี่” เดฟแหวกผู้คนเข้าไปทันตอนลูกชายรับถ้วยรางวัลและเสื้อแจ๊คเก็ตปักคำว่า “ผู้ชนะ ออล อเมริกัน 1987 โซป บอกซ์ เดอร์บี้ แชมเปี้ยน” พอดี
ไมเคิลสวมเสื้อตัวนี้ไปโรงเรียนทุกวันในเดือนนั้น เด็กส่วนใหญ่ยังเอ่ยถึงเขาว่าเป็น “เด็กชักกระตุก” แต่ด้วยน้ำเสียงชื่นชมยกย่อง ก็ไมเคิล เอลเลน เป็นแชมเปี้ยนนี่นา
ด้วยความเก่งกล้าและสปิริตสูงส่งของเขานั้น เขาได้แสดงให้ทุกคนเห็นแล้วว่า บางคราแค่หัวใจห้าวหาญก็สร้างแชมเปี้ยนขึ้นมาได้เหมือนกัน!

 

เรื่อง : โสภาพรรณ รัตนัย
แปลจาก : ไอ แอม เดอะ แชมเปี้ยน

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2561 ฉบับที่ 541