หมวดหมู่บทความ Family Life ครอบครับสุขสันต์

Search by tag : Family Life, ครอบครับสุขสันต์, ลับคมความคิดด้วย “ทักษะการเขียน”


ทำอย่างไรจึงจะไม่กลายเป็น ”พ่อแม่รังแกฉัน”
(1 vote)
“การพยายามทำความเข้าใจลูกในสภาพที่ลูกเป็น พ่อแม่จำเป็นต้องเชื่อมั่นในสิ่งดีและศักยภาพในตัวลูกก่อนเสมอ”

           เราพูดกันมากว่า ความรักที่พ่อแม่มีต่อลูก เป็นสิ่งบริสุทธิ์สูงค่าที่พ่อแม่มีให้อย่างเต็มเปี่ยมอย่างไม่มีเงื่อนไข เราพูดกันมากว่า อานุภาพแห่งความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก สามารถขับเคลื่อนหรือดลบันดาลให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้สามารถเป็นไปได้ในหลายๆ ครั้ง เราพูดกันมากว่า ความหวังดีของพ่อแม่ที่มีต่อลูก ล้วนเกิดจากเจตนาอันบริสุทธิ์ให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุด (ในสายตาของพ่อแม่) และเราก็รู้ว่า ไม่มีพ่อแม่ที่รักลูกคนไหนเจตนาทำร้ายลูก ทุกคนคาดหวังให้ลูกของตนประสบความสำเร็จสูงสุด ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด (มากกว่าตนเองที่ได้รับในปัจจุบัน)
           แต่ทำไมหลายครั้ง ผลที่ได้รับกลับไม่เป็นดังหวังของพ่อแม่ เรากลับพบว่า เด็กหลายคนในปัจจุบันยังไม่โตตามวัย ไม่สามารถรับผิดชอบหน้าที่ของตนได้สมขนาดวัยของเขา บ้างก็กลับกลายเป็นเด็กที่มีปัญหา เกเร ไม่สนใจการเรียน ขาดความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ทั้งๆ ที่ถูกเลี้ยงดูอย่างดี อยู่ในครอบครัวที่จัดหาวัตถุสิ่งของให้อย่างเพียบพร้อม ไม่ได้มีปัญหาด้านเศรษฐกิจใดๆ
           จากการพบปะพูดคุยกับพ่อแม่ผู้ปกครองมากมาย ทั้งที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงดูลูกและไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่หวัง ผมสังเกตเห็นว่า ปัญหาในการเลี้ยงลูกมีอยู่จริง (แม้ในครอบครัวที่ดูเหมือนลูกจะประสบความสำเร็จก็ตาม) โดยมีสาเหตุมาจากความเข้าใจผิดในการเลี้ยงลูกของพ่อแม่เป็นหลัก และหากเราเริ่มต้นที่พ่อแม่ก่อนจะสามารถจัดการกับปัญหาได้ โดยผู้ปกครองต้องไม่เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง (จักรวาล) โดยการไม่ให้ความใฝ่ฝันหรือความคาดหวังของตนเป็นตัวกำหนดอนาคตของลูก เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราไม่ใช่เจ้าของชีวิตลูก บางคนวางแผนให้ลูกเป็นนู่นเป็นนี่ ลูกเลยต้องเรียนพิเศษมากมาย ขาดโอกาสในการเล่นสนุกตามวัย
           เราพบว่า เด็กสมัยนี้หากเป็นเด็กที่เรียนอยู่ในเกณฑ์ดี มักถูกพ่อแม่ใส่เป้าหมายให้เรียนหมอหรือวิศวะเท่านั้น ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงก็ไม่ได้มีอยู่แค่ 2 อาชีพนี้เท่านั้นที่มีประโยชน์ต่อสังคม มีอาชีพอีกมากมายที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถ ทำแล้วมีความสุขและเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทั้ง 2 อาชีพนี้ อันที่จริงเด็กควรได้รับโอกาสในการค้นหาตัวเอง และได้ทำในสิ่งที่ตนเองรักและชอบภายใต้กรอบศีลธรรมอันดี ที่พ่อแม่ได้บ่มเพาะตั้งแต่ลูกยังเล็กมากกว่า
           พ่อแม่ควรเปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ว่าไม่เหมือนเดิมและไม่เหมือนสมัยของเรา และลูกก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนเราเสมอไป พ่อแม่บางคนอาจมีความคิดว่า “ทำไมเด็กสมัยนี้ถึงทำอะไรเองไม่ได้ สมัยก่อนปู่ย่าตายายไม่เห็นต้องมาช่วยขนาดนี้เลย” ความคิดของพ่อแม่ดังกล่าว เป็นความคิดที่ไม่ได้คำนึงว่า สภาพปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตอย่างมาก เพราะการเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างรวดเร็ว การจะนำเอาบริบทสมัยอดีตมาเป็นบรรทัดฐานในการคิดตัดสินใจโดยไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้แล้ว พ่อแม่ต้องเข้าใจว่า เพราะสภาพที่ไม่เหมือนเดิม ลูกจึงทำไม่ได้เหมือนเรา
           การยืนยันที่จะคิดเหมือนเดิมคือ ปัญหาของพ่อแม่ที่ไม่ยอมปรับตัว ผมเคยคิดเล่นๆ ว่า ไม่แน่ หากเราลองมาเป็นเด็กแทนลูกในสมัยนี้ เราอาจจะทำได้ไม่ดีเท่าลูกก็เป็นได้ หรือบางทีเราก็อาจจะประพฤติเหมือนที่ลูกของเราประพฤติก็เป็นได้ ดังนั้นจึงไม่ควรนำเหตุการณ์ในอดีตมาเปรียบเทียบกับปัจจุบัน แต่ควรเข้าใจบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป และนำแต่หลักการที่ดีมาสอนให้ลูกปรับใช้ได้ในบริบทปัจจุบัน เพื่อความสำเร็จของลูกในอนาคต
           พ่อแม่ควรที่จะยินดีขอโทษลูก หากพ่อแม่ทำผิด คิดผิดพลาด การขอโทษลูกไม่ใช่สิ่งที่น่าอายหรือน่าเกลียด เพราะพ่อแม่คือคนธรรมดาที่ไม่ได้เก่งไปหมดทุกอย่าง หากเราทำผิดและรู้จักการขอโทษ จะเป็นการให้เกียรติลูกและลูกจะเรียนรู้ว่าเขามีคุณค่าในสายตาพ่อแม่ และเขาจะเรียนรู้ในการรักเคารพพ่อแม่มากขึ้น เพราะว่าเขาสามารถสัมผัสถึงความจริงใจ ความปรารถนาดีที่พ่อแม่มีต่อเขา หากพ่อแม่คิดผิดหรือเข้าใจผิด รู้จักยอมรับและเปลี่ยนแปลงแก้ไข จะเป็นแบบอย่างให้ลูกยอมรับข้อบกพร่องของตนเองได้เช่นกัน 
พ่อแม่ไม่ควรโทษสถานการณ์และโทษตัวไปเสียทุกครั้ง แต่ควรรู้จักแยกแยะและวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้นและจะแก้ไขอย่างไร แบบอย่างในการรู้จักประเมิน รับผิดและขอโทษของพ่อแม่ จะมีผลทำให้เด็กมั่นใจในตนเองในการคิดตัดสินในเรื่องต่างๆ เพราะเขาเรียนรู้ขบวนการคิดตัดสินใจที่มีหลักมีเกณฑ์ของพ่อแม่
           การพยายามทำความเข้าใจลูกในสภาพที่ลูกเป็น พ่อแม่จำเป็นต้องเชื่อมั่นในสิ่งดีและศักยภาพในตัวลูกก่อนเสมอ ยอมรับในจุดอ่อนของลูก ไม่ตำหนิ แต่ใช้การสอนแนะนำด้วยความอดทน อย่าใช้อารมณ์เป็นหลักในการพูดคุยกับลูก ถ้าพ่อแม่เป็นคนใจร้อน ต้องแก้ไขปรับปรุงตนเองก่อนเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะพ่อแม่สมัยนี้มีลูกในช่วงอายุมากขึ้นกว่าสมัยก่อน ความแตกต่างระหว่างช่วงวัยมีมากขึ้นตามลำดับ จึงต้องเรียนรู้และยอมรับความแตกต่างระหว่างวัยของกันและกัน    
           เด็กไม่ควรถูกสั่งให้ทำตามพ่อแม่ทุกอย่าง แต่ให้เขามีโอกาสคิดเองได้ภายใต้การแนะนำของพ่อแม่ หากเด็กไม่ถูกฝึกให้คิดเอง เด็กจะคิดไม่เป็น และโตขึ้นจะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยตนเอง เพราะไม่เคยตัดสินใจอะไรด้วยตนเองเลย
           ไม่ควรเปรียบเทียบลูกตนเองกับลูกคนอื่นหรือให้ลูกต้องแข่งขันกับลูกคนอื่นให้มีคะแนนหรือผลการเรียนที่ดีกว่า หรือทำอะไรต้องได้ดีกว่าเด็กคนอื่น ถ้าคะแนนหรือเกรดน้อยกว่าลูกเพื่อน แล้วพ่อแม่จะรู้สึกเสียหน้า อันที่จริงคะแนนเป็นเพียงตัวสะท้อนผลการเรียนรู้ของเด็กเท่านั้น ไม่ใช่ตัวชี้ความเก่งหรือทักษะของเด็กเสมอไป มีเด็กหลายคนที่ผลการเรียนปานกลาง แต่สามารถประสบความสำเร็จขั้นสูงได้ เพราะมี “ความเก่ง” อยู่ภายใน และอย่างที่เราทราบว่าแต่ละคนมีความถนัดที่ไม่เหมือนกัน วิชาการเป็นเพียงความถนัดหนึ่งเท่านั้น
           พ่อแม่ต้องจริงจังกับเรื่องที่ต้องจริงจัง รู้จักยืดหยุ่นกับเรื่องที่ควรยืดหยุ่น พ่อแม่ต้องใจแข็งกับสิ่งที่ต้องใจแข็ง ผมเชื่อเลยว่าในแต่ละวัน พ่อแม่มีเรื่องให้ต้องขัดใจลูกไม่มากก็น้อย หากเป็นสิ่งที่ทำร้ายลูก เราก็ต้องใจแข็ง หลักการให้ของแก่ลูกของผมมี 3 ข้อก็คือ สิ่งที่ดีและจำเป็นจะให้ทันที เช่น ลูกยังเล็กร้องหิวนม ผมให้ทันที หากเป็นสิ่งไม่ดีไม่ให้แน่นอน เช่น ลูกขอเล่นมีดขณะยังเล็ก ผมจะไม่ให้อย่างเด็ดขาด และสิ่งดีแต่ยังไม่ถึงเวลา เช่น ลูกอายุ 3 ขวบขอจีบสาว ผมคงต้องบอกว่าให้แกรอไปนะ เป็นต้น
           อะไรเป็นสิ่งที่ดีและไม่ดีต่อลูกในสายตาพ่อแม่ จากตัวอย่างนิทานพ่อแม่รังแกฉัน ของพระยาอุปกิตศิลปสาร ที่เป็นตัวอย่างความรักของเศรษฐีที่มีต่อลูกชายคนเดียว ชัดเจนว่าอะไรที่พ่อแม่เป็นสิ่งดีที่ พ่อแม่ต้องใจแข็งกับลูกแล้วลูกจะได้ดี อะไรเป็นสิ่งที่ไม่ดีที่พ่อแม่ต้องใจแข็งกับลูก การปล่อยให้ลูกลำบากบ้าง ได้ล้มลุกคลุกคลานบ้าง เป็นวิตามินขนานวิเศษที่ทำให้ลูกแข็งแกร่ง สามารถจะเผชิญอุปสรรคในอนาคตยามที่ไม่มีพ่อแม่อยู่ด้วยได้ 
การมีความรักให้แก่ลูกเป็นสิ่งประเสริฐยิ่ง การที่เด็กเกิดมาในท่ามกลางพ่อแม่หรือผู้ดูแลที่รักเขานั้น  เขามีโอกาสเกินครึ่งแล้วที่จะเติบโตเป็นคนที่สมบรูณ์แบบ และผมเชื่อว่าเขาจะไปได้ไกลจนสุดศักยภาพของเขาอย่างแน่นอน หากเขาถูกรักอย่างถูกทาง

.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD)
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ ,

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก ฉบับที่ 544 ประจำเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2561