หมวดหมู่บทความ พบคุณหมอเด็ก จิตวิทยาลูกรัก

Search by tag : คลินิคคุณแม่, จิตวิทยาลูกรัก, กฎ 3 ข้อในการควบคุมลูกให้ได้ผล, พบคุณหมอเด็ก, ทำไมลูกชอบตื่นร้องกลางดึก


เมื่อลูกมีผัสสะไวเกิน
(1 vote)
“พฤติกรรมเหล่านี้อาจเป็นอาการของเด็กที่มีความผิดปกติของการรับรู้ทางประสาทสัมผัส หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ลูกมีผัสสะไวเกินไป”
    ลองสำรวจดูว่า ลูกหลานของคุณ มีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่   
•    ขาดสมาธิ
•    หันเหความสนใจง่าย
•    ขาดการควบคุมตัวเอง
•    อยู่ไม่นิ่ง74.jpg
•    ความตื่นตัวต่ำ ล้มเลิกความตั้งใจง่าย
•    โมโหง่าย ก้าวร้าว
•    หกล้มบ่อย
•    ซุ่มซ่าม งุ่มง่าม
•    ขาดความยืดหยุ่น
•    ไวต่อเสียงต่างๆมากเกินไป
•    ยากลำบากต่อการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ
•    ยากลำบากในการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อน
    แม้ว่าอาการต่างๆ เหล่านี้ อาจเป็นอาการร่วมที่พบได้ในโรคอื่น เช่น โรคออทิสติก โรคสมาธิสั้น แต่อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมเหล่านี้อาจเป็นอาการของเด็กที่มีความผิดปกติของการรับรู้ทางประสาทสัมผัส (ensory Processing Disorder , SPD.) หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ลูกมีผัสสะไวเกินไป
        การประมวลผลการรับรู้ทางประสาทสัมผัส (Sensory Integration Processing) หมายถึง กระบวนการจัดระเบียบการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งสามารถรับรู้สัมผัสผ่านอวัยวะส่วนต่างๆ ผ่านขั้นตอนการประมวลผลภายในร่างกาย จากนั้นสมองจึงสั่งให้ตอบสนองสิ่งที่มากระตุ้นหรือสัมผัสอย่างเหมาะสม ระบบรับรู้ความรู้สึก หรือผัสสะ อาจแบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่
    1. การรับสัมผัสต่างๆเช่น ภาพ เสียง กลิ่น  รวมไปถึงการสัมผัสที่ผิวหนัง
    2. การรับความรู้สึกผ่านกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และข้อต่อของร่างกาย
    3. ระบบการทรงตัว
    เด็กที่มีปัญหาการรับรู้ทางประสาทสัมผัส จะแสดงอาการอย่างไร
    เด็กแต่ละช่วงวัยอาจมีความต่างกัน ลักษณะของความผิดปกติของระบบการรับรู้ทางประสาทสัมผัสนั้นอาจมีลักษณะทางการแสดงออก 2 รูปแบบที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ได้แก่
    1. ตอบสนองมากกว่าปกติ หรือไวเกิน (Hypersensitive )
    2.  ตอบสนองน้อยกว่าปกติ (Hyposensitive )
    มีการรวบรวมและแบ่งอาการที่แสดงออกตามช่วงวัย ดังนี้
     วัยแรกเกิด วัยหัดเดิน
•    มีปัญหาการเคี้ยวและกลืน
•    ไม่ยอมกิน อาหารแปลกๆ เลือกอาหาร  บางคนจะกินแต่เนื้อไก่ ปลา นิ่มๆ ไม่ชอบเนื้อหมูเหนียวๆ
•    เด็กอาจมีปํญหาการนอน เช่น ใช้เวลานานกว่าจะนอน ตื่นบ่อย นอนหลับได้ไม่นาน
•    ไวต่อเสียง เช่นเวลาจะนอน  มีเสียงลากเก้าอี้เบาๆ  จะตื่นทันที
•    เด็กแสดงออกถึงความขุ่นเคืองใจเวลาสวมเสื้อผ้าให้ เช่น ร้องกรี๊ด ร้องไห้ไม่หยุดทั้งที่ใส่เสื้อผ้าให้เสร็จแล้ว
•    หลีกเลี่ยงหรือไม่ชอบเล่นของเล่น โดยเฉพาะของเล่นที่เน้นพัฒนาการทางความถนัดของมือหรือต้องใช้การสัมผัส
•    ปฏิเสธการสวมกอดหรือผลักพ่อแม่ออกเพื่อไม่ให้สัมผัสโดนร่างกาย
•    หงุดหงิดต่อเนื่อง ไม่สามารถสงบอารมณ์ได้ ทั้งๆ ที่พ่อแม่พยายามเบนความสนใจแล้ว
    เด็กวัยอนุบาล
        อาจแสดงอาการไวต่อการรับรู้ประสาทสัมผัสต่อสิ่งเร้าต่างๆ (hypersensitive ) เช่น เมื่อผิวหนังถูกสัมผัส หูได้ยินเสียง หรือจมูกได้กลิ่นแปลกๆ ดังต่อไปนี้
    ไวต่อประสาทสัมผัสทางเสียง           
•    หวาดกลัวเสียงดัง เช่นเเสียงดนตรีดังๆ  เสียงกรีดร้องของเด็กอื่น
•    ไม่ชอบ เสียงดังจะหงุดหงิดหรือร้อง
•    ลูกร้องไห้เอามือปิดหูทั้งสองข้างทุกครั้งที่ลมพัดกระดิ่งจนเกิดเสียง
•    ไม่ชอบเพื่อนตะโกนดังๆ  ไม่ชอบที่ชุมชนซึ่งมีคนมากๆ  มีเสียงอึกทึก ชอบที่เงียบๆ
•    ไวต่อเสียง ประสาทรับเสียงไวมากกว่าปกติ เช่น อยู่ในห้องนอน แต่ได้ยินเสียงปู่ย่าซึ่งอยู่อีกห้องหนึ่ง กำลังคุยกัน หรือได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศกำลังทำงานเบาๆ ก็หันไปมอง
    ไวต่อการสัมผัสทางผิวหนัง
•    ไวต่อเสื้อผ้าที่สวมใส่ เช่นรำคาญปกเสื้อ  เด็กมักบอกว่าไม่ชอบเสื้อที่มีตรายี่ห้อที่คอเสื้อ รู้สึกคัน ยุกยิก  บางคนจะดึงๆ ที่ปกเสื้อตลอดเวลา หรืออาจไม่ยอมใส่เสื้อตัวนั้นเลย บางคนไม่ชอบเสื้อที่มีกระดุม
•    ไม่ชอบเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าหยาบกระด้างหรือแข็งๆ  เช่น ผ้ายีนส์ ถ้าเป็นเนื้อผ้าแข็งๆ จะให้แม่ถอดออก ชอบใส่แต่เสื้อผ้ายืด ใส่สบายๆ
•    ไม่ชอบหรือหลีกเลี่ยงการเล่นที่เลอะเทอะหรือเปรอะเปื้อนส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น ไม่ชอบเล่นทราย ไม่เล่นโฟม หรืออะไรที่คล้ายโคลน ไม่จับกาวเหนียวๆ หรือดินน้ำมัน หรืออาจจับไป เช็ดไป
•    ไม่ชอบให้อะไรที่เหนียวๆ มาเปื้อน มือหรือร่างกาย เช่น ข้าวสุก หรืออาหารที่เป็นครีมๆ
•    หลีกเลี่ยงการเหยียบด้วยเท้าเปล่ากับพื้นผิวที่ไม่คุ้นเคย เช่น ไม่ยอมเหยียบพื้นหญ้าในสนาม หรือพื้นทรายบนชายหาด
•    ไวต่ออากาศร้อนเย็นมากผิดปกติ
    ปัญหาการควบคุมกล้ามเนื้อของร่างกาย
•    ควบคุมการเคลื่อนไหวทางร่างกายได้ยากลำบาก เช่น เดินชนสิ่งของรอบตัว
•    การประสานงานระหว่างมือและตา ไม่ดี ยากลำบากในการใช้กล้ามเนื้อมือทำงาน
•    พยายามหลีกเลี่ยงการเรียนรู้ทักษะในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อสอนให้ใช้ดินสอ เมื่อสอนให้รัดเข็มขัด เมื่อสอนให้ติดกระดุมเสื้อผ้า ผูกเชือกรองเท้า
•    การใช้กรรไกรตัดกระดาษ หรือการลากเส้นต่อจุดทำได้ไม่ดี ไม่สมวัย
•    การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อต่างๆ ไม่สมวัย การทรงตัวไม่ดี
•    ทักษะในการเล่นกีฬาไม่ดี ไม่สามารถเตะลูกฟุตบอล ได้เหมือนเพื่อนๆ วัยเดียวกัน
•    ไม่สามารถควบคุมอวัยวะแขนขาให้สัมพันธ์กับทิศทางที่ควรจะเป็น
•    ใช้พื้นที่ในการทำกิจกรรมต่างๆมาก เช่น วิ่งออกนอกลู่ เดินลงบันไดไม่ชิดขวา นั่งกินที่ นอนกินที่ เป็นต้น
    ปัญหาการสื่อสารและอารมณ์
•    เด็กมีความบกพร่องทางความเข้าใจและการตีความประโยคคำถาม คำสั่ง ประโยคบอกเล่าต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
•    เด็กอารมณ์แปรปรวน ฉุนเฉียว ทำให้บุคคลรอบข้างคาดเดาได้ยาก
    ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาการแสดงใน เด็กที่มีความผิดปกติของการรับรู้ทางประสาทสัมผัสเท่านั้น ส่วนการวินิจฉัยหรือให้การรักษานั้น แนะนำให้ปรึกษากุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก จะดีกว่าครับ

    ขอขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลกรุงเทพ

เรื่อง : น.พ.กมล แสงทองศรีกมล
กุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
ภาพประกอบ : ด.ญ.ธนาภา หนูวงษ์
ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนสิงหาคม-กันยายน 2560 ฉบับที่ 537