หมวดหมู่บทความ Talks มากหมอ(ไม่)มากความ

Search by tag : Talks, มากหมอ(ไม่)มากความ, นายแพทย์สมสิทธิ์ ตันสุภสวัสดิกุล คุณหมอพ่อพระแห่งบำราศนราดูร


ลำไส้อุดตัน ภาวะอันตรายในเด็ก
(2 votes)
รศ.พญ.วรนุช จงศรีสวัสดิ

“ภาวะลำไส้อุดตัน เป็นภาวะที่กระเพาะอาหารหรือสำไส้เกิดการอุดตัน ทำให้อาหารผ่านลงไปไม่ได้ ถือเป็นภาวะร้ายแรง หากไม่ได้รับการรักษา มักมีอันตรายถึงชีวิตได้”

                ภาวะลำไส้อุดตันในเด็ก พ่อแม่มือใหม่อาจไม่คุ้น แต่นี่เป็นภาวะฉุกเฉินที่พ่อแม่ต้องดูแลใส่ใจให้ดี เนื่องจากเป็นภาวะที่อันตราย สามารถพบได้ในทารกแรกเกิด ทั้งจากการอุดตันที่ลำไส้เล็กหรือลำไส้ใหญ่ อันมีปัญหาตามมา  คือ ทำให้เด็กมีอาการตั้งแต่ปวดท้องทรมาน อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด ยิ่งกว่านั้นในทารกที่ยังพูดไม่ได้ ทำได้แค่ส่งเสียงร้องดังผิดปกติ ไม่ยอมกินนม จนพ่อแม่หลายคนร้อนใจ ไม่ทราบว่าลูกเป็นอะไรกันแน่
เดินทางมาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงวรนุช จงศรีสวัสดิ์ อาจารย์แพทย์หน่วยโรคทางเดินอาหารและตับ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รอเราอยู่แล้วเพื่อพูดคุยในฉบับนี้ คุณหมออธิบายถึงภาวะดังกล่าว ดังนี้
ลำไส้อุดตันในเด็กแรกเกิด
“ภาวะลำไส้อุดตัน เป็นภาวะที่กระเพาะอาหารหรือสำไส้เกิดการอุดตัน ทำให้อาหารผ่านลงไปไม่ได้ ถือเป็นภาวะร้ายแรง หากไม่ได้รับการรักษา มักมีอันตรายถึงชีวิตได้
....สาเหตุหลักๆ ของการเกิดภาวะลำไส้อุดตันในเด็กแรกเกิด มักมาจากความผิดปกติของโครงสร้างในระบบทางเดินอาหาร ตั้งแต่กระเพาะอาหารจนถึงลำไส้ใหญ่ เช่น กระเพาะส่วนปลายตีบตันโดยกำเนิด มักพบในช่วงอายุ 2-8 สัปดาห์ หรืออาจจะเป็นจากตำแหน่งของระบบทางเดินอาหารวางตัวผิดที่ ทำให้เกิดการบิดและพันกันของลำไส้เล็ก ทำให้ไม่สามารถนำอุจจาระเคลื่อนลงสู่รูทวารหนัก เป็นภาวะที่พบได้น้อย อาจพบได้ในทุกช่วงอายุ แต่พบมากในทารกอายุประมาณ 6 เดือน และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
การสังเกตอาการ
“สำหรับอาการนั้นจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่มีการอุดตัน ถ้าอุดตันที่ลำไส้เล็ก มักมีอาการปวดบิดเกร็งเป็นพักๆ ที่บริเวณรอบๆ สะดือและอาเจียนพุ่งรุนแรงติดๆ กัน มักมีเศษอาหารหรือน้ำดีสีเขียวและขมออกมา ถ้าอุดตันที่ลำไส้ใหญ่ มักไม่มีอาการอาเจียน หรือไม่ก็มีเพียงเล็กน้อย
...และถ้าเป็นในเด็กแรกเกิด มักจะไม่ถ่ายขี้เทาหรือมีความผิดปกติในการถ่ายขี้เทา ไม่ค่อยถ่ายอุจจาระหรือผายลมเหมือนกับเด็กทั่วไป และไม่ว่าการอุดกั้นจะเกิดตรงตำแหน่งใด ๆ ถ้าการอุดกั้นเป็นไปอย่างสมบูรณ์ มักจะมีอาการท้องผูกร่วมด้วยเสมอ  แต่ถ้ามีการอุดกั้นอย่างสมบูรณ์ลำไส้ใหญ่ อาจไม่มีการผายลมเลยก็ได้
...นอกจากนี้ ในทารกที่เกิดการอุดตันจากกระเพาะส่วนปลายตีบ จะมีอาการอาเจียนพุ่งแรง ออกมาเป็นเศษนมมีกลิ่นเหม็น ในระยะแรก เด็กยังรู้สึกหิวและเคลื่อนไหวแข็งแรง อาการอาเจียนจะเป็นอยู่เรื่อยๆ จนต่อมาเด็กจะน้ำหนักลด กระสับกระส่ายและถ่ายอุจจาระน้อยลงเรื่อยๆ
...ในระยะแรก อาการท้องอืดอาจไม่ชัดเจน แต่ต่อมาจะค่อยๆ มีมากขึ้น ถ้าเป็นอยู่หลายวัน มักมีภาวะขาดน้ำ มีเหงื่อออก ปัสสาวะออกน้อย เนื้อตัวเย็น กระสับกระส่าย ชีพจรเต้นเบาเร็ว มีความดันตก บางครั้งอาจมองเห็นการเคลื่อนไหวของลำไส้ที่หน้าท้อง เมื่อใช้เครื่องฟังตรวจที่หน้าท้อง จะได้ยินเสียงโครกครากของลำไส้ติดกันถี่ๆ เป็นเสียงแหลม และถ้าเขย่าท้องอาจได้ยินเสียงเหมือนน้ำกระฉอก”
ความเสี่ยง
“เด็กที่มีภาวะลำไส้อุดตัน เด็กเหล่านี้น้ำหนักตัวมักไม่ขึ้นตามเกณฑ์ แถมบางรายยังน้ำหนักลดตัวลง และหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธี เด็กอาจจะมีภาวะขาดน้ำ ซึม ชัก บางรายอาจมีภาวะรุนแรงจนเกิดการช็อก ลำไส้เน่าและทะลุ เยื่อบุช่องท้องอักเสบ โลหิตเป็นพิษ และเสียชีวิตได้”
ภาวะลำไส้กลืนกัน
“อีกภาวะหนึ่งซึ่งเจอได้บ่อย และเป็นหนึ่งในสาเหตุของภาวะลำไส้อุดตันในเด็ก คือ ภาวะลำไส้กลืนกัน เป็นภาวะที่สามารถเกิดกับทารกแรกเกิดได้ และมักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ คือ ตั้งแต่อายุ 4 เดือน ถึง 2 ขวบ แต่ก็สามารถพบในเด็กที่อายุต่ำกว่านี้หรือมากกว่านี้ได้เช่นกัน รวมทั้งในผู้ใหญ่
...สาเหตุของการเกิดภาวะลำไส้กลืนกัน ส่วนใหญ่ในเด็กทารกจะไม่ค่อยทราบ มีข้อสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้ต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำไส้เล็กส่วนปลายเกิดการบวม ขยายใหญ่ขึ้น และทำให้เหมือนเป็นจุดนำให้ลำไส้เล็กค่อยๆ ถูกกลืนโดยลำไส้ใหญ่
...อย่างไรก็ดี บางการศึกษาก็พบว่าไม่สัมพันธ์กัน หรือบางการศึกษาก็บอกว่า มักพบอุบัติการณ์ของโรคนี้บ่อยครั้งในบางฤดูกาล เช่น ฤดูหนาว ขณะที่บางการศึกษาก็ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างลำไส้กลืนกันกับฤดูกาล
...นอกจากนี้การเกิดลำไส้กลืนกันในทารก อาจเกิดได้จากสาเหตุอื่นๆ เช่นกัน คือ ตัวลำไส้เองที่มีความผิดปกติ เช่น เด็กบางคนเป็นโรคที่มีติ่งเนื้อในลำไส้ คือ มีเนื้องอกที่ลำไส้ ซึ่งตัวเนื้องอกนี้เองที่เป็นจุดนำให้ลำไส้เล็กถูกกลืนเข้ามาในลำไส้ใหญ่ ะส่งผลให้มีอาการตามมา หรือในผู้ใหญ่เอง สาเหตุของลำไส้กลืนกันก็อาจเกิดจากการที่ป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งทำให้เกิดติ่งเนื้อในลำไส้เช่นเดียวกัน
...กรรมพันธุ์ก็ยังอาจถือได้ว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของลำไส้กลืนกันด้วย โดยจะมีโรคติ่งเนื้อบางโรค ซึ่งถ้าพ่อหรือแม่เป็น ลูกก็จะเป็นด้วยเช่นกัน”
การสังเกตอาการ
“ภาวะที่ลำไส้ถูกกลืนโดยลำไส้ใหญ่โดยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง ปกติลำไส้ทั้งสองนี้จะเชื่อมต่อกัน แต่เมื่อส่วนปลายของลำไส้เล็กถูกกลืนเข้าไปในลำไส้ใหญ่ ส่วนที่ถูกกลืนก็จะไปกดทับ ทำให้เส้นเลือดดำไม่สามารถถ่ายเทเลือดไปเลี้ยงลำไส้ได้ ทำให้ลำไส้บริเวณนั้นบวมมากขึ้นเรื่อยๆ ทีนี้พอบวมมากขึ้น ก็จะเกิดภาวะลำไส้ขาดเลือด ส่งผลให้ทารกหรือผู้ป่วยมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอกและปวดท้องมาก
...สำหรับเด็กโตหรือผู้ใหญ่ เขาก็สามารถบอกได้ว่าเขามีอาการอย่างไร แต่ในทารกเนื่องจากยังพูดไม่ได้ จึงทำได้แค่ร้องเสียงดัง และร้องเป็นพักๆ นานประมาณ 20-30 นาที แล้วหยุด สักพักจึงร้องอีก เป็นอย่างนี้จนพ่อแม่ผิดสังเกต ทำให้ต้องรีบพามาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอาการ
....อาการของโรคนี้มักจะเป็นโดยเฉียบพลัน และสังเกตได้ชัดเจน คือ เด็กจะเริ่มมีอาการปวดเกร็ง และร้องทันที โดยจะร้องเสียงดังจนผิดสังเกต และร้องถี่กว่าปกติ และมักร้องเป็นเวลานานๆ จากนั้นจะเริ่มอาเจียน ซึ่งจะมีน้ำดีปนออกมาด้วยเพราะมีการอุดตันของลำไส้ และจะไม่ค่อยอยากนมหรืออาหาร แล้วอาการจะสงบลง แล้วจึงร้องใหม่อีกครั้ง เมื่อเริ่มปวดท้องอีก อาการจะเป็นๆ หายๆ อย่างนี้อยู่นาน จนพ่อแม่หลายคนแปลกใจว่า ทำไมลูกที่เคยเลี้ยงง่ายมาตลอด ถึงงอแงขึ้นมา”
ความเสี่ยง
“ถ้าสังเกตแล้วพบว่า ทารกถ่ายเป็นมูกเลือดคล้ายเยลลี่ออกมา พร้อมกับมีอาการไข้ และเซื่องซึม สิ่งที่ต้องทำก็คือ ควรรีบพาทารกมาพบแพทย์โดยทันที อย่ารีรอหรือให้ยารักษาเองที่บ้าน เนื่องจากภาวะลำไส้อุดตันในเด็ก หรือลำไส้กลืนกันในเด็ก หากปล่อยไว้เป็นเวลานาน จะทำให้ลำไส้เกิดการขาดเลือดเนื่องจากการถูกกดทับ
...ยิ่งถ้าทารกได้รับการรักษาช้าเพียงไร ก็อาจทำให้ลำไส้ส่วนนั้นเกิดการเน่าหรือทะลุได้ ซึ่งนั่นเป็นอันตรายถึงชีวิตทีเดียว ดังนั้น ยิ่งมาเร็ว โอกาสรักษาสำเร็จก็ยิ่งมีมาก และอาจไม่ต้องให้การผ่าตัดรักษาแก่ทารกก็เป็นได้”
การรักษา
“ส่วนใหญ่เมื่อผู้ปกครองพาทารกมาพบกุมารแพทย์ หลังจากได้ซักถามประวัติและอาการแล้ว ถ้ากุมารแพทย์สงสัยว่าทารกน่าจะมีอาการของลำไส้กลืนกัน ก็จะเริ่มตรวจร่างกายของทารก โดยการคลำดูบริเวณท้องขวาล่างของทารกว่ามีก้อนหรือไม่ ซึ่งในบางรายก็สามารถคลำเจอได้เลย แต่ถ้าไม่พบ แพทย์ก็จะวินิจฉัยโดยใช้เทคนิคการสวนคลายโดยใช้ลมหรือแป้งแบเรียม ซึ่งเป็นสารทางการแพทย์ไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก อัดดันเข้าไปในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งเทคนิคนี้จะทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือรังสีแพทย์
...และถ้าลมหรือแป้งแบเรียมไม่สามารถผ่านเข้าไปในลำไส้ได้ ก็แสดงว่าทารกอาจมีลำไส้กลืนกัน ก็จะให้การรักษาโดยใช้เทคนิคสวนคลายนี้ไปในทีเดียวเลย กล่าวคือ จะเพิ่มแรงอัดดันลมหรือแป้งแบเรียมเข้าไปให้มากขึ้น เพื่อดันให้ลำไส้ทั้งสองส่วนคลายออกจากกัน ซึ่งถ้าลมหรือแป้งแบเรียมผ่านเข้าไปได้ ก็เท่ากับว่ารักษาสำเร็จ อาจไม่ต้องผ่าตัดแต่อย่างใด
...แต่ถ้ากุมารแพทย์ลองดันลำไส้ด้วยเทคนิคดังกล่าวแล้วไม่ได้ผล กุมารแพทย์จะแนะนำให้พาทารกไปเจาะตรวจเอ๊กซเรย์หรืออัลตร้าซาวด์ เพื่อให้มองเห็นเงาของก้อนเนื้อได้ชัดเจน และถ้าเห็นว่าจำเป็นต้องให้การรักษาโดยการผ่าตัด ก็จะต้องอธิบายให้พ่อแม่ผู้ปกครองทราบด้วย โดยเทคนิคการผ่าตัดจะเป็นหน้าที่ของกุมารศัลยแพทย์ กุมารศัลยแพทย์จะดูว่า ลำไส้ของทารกยังอยู่ในสภาพดีหรือไม่ ถ้าลำไส้ส่วนนั้นไม่บวม ไม่เน่า หรือไม่ทะลุ กุมารศัลยแพทย์ก็จะทำเพียงใช้มือ พยายามจับให้ลำไส้ส่วนนั้นคลายออกจากกัน แต่ถ้าเกิดบวม เน่า ทะลุ หรือเป็นสีดำคล้ำ ก็จำเป็นต้องผ่าตัดลำไส้ส่วนที่ตายไปนั้นทิ้ง และเย็บต่อลำไส้ส่วนที่เหลือเข้าหากัน ก็เป็นอันเสร็จ
...ส่วนลำไส้ที่ถูกตัดออกไป ถ้าไม่ใหญ่มาก แม้ในทารก ก็ไม่มีปัญหาต่อการดูดกลืนสารอาหาร เพียงแต่อาจต้องนอนพักฟื้นนานเป็นสัปดาห์ ระหว่างนี้แพทย์ก็คอยจะให้น้ำเกลือ และต้องงดอาหารประมาณ 2 – 3 วัน”
คำแนะนำ
“สิ่งที่ต้องฝากไว้คือ ถ้าสังเกตว่าทารกมีอาการดังกล่าว คือจากที่เคยเป็นเด็กเลี้ยงง่าย ไม่ค่อยร้อง แต่อยู่ๆ เกิดร้องขึ้นมา และร้องเสียงดังเป็นเวลานาน ร้องถี่ๆ บ่อยครั้งจนผิดสังเกต และให้นมแล้ว แต่ไม่ยอมทาน ไม่ว่าทารกจะมีภาวะลำไส้กลืนกันหรือไม่ ก็ควรรีบพาเขามาโรงพยาบาลทันทีค่ะเพื่อตรวจดูอาการ ไม่ควรให้การรักษาเองที่บ้าน หรือปล่อยไว้ คิดว่าจะพามาในวันหลัง หรือเมื่อสะดวก อย่าลืมนะคะ ถ้าสังเกตเห็นเร็ว พามารักษาเร็ว จะยิ่งดีต่อเด็กค่ะ”



Profile

รศ.พญ.วรนุช จงศรีสวัสดิ์
ตำแหน่ง                                กุมารแพทย์
สาขาที่เชี่ยวชาญ กุมมารเวชศาสตร์ โรคทางเดินอาหารและโรคตับ
การศึกษา              แพทยศาสตรบัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยม)
ติดต่อ                    0-2256-5166

วรวุฒิ ถาวรพรกวิน

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2560 ฉบับที่ 538