หมวดหมู่บทความ พบคุณหมอเด็ก จิตวิทยาลูกรัก

Search by tag : คลินิคคุณแม่, จิตวิทยาลูกรัก, กฎ 3 ข้อในการควบคุมลูกให้ได้ผล, พบคุณหมอเด็ก, ทำไมลูกชอบตื่นร้องกลางดึก


เด็กอัจฉริยะก็มีปัญหา
(2 votes)
“เด็กอัจฉริยะอาจมีมุมมองที่เห็นสิ่งปกติแตกต่างไปจากคนอื่น ถึงแม้จะได้เปรียบในการรับรู้ที่ดีกว่าคนอื่น แต่ก็จะข้อเสียคือ ความรู้สึกแปลกแยกจากผู้อื่น”

        ตอนที่แล้วเราได้ทำความเข้าใจกับรายละเอียดของเด็กอัจฉริยะกันไปแล้ว เราจะได้พูดคุยกันต่อถึงความต้องการของเด็ก และวิธีการช่วยส่งเสริมศักยภาพที่มีอย่างเหมาะสม  
    ในช่วงวัยก่อนอนุบาล การเลี้ยงดูและปฏิบัติต่อลูกอาจล้ำหน้าอายุที่แท้จริงไปสักเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น เด็กอัจฉริยะอายุ 2 ขวบที่สามารถเข้าใจและเล่นของเล่นของเด็ก6 ขวบได้แล้ว ก็ควรจะสนับสนุนให้เล่นได้ครับ หรือเด็กอัจฉริยะอายุ 3 ขวบที่สามารถอ่านหนังสือได้แล้ว ก็ควรหาหนังสือง่ายๆ มาให้อ่าน การที่คนในสังคมชื่นชมลูก ก็มีผลต่อพ่อแม่ครับ เช่น การที่เข้าไปซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ต แล้วมีคนทึ่งหรือกล่าวชมลูกน้อยอายุเพียง 2-3 ขวบ ซึ่งสามารถอ่านข้อความในป้ายสินค้าออกมาดังๆ ได้ คุณพ่อคุณแม่ก็อดที่จะภูมิใจในตัวลูกไม่ได้ ก็จะยิ่งทำให้ลูกแสดงพฤติกรรมแบบนี้ซ้ำๆ ต่อไปอีก86.jpg คุณพ่อคุณแม่จึงควรทำให้เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องธรรมดาๆ                         
    อย่างไรก็ดี เมื่อลูกเติบโตขึ้น ปัญหาก็เปลี่ยนไป เช่น เด็กอัจฉริยะอายุ 5 ขวบบางคนอ่านหนังสือได้เทียบเท่ากับพี่อายุ 7 ขวบ เล่นหมากรุกได้เหมือนเด็ก 12 ปี หรือพูดจาเหมือนเด็กอายุ 13 ปี แต่ขณะเดียวกันอาจร้องอาละวาดเหมือนเด็กเล็กๆ เมื่อไม่ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ คุณพ่อคุณแม่ควรศึกษา ทำความเข้าใจ เรื่องของพัฒนาการตามวัยอย่างละเอียด ถ้าลูกอายุเพียง 9 เดือน เริ่มพูดได้ คุณพ่อคุณแม่รอให้ถึงเวลาที่เด็กวัยเดียวกันมีพัฒนาการไล่มาทัน แล้วค่อยกระตุ้น โต้ตอบกับลูก
    เมื่อเข้าโรงเรียนแล้ว เด็กอัจฉริยะควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาช่วยดูแลเพื่อจัดหลักสูตร ระบบการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับอัจฉริยภาพของเด็ก คุณครูควรใช้วิธีการสอนหลายๆรูปแบบ เพราะเด็กอัจฉริยะนั้นนอกจากจะเรียนรู้ได้เร็วกว่าเพื่อนๆ แล้ว ยังมีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างจากคนอื่นด้วย เด็กอัจฉริยะสามารถเรียนรู้เนื้อหาวิชาได้มากๆ ในคราวเดียว ดังนั้นถ้าให้เนื้อหาวิชาทีละเล็กทีละน้อยเหมือนทั่วๆ ไป ก็อาจจะทำให้เด็กอัจฉริยะมีปัญหาการเรียนได้ 7 ลักษณะเฉพาะง่ายๆ ของเด็กอัจฉริยะ ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาได้ เช่น ครูอาจดุว่าว่าลายมือไม่ดี เพราะเด็กอัจฉริยะต้องรีบเขียนเพื่อให้ทันกับความคิดที่รวดเร็วของตนเอง บางคนเขียนสะกดคำผิดบ่อยๆ เพียงเพราะว่าเด็กอัจฉริยะต้องการอ่านจับใจความมากกว่าสังเกตและจำตัวสะกดที่ถูกต้อง
     ความไม่เข้ากันกับเด็กอื่น
    ปัญหาของเด็กอัจฉริยะอีกประการหนึ่งก็คือ ความไม่พอดี ไม่เข้ากันกับเด็กอื่น อัจฉริยภาพอาจล้ำหน้า เพื่อนๆ ไป ต้องการเนื้อหาการเรียนรู้ที่มากกว่าและซับซ้อนกว่าคนอื่น
    ลองจินตนาการถึงเด็กผู้หญิงอัจฉริยะคนหนึ่งอายุ 6 ขวบ แต่สามารถอ่านหนังสือของเด็กระดับมัธยม 6 ได้ ขณะเดียวกันความเข้าใจเนื้อหาอาจจะเทียบเท่ากับระดับเด็กระดับมัธยม 1 เธอสามารถตอบโจทย์คณิตศาสตร์ คูณ หารได้ถูกต้อง เข้าใจเรื่องของเศษส่วน ทศนิยมได้ แต่ใช้วิธีนับนิ้ว เพราะยังไม่ได้เรียนตารางสูตรคูณ เรื่องที่เธอสนใจคืออวกาศ มีสมาธิส่องกล้องดูดาวได้เป็นชั่วโมง แต่นั่งได้ไม่นานกับเรื่องที่ไม่ชอบและน่าเบื่อ ร้องไห้ง่าย อารมณ์อ่อนไหว ชอบสั่งเวลาคนอื่นทำไม่ถูกต้อง มีอารมณ์ขันแปลกๆ ที่เพื่อนไม่เข้าใจ ถ้าไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีการช่วยเหลือ ไม่มีระบบการศึกษาพิเศษช่วย ก็น่าเสียดายอัจฉริยภาพของเด็กอัจฉริยะ
    รู้ได้อย่างไรว่าเด็กคนไหนต้องการหลักสูตรที่แตกต่าง
    เด็กที่นั่งอยู่ในห้องเรียน แต่ฟังครูบ้าง ไม่ฟังครูบ้าง หากครูไม่ใส่ใจ จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าลูกศิษย์กำลังคิดอะไรอยู่ ทำแบบฝึกหัดหรือข้อสอบได้เพราะอะไร หรือทำไม่ได้เพราะอะไร หากครูใช้การสังเกต การพูดคุยกับเด็กก็จะรู้ว่า เด็กหลายคนแม้ว่าอาจมีคะแนนไม่ดีหรือคะแนนดีก็ตามที่ปกติ เช่น บ่นว่าเบื่อ ง่ายเกินไป ครูจะเห็นได้ว่าที่เขาไม่ทำ ไม่ใช่เพราะความสามารถไม่มี แต่ขาดแรงจูงใจ ไม่อยากทำ การปรับหลักสูตรและวิธีการสอนเด็กกลุ่มนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น มิฉะนั้นศักยภาพที่มีอยู่อาจถูกทำลาย หรือเด็กจงใจทำลายความสามารถของตนเองเพื่อให้เหมือนคนอื่นๆ
    หลักสูตรสำหรับเด็กอัจฉริยะ
    หลักเกณฑ์ในการสร้างหลักสูตรสำหรับเด็กอัจฉริยะมีดังนี้ คือ
•    มีประเด็นของการเรียนรู้ที่ชัดเจน
•    มีการสรรหาอุปกรณ์ต่าง ๆ มาประกอบการเรียนการสอน
•    มีเนื้อหาของความลึกซึ้ง สลับซับซ้อน
•    สอดแทรกด้วยวิธีคิดชั้นสูง
•    มีกิจกรรมที่เปิดกว้าง
•    มีกระบวนการค้นหาความรู้ความจริง
•    สนับสนุนให้เกิดผลงานที่สร้างสรรค์
•    สะท้อนความรู้จักตัวตนของผู้เรียน
•    มีกระบวนการประเมินผลที่ชัดเจนและเหมาะสม
    ทั้งนี้เพราะวิธีการสอนโดยทั่วไปไม่ท้าทาย เด็กพวกนี้ชอบของยาก ชอบประเด็นปัญหาที่ลึกซึ้งกว่าปกติ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราจะพบว่าเด็กตัวเล็กนิดเดียวแต่สนใจเรื่อง จริยธรรม ปรัชญา ศาสนา หรือคณิตศาสตร์ ธรรมชาติศึกษาระดับสูงที่แม้แต่นักศึกษาบางคนยังไม่สนใจ เมื่อครูสอนเขียนบนกระดานดำว่า 12 + 13 = ? หรือก า อ่าน กา ขา อ่าน ขา จึงเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับเด็กอัจฉริยะ
    การพัฒนาหลักสูตรมีแนวทางที่จะนำหลักการดังกล่าวสามารถนำมาสู่ภาคปฏิบัติได้ดังนี้ คือ
    1. เน้นเรื่องแนวคิดหลักๆ เปิดประเด็นสำคัญๆ ตั้งคำถามสร้างแนวคิด หรือแสดงให้เห็นหลักการ
    2. มุ่งเน้นให้เห็นความสำคัญของการสร้างรากฐานความรู้
    3. เมื่อเด็กมีความรู้ หรือแสดงความรู้พื้นฐานเพียงพอ ให้นำความรู้ไปผสมผสานกับแนวคิดหรือหลักการอื่น
    4. เน้นการศึกษาค้นคว้าการหาความรู้ความจริง การทำวิจัยทำโครงงานที่เน้นกระบวนการสร้างสรรค์ ใช้วิธีคิดที่แปลกใหม่กระตุ้นให้เกิดการหาแนวทางใหม่ ในการจดข้อสรุปหรือหาความรู้ความจริง
    5. เน้นการให้ความสำคัญกับกระบวนการกลุ่ม และการพัฒนาทักษะกระบวนการทางสังคม
    6. ให้ความสำคัญกับความสนใจเฉพาะด้านของเด็ก ความกระหากอยากรู้ของเด็กต่อเรื่องต่างๆ เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่แท้จริง
    7. ฝึกฝนให้เกิดทักษะในการหาข้อมูลการทำงานด้วยตนเองการประเมินงานของตนเอง ตัวอย่างเช่น ในการสอนวิชาภาษาอาจใช้ประเด็นต่างๆ
    ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง
    ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้ว่าการพัฒนาทางการศึกษาเป็นการพัฒนาองค์รวมของมนุษย์ในทุกๆ ด้าน หนทางในการดำเนินงานจึงมิใช่เป็นธุระเพียงเฉพาะแค่นักการศึกษาต่อไป แต่เป็นงานของผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกสาขา เช่น จิตวิทยาการศึกษา จิตแพทยเด็ก ที่ต้องเกี่ยวข้องกับการพัฒนามนุษย์ที่มีศักยภาพสูง ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ซับซ้อน ลึกซึ้ง ควรร่วมกันศึกษาวิธีการที่จะพัฒนาความสามารถของเด็ก อันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กในระยะสั้นและระยะยาวจากกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่เหมาะสม
    คุณพ่อคุณแม่ควรมองหาโรงเรียนที่มีศักยภาพ มีระบบการศึกษาในการรองรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ หรือสุดท้ายถ้าไม่สามารถหาได้ ก็อาจจะต้องทำโฮมสคูลไปเลยครับ คือพ่อแม่จัดการเรียนการสอนเองที่บ้าน ข้อดีคือคุณพ่อคุณแม่สามารถจัดหลักสูตรตามอัจฉริยภาพแต่ละด้านของลูกได้อย่างอิสระ สนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาสเล่นกีฬา หรือร่วมกิจกรรมกับเพื่อนวัยเดียวกัน เด็กอัจฉริยะหลายคนอาจอยู่ในระบบโฮมสคูลในช่วงแรก แล้วกลับเข้าระบบการศึกษาในโรงเรียนเมื่อเข้าชั้นมัธยมหรือวิทยาลัย
    คุณพ่อคุณแม่จะช่วยเหลือลูกได้อย่างไรบ้าง
    คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มักดีใจและภูมิใจเมื่อรู้ว่าลูกเป็นเด็กอัจฉริยะ เฉลียวฉลาดมากกว่าเด็กทั่วๆ ไป แต่อาจมีความรู้สึกตื่นเต้น หวาดกลัวปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นร่วมกันไปด้วย อาจพยายามสอบถามผู้รู้ หาหนังสือมาอ่าน แต่ก็จะไม่ค่อยได้ข้อมูลมากนัก
    เด็กอัจฉริยะอาจมีมุมมองที่เห็นสิ่งปกติแตกต่างไปจากคนอื่น ถึงแม้จะได้เปรียบในการรับรู้ที่ดีกว่าคนอื่น แต่ก็จะข้อเสียคือ ความรู้สึกแปลกแยกจากผู้อื่น เมื่อรู้ว่าลูกเป็นเด็กอัจฉริยะแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็ควรพูดคุยกับลูก อธิบายและบอกความจริงว่าลูกต่างจากผู้อื่น เหมือนคนเราสีผม สีผิว แตกต่างกัน ไม่ควรยกย่องหรือชื่นชมความเป็นอัจฉริยะของลูก หรือทำให้ลูกเหนือกว่าคนอื่นนะครับ จะทำให้ยิ่งมีปัญหาต่อไปเมื่อลูกโตขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรพยายามที่จะเรียนรู้ ยอมรับและเข้าใจในอัจฉริยภาพของลูกตามความเหมาะสม

นพ.กมล แสงทองศรีกมล
กุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
ขอขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลกรุงเทพ


ภาพประกอบ : น้องเทเซ่-ด.ญ.วีราทร เลิศทนงศักดิ์
ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนสิงหาคม-กันยายน 2561