หมวดหมู่บทความ Talks เกิดมาเป็นแม่

ช่วงเวลาดีๆ
(1 vote)
“การที่พ่อแม่เลี้ยงดูลูกเองมาตั้งแต่เล็ก จะช่วยให้เกิดความอดทนเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างตัวเด็กกับพ่อแม่ ได้มากกว่าคนที่ไม่ได้เลี้ยงดูและใกล้ชิดลูกในวัยเด็ก”

ถ้าท่านผู้อ่านได้เคยติดตามงานเขียนของฉันเป็นประจำ คงจะทราบดีว่าฉันเป็นแม่คนหนึ่งที่เลี้ยงลูกเองมาตั้งแต่เขาเกิด...เป็นหมอฟันคนหนึ่งที่เว้นว่างจากการทำฟันหลายปีตั้งแต่แพ้ท้องลูกคนแรกมาจนถึงลูกทั้งสองคนเข้าโรงเรียนอนุบาล!
    ตอนนั้นฉันไม่รู้หรอกว่าที่ตัวเองกับสามีตัดสินใจไปนั้นมันถูกหรือผิด รู้แต่ว่าอยากให้เวลากับลูกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าจะได้ยินคำคัดค้านหรือวิจารณ์ว่ามันไม่คุ้มกันหรอก ที่จู่ๆ ฉันก็ยอมเป็นแม่บ้าน แทนที่จะเป็นหมอฟันไปตั้งหลายปี
    แต่สำหรับฉันแล้ว การทำอะไรเพื่อลูก ไม่เคยคิดเลยว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม

    ในที่สุดฉันก็ผ่านประสบการณ์แสนวิเศษของการเป็นแม่มาอย่างที่รู้สึกดีที่สุด ยังไม่รู้หรอกค่ะว่าผลจะออกมาเป็นยังไง ในเมื่อตอนนี้เจ้าลูกชายยังอยู่ ม.5 ยายลูกสาวยังอยู่ ม.3 ยังไม่รู้ว่าอนาคตทางการศึกษา ทางหน้าที่การงานของลูกจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ที่รู้ๆ คือครอบครัวเราอยู่กันอย่างใกล้ชิด สนิทสนม และมีความสุข...หรือบางทีชีวิตต้องการเพียงเท่านี้ก็อาจเป็นได้

    ที่แน่ๆ เลยคือ การที่ฉันเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ล้วนๆ ทำให้ฉันรู้สึกผูกพันกับลูกมากเป็นพิเศษ ถ้าดูไม่ผิด ลูกก็รู้สึกรักฉันมากเหมือนกันนะคะ (ไม่รู้เข้าข้างตัวเองรึเปล่า)
    วันหนึ่งนานมาแล้ว ฉันเคยอ่านเจอบทความทางการแพทย์ชิ้นหนึ่งที่บอกไว้ว่า การที่พ่อแม่เลี้ยงดูลูกเองมาตั้งแต่เล็ก จะช่วยให้เกิดความอดทนเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างตัวเด็กกับพ่อแม่ ได้มากกว่าคนที่ไม่ได้เลี้ยงดูและใกล้ชิดลูกในวัยเด็ก ตอนนั้นฉันอ่านผ่านๆ ไม่ค่อยสนใจอะไรมาก แต่พอลูกเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ฉันก็รู้แล้วว่าใช่เลย คำกล่าวที่ว่านั่น จริงแสนจริง
    ฉันก็เหมือนแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยรุ่นทุกคนนั่นล่ะค่ะ เขาจะเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น รักเพื่อน และมีสังคมของวัยรุ่นด้วยกันมากขึ้น ซึ่งเป็นสังคมที่บางทีพ่อแม่อาจจะไม่ค่อยเข้าใจ แล้วในที่สุดก็มาถึงวันที่ฉันต้องทำใจเมื่อลูกขอไปดูหนังกับเพื่อน หรือไปกินข้าว เลี้ยงกันวันเกิด หรืออะไรอีกสารพัดที่ค่อยๆ ตามมาเรื่อยๆ แม่อย่างฉันก็พยายามจะเข้าใจ และโอนอ่อนผ่อนตามเสมอ โดยขอดูอยู่ห่างๆ และพิจารณาว่าไม่มีผลเสียกับลูกก็ต้องยอมๆ กันไป

    นี่ยังไม่รวมความขัดแย้งหรือความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันอีกหลายเรื่อง ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้บ่อยขึ้นทุกทีเมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งฉันพยายามคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่พ่อแม่ทุกคนต้องเจอ
    ดังนั้นอดไม่ได้หรอกค่ะ ที่เราจะต้องคัดง้างกับลูกบ้าง บางทีเถียงกัน บางทีถึงขั้นทะเลาะกันยังมีเลย แต่น่าแปลกที่สุด ที่ฉันเป็นฝ่ายยอมเข้าใจลูกทุกครั้ง เพราะอารมณ์ตอนเถียงกันเรามักอยากเอาชนะ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าความคิดของเรามันถูกและดีกว่าความคิดของลูก เราผ่านชีวิตมามากกว่าเขา แต่ในที่สุด บางกรณีที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง ฉันกับสามีก็ยอมๆ ลูกไป ลองให้เขาคิดเอง และเรียนรู้จากความผิดพลาดบกพร่องที่เขาต้องรับผิดชอบ

    แหม! พูดแบบนี้เหมือนง่าย เหมือนฉันเก่งซะนักหนา ที่จริงไม่ใช่เลยค่ะ ฉันก็คนธรรมดา มีอารมณ์ที่เบรกแตกบ้างเหมือนกัน แต่เชื่อมั้ยคะ ไม่ว่าฉันจะโกรธ จะงอนลูกมากแค่ไหน แต่ในที่สุดแล้ว ฉันก็ผ่านสถานการณ์เหล่านั้นมาได้โดยไม่บาดหมาง เพียงเพราะแค่นึกภาพเขาตอนยังเล็กๆ ที่เราเลี้ยงมากับมือแค่นั้นเอง
    ตัวอย่างง่ายๆ หากฉันเถียงกับยายลูกสาวด้วยเรื่องบางเรื่อ งแล้วต่างคนต่างไม่ยอมกัน จนฉันโมโห จนต้องแยกย้ายกันไปก่อน แต่อีกพักเดียวฉันจะค่อยๆ ทำใจ
ฉันนึกถึงเด็กน้อยที่ฉันเคยให้นมมาตั้งแต่เกิด นึกถึงเด็กหญิงตัวเล็ก แก้มนุ่มๆ ที่เพิ่งหัดเดิน แต่ซนเป็นบ้า ชอบรื้อค้นข้าวของในเก๊ะ เก๊ะสูงแค่เอวผู้ใหญ่ แต่คุณเธอยังตัวเล็กมาก ต้องเขย่งปลายเท้าสุดฤทธิ์เพื่อชะโงกดูและรื้อค้นของในลิ้นชักนั้นอย่างเมามัน ยืนเขย่งได้เป็นครึ่งค่อนวัน ไม่รู้จักเบื่อ

    แค่คิดเท่านี้ ฉันก็ยิ้มออกมา และกลับไปคุยปรับความเข้าใจกับลูกสาวได้อีกครั้ง ฉันไม่เคยโกรธลูกลงเลย เพียงแค่คิดถึงวันเก่าๆ ที่เราเคยเลี้ยงเขามาแค่นั้นเอง
    กับเจ้าลูกชายก็เหมือนกัน แม้เขาจะเงียบๆ ดูไม่มีพิษสง แต่ก็ยังอดไม่ได้หรอกค่ะ เหมือนลิ้นกับฟัน บางทีเขาทำให้ฉันน้อยใจอยู่บ้าง โกรธบ้าง แต่พอฉันนึกภาพลูกชายคนโตสมัยเป็นเด็กแรกเกิด ลูกคนแรกที่ฉันยังเงอะงะไร้ประสบการณ์ในการเลี้ยงดู ฉันจะหายโกรธทันที พยายามคิดถึงวันที่ฉันให้นมลูก แล้วเจ้าลูกชายคนนี้แหละที่ขณะดูดนม เขาชอบเอามือมาเล่นหน้าฉัน มือเล็กป้อมๆ ที่จับจมูก แก้ม และใบหน้าฉันเล่นพร้อมสบตากันไปด้วยขณะให้นมนั้น นึกถึงทีไร ต่อให้โกรธแค่ไหนก็โกรธไม่ลงหรอกค่ะ ต้องหาทางรีบปรับความเข้าใจกันทันที

    นี่ยังไม่รวมภาพความวุ่นวายในยามที่ลูกหัดคลาน หัดเดินเตาะแตะ เราเองไม่ใช่หรือที่คอยดูแลไม่ให้เขาหกล้ม คนเป็นแม่ทำได้ทุกอย่างเพื่อลูก ดังนั้นแค่เจอเรื่องที่คิดเห็นไม่ตรงกันนิดหน่อย จะมาทำร้ายจิตใจเรากับลูกไม่ได้เด็ดขาด
    ฉันจึงเพิ่งรู้ซึ้งกับบทความที่เอ่ยถึงตอนแรก มิน่าล่ะเค้าถึงเขียนขึ้นมาเพื่อเตือนใจให้พ่อแม่สมัยใหม่ ที่มักจะไม่ค่อยมีเวลา ได้หันมาสนใจเลี้ยงลูกในวัยเด็กด้วยตัวเอง ฉันเห็นด้วยนะคะ ถ้าพอจะทำได้ เราคนเป็นแม่ น่าจะรับภาระเลี้ยงลูกไปสักพัก จนเขาโตขึ้น ในเมื่อเราเลี้ยงเอง เราก็จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของลูก ได้รัก ได้ผูกพันอย่างเต็มหัวใจ สิ่งนี้มีค่าที่สุดค่ะ เมื่อเวลาผ่านไปแล้วเราไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้เลย

    แต่ถ้าภาระต่างๆ บังคับจริงๆ ก็ไม่เป็นไรค่ะ อันนี้ถือเป็นดุลยพินิจของแต่ละครอบครัวอยู่แล้ว
    ที่ฉันเขียนเรื่องตอนนี้ขึ้นมาก็เพื่อหวังจะยืนยันให้คุณแม่ที่ตัดสินใจเลี้ยงลูกด้วยตัวเองมั่นใจว่าท่านทำถูกแล้ว อาจจะได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์บ้างว่าเสียดายความรู้ความสามารถ จะมาอยู่เป็นแม่บ้านไปทำไม ให้คนอื่นช่วยเลี้ยงซะก็หมดเรื่อง คำพูดเหล่านั้นไม่จริงนะคะ เราต้องมั่นคงในการตัดสินใจไว้ เพราะผลที่จะตามมาในอนาคตนั้นแสนคุ้มค่า ถ้าเรามีโอกาสเลี้ยงลูกเองต้องรีบทำเลยค่ะ เดี๋ยวพอลูกโตหน่อยแล้วค่อยว่ากันอีกที

ดูแต่ฉันสิคะ ทุกวันนี้หลังลูกเข้าอนุบาลไป ฉันก็กลับมาทำฟันได้เหมือนเดิม แต่ช่วงชีวิตที่ได้อยู่ใกล้ชิดลูกในวัยเด็กเล็กกลับเป็นช่วงที่มีค่าที่สุดในความรู้สึกของฉัน
    ดังนั้น ต่อให้ยากลำบากแค่ไหน คนเป็นแม่ก็ควรพยายามใกล้ชิดลูกเข้าไว้ค่ะ เลี้ยงเต็มวันไม่ได้ก็ไม่เป็นไร กลับมาบ้านก็ดูแลใกล้ชิดสนิทสนมกับลูกได้เหมือนกัน ฉันมั่นใจว่าแต่ละครอบครัวถ้าค่อยๆ ปรับก็จะได้สมดุลที่ดี
    ข้อสำคัญ ขอให้มีเวลาดีๆ ได้ใกล้ชิดกับลูกในช่วงที่ลูกยังเล็กให้มากที่สุดก็แล้วกันค่ะ



เรื่อง : ดาริยา
 
ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2560 ฉบับที่ 538