หมวดหมู่บทความ Family Life ด้วยรักจากสุพัตรา

Search by tag : Family Life, ด้วยรักจากสุพัตรา, เด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิง ใครเลี้ยงยากกว่ากัน


เมื่อไหร่ควรให้ลูกหยุดอยู่บ้าน แทนไปโรงเรียน
(1 vote)

“เวลาลูกอยากอยู่บ้าน ไม่ใช่อนุญาตกันง่ายๆ เพราะเท่ากับพ่อแม่ส่งเสริมให้ลูกไม่ได้รับความรู้ ไม่พอยังทำให้แกกลายเป็นเด็กมีข้ออ้าง”

    ด.ญ.อ้อย (นามสมมติ) มีหน้าตาน่ารัก พูดเก่ง แต่ไม่ชอบเรียนหนังสือ ผู้เขียนไปทำผมก็จะเห็นแกตั้งแต่อยู่อนุบาล 2 จนเข้า ป.1 ภาพที่เห็นคือ บางวันแกจะอยู่ที่ร้านทำผม เล่นกับเด็กแถวนั้น หรือไม่ก็ให้คนในร้านช่วยทาเล็บให้
    ผู้เขียนสงสัยเลยถามพิศ (นามสมมติ) แม่ของเด็กว่า ทำไมอ้อยอยู่ร้านบ่อยมาก พิศตอบว่า “ไม่เป็นไร ลูกอยากอยู่ก็ให้อยู่” 63.jpg
    อ้อยรู้ว่าแม่ตามใจ โดยเฉพาะถ้ารู้ว่าอ้อยไม่สบาย จะให้หยุดตามใจลูกเสมอ ไม่เคยขัดสักครั้ง เธอเป็นแม่ที่รักลูกมาก เอาใจลูก และไม่ค่อยขัดใจอะไร แม้เธอจะเป็นพนักงานร้านเสริมสวย แต่เธอรักลูกมากกว่าคนที่มีฐานะตำแหน่ง เธอให้เวลาลูกเต็มที่ขณะไปทำงานไป และเจ้าของร้านก็ดีมากที่เอ็นดูเด็ก ฉะนั้นเด็กจึงอยู่ได้อย่างสบายใจ ไม่ว่าจะเอาเครื่องมือทำผมไปหวีเล่นหรือบอกให้แม่มาทำผมให้
    ตอนนี้อ้อยขึ้น ป.1 แกยังหยุดโรงเรียนบ้างเป็นครั้งคราว โดยมักจะอ้างว่าเจ็บขา ปวดท้อง ปวดหัว เจ็บแขน เป็นต้น
    ผู้เขียนไม่กล้าพูดอะไร ทั้งๆ ที่ห่วงอ้อย กลัวแกเรียนไม่ทันเพื่อน เพราะเพื่อนร่วมงานของพิศกำชับผู้เขียนห้ามไปเตือนพิศ เนื่องจากเธอไม่ชอบฟัง
    อ้อยไม่ชอบทำการบ้านด้วย และไม่ชอบทำตั้งแต่เรียนอนุบาล แม่ตามใจ จะทำแค่ไหนก็แค่นั้น ผู้เขียนคิดว่า อ้อยคงเรียนไม่ทันเพื่อนแน่ สังเกตระยะหลังแกจะไม่ค่อยทำการบ้าน ยิ่งหนังสืออย่าไปหวังว่าแกจะชอบอ่าน
    ผู้เขียนเห็นอ้อยมา 2 ปี ไม่เคยเห็นแกจับหนังสือหรือทำการบ้านให้เห็นสักครั้ง แกจะทำอยู่ประจำ 2 อย่างคือ เล่นกับดูโทรทัศน์ หรือวีดิโอภาพยนตร์ไทยจำพวกละคร หรือภาพยนตร์จีน
    น่าเป็นห่วงอนาคตของอ้อยจริงๆ ถ้าแกยังชอบมีข้ออ้างไม่ยอมไปโรงเรียน อยากอยู่บ้านอย่างเดียว เรื่องควรให้เด็กอยู่บ้านหรือไปโรงเรียน จึงเป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องรู้ดีกว่าใคร
    มาร์ซา เรดีเมเซอร์ เขียนเรื่อง “Too Sick for School?” ให้สติพ่อแม่ที่รักลูกทั้งหลายว่า เวลาลูกอยากอยู่บ้าน ไม่ใช่อนุญาตกันง่ายๆ เพราะเท่ากับพ่อแม่ส่งเสริมให้ลูกไม่ได้รับความรู้ ไม่พอยังทำให้แกกลายเป็นเด็กมีข้ออ้างหรือหลอกพ่อแม่ได้เรื่อยๆ เนื่องจากเด็กเจ็บจริงหรือเจ็บไม่จริง มีให้เห็นอยู่เสมอ
    ดร.คอนนี่ บาร์ทเลทท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กให้ข้อคิดน่าฟังว่า พ่อแม่ไม่ควรให้ลูกหยุดเรียนด้วยเรื่องเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นการปวดหัว ตัวร้อนหรือจามไอนิดๆ หน่อยๆ
ถ้าลูกกินอาหารหรือเล่นได้ตามปกติ ก็ไปโรงเรียนได้ หากอาการเจ็บป่วยของแกไม่หนักหนาอะไร แต่ถ้าลูกเป็นไข้อยู่หลายวันหรือเวียนหัว คลื่นไส้อาเจียน โดยไม่รู้สาเหตุจนต้องนอนซมอยู่กับบ้าน ก็แสดงว่า แกไม่สบายจริง และถ้าเป็นไข้และมีอาการเจ็บคอหรือต่อมทอนซิลอักเสบบวม หรือเป็นไข้เลือดออก หรือเป็นอีสุกอีใส หรือตาแดง หรือเป็นผื่นผดคันไปทั้งตัว ก็น่าจะพาไปหาหมอดีกว่าให้ลูกไปโรงเรียน
เด็กบางคนก็คลื่นไส้อาเจียนตลอดเวลาภายใน 24 ชั่วโมง แสดงว่า แกติดเชื้อแบคทีเรียจากที่ไหนมา ก็น่าจะให้อยู่บ้าน แล้วพาไปหาแพทย์ตรวจดูอาการ ดีกว่าให้เด็กอาเจียนหรือถ่ายท้องตลอดเวลา จนเป็นโรคขาดน้ำ
ยิ่งเด็กคนไหนเป็นไข้ มีน้ำมูกไหลตลอดเวลา แปลว่า แกเจ็บป่วยจริง แต่ถ้าแค่ไอไม่มากและไม่มีไข้ ก็ให้ลูกไปโรงเรียนได้ แต่ควรสวมผ้าปิดปากเอาไว้ เพื่อความปลอดภัยสำหรับเด็กคนอื่นๆ ด้วย ยิ่งถ้าเด็กป่วยก็ควรให้แกพักสักวันสองวัน เพื่อให้เด็กได้พักฟื้นให้แข็งแรงก่อนไปเรียนก็ได้ ส่วนบ้านที่ไม่เข้าใจ อาจผลักไสให้เด็กไปโรงเรียนจนอาจเป็นอันตรายได้
ด.ญ.พัตร อาศัยอยู่กับน้า เวลาแกเจ็บไข้ น้าจะไม่รู้ เนื่องจากน้าจะใช้งานพัตรเป็นหลัก โดยไม่ค่อยได้คำนึงว่า เด็กอายุ 8-9 ขวบจะทำอะไรมากเท่าผู้ใหญ่ได้อย่างไร น้าจะให้หลานทำทุกอย่างในบ้านก่อนไปโรงเรียน
มีอยู่วันหนึ่ง พัตรรู้สึกไม่สบาย เพราะโหมงานหนักมาหลายวัน น้าให้ขัดพื้นบ้านซึ่งใหญ่มากจนเหนื่อยอ่อนแล้ว ต้องตื่นตั้งแต่เช้าตีห้าทุกวัน เพื่อทำความสะอาดบ้านก่อนไปซื้อกับข้าว ขณะเดินเข้าไปในตลาด พัตรรู้สึกเวียนหัว แต่แกเด็กเกินไป กว่าจะรู้ตัวว่า ถ้าจะมีอาการหน้ามืด แปลว่า แกจะเป็นลม
แต่เด็กก็คือเด็ก แกเลยเป็นลมล้มลงที่บนถนนหน้าตลาด บรรดาแม่ค้าพ่อค้าแสนดีมาช่วยพาหนูน้อยพัตรให้พ้นจากรถทับ และหายาดมมาให้จนแกฟื้น
พัตรนั่งพักสักพัก กลัวน้าจะหาว่าไปตลาดช้า จึงรีบซื้อกับข้าวและกลับไปหุงข้าว ทั้งๆ ที่เริ่มเวียนหัวอีก พัตรกัดฟันหุงข้าว ทำกับข้าว ก่อนจะเดินไปโรงเรียนที่ห่างไป 1 กิโลเมตร พอถึงโรงเรียนพัตรก็หน้ามืด เป็นไข้ คุณครูก็เอาใจใส่อย่างดี พาพัตรไปปฐมพยาบาล
วันนั้นพัตรจึงนอนซมอยู่ที่โรงเรียนทั้งวัน แกเดินกลับไม่ไหว จนโรงเรียนเลิกจึงเดินกลับบ้าน พอถึงบ้านน้าก็ดุด่าหาว่ามาช้า ทั้งๆ ที่พัตรบอกว่า ไม่สบาย น้าเอามือแตะหัวแล้วบ่นว่า พัตรจะหายเมื่อไหร่ แถมตบท้ายด้วยประโยคที่เด็กเสียใจว่า “อย่าทำสำออยนานนะ”
พัตรกัดฟันทำงานบ้านได้ไม่เท่าไรก็หน้ามืด น้าถึงพาไปหาแพทย์ ฉีดยาจนหายไข้ในเวลาไม่กี่วันต่อมา
พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเข้าใจจิตใจของเด็ก ว่ายามป่วยไข้จริงๆ แกต้องการอะไร เด็กอยากได้ความเข้าใจและรักใคร่ แค่นี้แกก็หายได้
ส่วนเด็กที่หลอกพ่อแม่ผู้ปกครอง ก็น่าจะทันแก อย่าทำเป็นไม่รู้จนลูกเสียการเรียนได้ แล้วอนาคตเด็กจะสู้กับคนอื่นได้อย่างไร ในภาวะแข่งขันสูงแบบนี้

รศ.สุพัตรา สุภาพ
ภาพประกอบ : ครอบครัวน้องเฌอแตม

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2560 ฉบับที่ 538