หมวดหมู่บทความ Stories ในโลกกว้าง

Search by tag : Stories, ในโลกกว้าง, ลูกฉันเป็นดาวน์ ซินโดรม


หวิดดับ!
(0 votes)
“แกกระโดดไปมาอยู่ตรงหน้าต่าง แล้วทันใดผ้าเปิดออกพร้อมกับเจย์หายตัวไปทางหน้าต่างนั้น”

          แบรด สามีฉันประสบอุบัติเหตุเส้นเอ็นฉีกจากการเล่นเบสบอลในปี 1974 ซึ่งกระทบกระเทือนอาชีพเขาจนใครๆ พากันตกใจ เพราะในการแข่งขันเบสบอล ผู้เล่นมักไม่เปิดเผยอาการบาดเจ็บใดๆ ของตนให้ใครรู้ ดังนั้น เราสองคนค่อยๆ ปลีกตัวออกห่างจากเพื่อนฝูง ทำตนไม่แตกต่างจากตอนได้รู้ข่าวว่าเพื่อนคนหนึ่งเป็นมะเร็งแล้วไม่กล้าไปหาหรือโทรไป ซึ่งน่าเศร้าเพียงไรที่เราปล่อยให้ความอับโชคนี้มาตัดขาดความเป็นเพื่อนจากกัน แต่แล้วข้อยกเว้นก็กรายมาในวันที่หัวอกพ่อแม่อย่างเราประสบชตากรรมโหดร้ายยิ่ง
          วันนั้นแบรดไปแข่งเบสบอลกับทีมนิวยอร์คแยงกี้ ฉันกับลูกๆ คือ เทอรีวัยเจ็ดขวบ ทอมน้อยวัยสี่ขวบ และเจย์วัยสองขวบ จึงไปพักผ่อนชายทะเลนิวเจอร์ซี่ร่วมกับเพื่อนๆ คือ แครอล เชฟเฟอและจูดี้น้องของเธอกับลูกๆ ซึ่งขับรถตามกันมา ตลอดทางฉันเหนื่อยกับการคอยเตือนให้ลูกๆ ระวังตัว ยิ่งเจย์คนเล็กยิ่งซนมาก เมื่อถึงที่พัก ฉันเห็นว่าไม่มีที่จอดรถพอสำหรับจูดี้ ฉันจึงถอยรถตัวเองจอดชิดตัวบ้าน ด้วยความเอื้อเฟื้อเล็กๆ น้อยนี้เอง ที่กลายเป็นชนวนวิกฤติที่จะเกิดในกาลต่อมา
          หลังจากสนุกกันที่ชายหาดตลอดบ่าย เรากลับมาบ้านและเด็กๆ กำลังสนุกอยู่ในห้องนอน ทันใดนั้นเทอรีร้องลั่นว่า “แม่ครับ เจย์ตกหน้าต่าง” ฉันวิ่งลงไปพบเจย์นอนหมดสติอยู่ตรงพื้นซีเมนต์ หัวใจฉันหวาดผวาขณะอุ้มลูกมากอดไว้ แกตัวปวกเปียกไม่หายใจ มีเลือดไหลจากหูและผิวหนังเป็นสีเขียวคล้ำ แกตกมาจากบ้านชั้นที่สามซึ่งอาจทำให้คอหัก ลิ้นเจย์จุกปากเผยออยู่ ฉันพยายามสอดนิ้วแหย่เข้าไป แต่ขากรรไกรแกค้างแข็ง
          ฉันวางแกราบกับพื้น มองหากิ่งไม้ที่จะทำให้แกอ้าปากออก นึกถึงขวดยาทาเล็บที่ถืออยู่ในมือตอนลูกร้องเรียก จึงรีบเอาใส่ปากเจย์ซึ่งสามารถหายใจแผ่วๆ เมื่อลิ้นที่จุกปากขยับไป จากนั้นรถตำรวจมาถึงและพาส่งโรงพยาบาลทันที
          เทอรีเล่าให้ฟังว่า เจย์เล่นเลื่อยไม้อยู่ตรงหน้าต่างบานที่เปิดอยู่ แต่มีม่านรูดปิดไว้ แกกระโดดไปมาอยู่ตรงหน้าต่าง แล้วทันใดผ้าเปิดออกพร้อมกับเจย์หายตัวไปทางหน้าต่างนั้น ร่วงลงไปกระทบกับหลังคารถที่ฉันจอดไว้ก่อนกระดอนมาฟาดซีเมนต์ หากแกตกลงมาโดนพื้นซีเมนต์ตรงๆ ก็คงจะต้องเสียชีวิตอย่างแน่นอน
          ฉันโทรศัพท์ถึงแบรดซึ่งทีมของเขากำลังแข่งขันอยู่ ภรรยาจะบอกสามีได้อย่างไรว่า ลูกของเรากำลังจะตาย ช่างไม่มีวิธีง่ายดายเลย “แบรดคะ เจย์ตกหน้าต่าง ฉันคิดว่าแกคอหัก โปรดมาโดยเร็วเถิด” เขารับปากว่าจะมาทันที พยาบาลซึ่งเห็นฉันร้องไห้อยู่เข้ามาจูงมือ “ไปสวดมนต์ที่โบสถ์ของเราไหมคะ”35.jpg
          ตอนคุกเข่าหน้าพระผู้เป็นเจ้า ฉันทั้งโกรธเกรี้ยวและโศกสลด ได้แต่วิงวอนกับพระองค์ว่า “ได้โปรดเถิด อย่าพรากเจย์ไปจากเราเลย โปรดให้แกมีชีวิตรอดเถิด”
          ฉันถูกพาไปยังห้องพักของโรงพยาบาล แต่ไม่สามารถข่มตาหลับได้ หัวหน้าพยาบาลเข้ามาบอกข่าวว่า น่าอัศจรรย์ที่เจย์ไม่มีกระดูกส่วนใดแตกเลยในร่างกาย “แต่คุณต้องลงนามยินยอมให้แพทย์ผ่าตัดสำรวจกะโหลกศีรษะ ซึ่งอาจทำให้เกิดการตกเลือดได้” ฉันไม่อยากเชื่อว่า หมอกำลังผ่าตัดสมองลูก “ฉันเซ็นไม่ได้ ต้องปรึกษาใครๆ ก่อน”
          “คุณนายคะ เราไม่มีเวลาพอ ถ้าคุณไม่ยอม ลูกคุณอาจเสียชีวิตได้”
          ฉันยอมลงนามโดยดี แล้วการเริ่มต้นรอคอยก็เริ่มต้น ในอีกชั่วโมงต่อมาแพทย์แจ้งว่า เจย์ผ่านพ้นการผ่าตัดแล้ว แต่ยังหมดสติอยู่ อีกทั้งเร็วเกินกว่าจะบอกได้ว่า สมองถูกทำลายจากแรงกระเทือนอย่างถาวรหรือไม่ ตอนบ่ายสองโมง ทอมมี่มาถึงพร้อมกับคาดหวังเต็มที่ว่า ลูกคงเสียชีวิตไปแล้ว เราสองคนยืนข้างเตียงเจย์ ขณะแบรดกระซิบกับลูกด้วยน้ำตารินไหล “เจย์ พ่อแม่อยู่ที่นี่แล้ว เรารักลูกมาก”
          เราบีบมือกันแน่น สภาพลูกในตอนนั้นยากแก่การที่พ่อแม่คนใดจะทำใจรับได้ ดวงตาลูกเบิกกว้าง แต่มองไม่เห็น แขนขาขยับได้ ทอมมี่คุยกับศัลยแพทย์ซึ่งได้พยายามเต็มที่ในการผ่าตัด ขั้นต่อไปคือการรักษาพยาบาลอย่างดีที่สุด เพื่อนเราแนะนำนายแพทย์เกล็น เคิร์คแลนด์ ศัลยแพทย์เด็กมือเยี่ยมของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนิวยอร์คที่เกาะแมนฮัตตัน
          หมอเอ็บสไตน์ให้เราพาเจย์ไปนิวยอร์คทันที หากคณะแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดแกไม่เห็นด้วย เนื่องจากแกยังไม่แข็งแรงพอจะเดินทางได้ เราสวดมนต์ภาวนาและทำตามสัญชาติญาณ เมื่อไปถึงโรงพยาบาลนิวยอร์ค หมอเอ็บสไตน์กับทีมงานคอยอยู่แล้ว หลังการตรวจหมอบอกว่า “อาการเจย์หนักมาก แต่เราตรวจไม่พบว่าประสาทถูกทำลาย” ฉันกับแบรดกระโดดเข้าหากันอย่างยินดี แต่หมอกล่าวว่า “สิ่งสำคัญคือการที่คุณช่วยให้เด็กหายใจขึ้นมาได้ในนาทีแรก มิฉะนั้นเจย์จะต้องเสียชีวิต แต่ตอนนี้แกมีโอกาสสู้เพื่ออยู่รอด”
          แม้จะเป็นการให้กำลังใจที่ดี หากเหตุการณ์ต่อมาใช่จะราบรื่น ชั่วโมงต่อมาเจย์มีอาการชักซึ่งหมอควบคุมเอาไว้ได้ หมอเจาะศีรษะแกเพื่อบรรเทาความกดดันอันเกิดจากสมองถูกกระทบกระเทือนอย่างแรง และต้องเจาะเพิ่มอีกครั้งเพื่อสอดสายยางเข้าไปในกะโหลกศีรษะ สายยางนี้เชื่อมกับเครื่องวัดไฟฟ้าเพื่อให้หมออ่านความดันสมองได้
          ฉันเฝ้าอยู่ข้างตัวลูก แตะแก้มและบอกแกว่า “เจย์ลูกแม่ ตื่นเถิด เรารักลูกมาก โปรดลืมตาขึ้นมองแม่ด้วยเถิด” เราบอกแกซ้ำซากไม่หยุด แบรดกลับไปเล่นเบสบอลเพื่อบรรเทาความเครียด เขาแจกกาแฟให้กับพ่อแม่คนไข้อื่นๆ และแจกลายเซ็นคนไข้เด็กๆ วันเวลาที่ผ่านไป ทำให้เราได้รับข่าวคราวจากคนที่ไม่เคยติดต่อกันมานานและคนที่ไม่รู้จักกัน ซึ่งพากันให้กำลังใจมากมาย มีจดหมายนับพันฉบับมาจากทั่วประเทศ
          ในวันที่สิบหกหลังเกิดอุบัติเหตุ ขณะฉันนั่งเหม่อเฝ้าลูก ทันใดนั้นแกผงกหัวขึ้นมาขยี้ตา ช่างเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เราฝันหา แต่หมอเอ็บสไตน์บอกไว้แล้วว่า เจย์อาจไม่ขยับเขยื้อนเป็นวันหรือเป็นเดือนก็ได้ แต่ในอีกสามวันต่อมาแกลืมตาขึ้นมอง ลำคอแห้งผากเจ็บปวดจากการสอดสายยางเกินกว่าจะพูดออกมาได้ ครั้นวันที่ยี่สิบสอง เจย์เอ่ยด้วยเสียงแผ่วว่า “ผมหิวครับ” สามวันต่อมาเมื่อแกนั่งเล่นอยู่บนพื้นห้อง แกยื่นมือมาหาและเอ่ยว่า “ผมรักแม่”
          หนึ่งปีต่อมา เจย์ฟื้นตัวและซนเหมือนเดิม ฉันกับสามีฟื้นตัวจากความทุกข์ จดหมายมากมายที่หลั่งไหลเข้ามา ทำให้ฉันเข้าใจได้ว่าคนเราต้องการพึ่งพาอาศัยกันและกันมากเพียงไร มนุษย์เราทุกคนล้วนต้องประสบเหตุวิกฤตในชีวิตสักครั้ง และเมื่อเกิดสิ่งนี้กับเรา ฉันจึงได้รู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องแบกความทุกข์เอาไว้ในหัวอกเพียงผู้เดียว หากสามารถเอื้อมไปรับแรงประคองจากผู้คนรอบข้าง จากครอบครัว เพื่อนฝูงหรือแม้แต่คนแปลกหน้า ซึ่งเราขอให้เขาช่วยสวดภาวนาเพื่อเราได้เสมอ
          และถ้าเหตุการณ์นี้เกิดกับคนอื่น ก็โปรดอย่านิ่งเฉย เพราะไม่รู้จะทำอย่างไร จงยื่นมือคุณออกไปให้เขาเกาะประคองอย่างเต็มใจเถิด เพราะแขนที่เต็มไปด้วยพลังอันเมตตาปราณีและกำลังใจนั้น ย่อมจะทรงพลังเสมอสำหรับผู้ประสบเคราะห์กรรม ดังที่ฉันพบพานและติดตรึงอยู่ในหัวใจตราบจนบัดนี้

โสภาพรรณ รัตนัย
ภาพ : ด.ญ.ภัณฑิลา ชัยมุสิก
ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก ฉบับที่ 544 ประจำเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2561