หมวดหมู่บทความ Talks เกิดมาเป็นแม่

ตราบความตายมาพราก
(1 vote)
“ฉันรู้ดีว่าอาการหวัดคัดจมูกนิดเดียว หมายถึงจุดจบของความสุขและความเจ็บปวดที่เราแบ่งปันในครอบครัว”

 

                ในช่วงชีวิตวัยรุ่นแสนสดใสวัย 15 ปี แจ๊ค ลูกชายเรากำลังหมดลมหายใจด้วยโรคหวัดที่เราหวั่นว่าแกจะเป็นขึ้นมาในวันหนึ่ง ไข้หวัดแสนธรรมดาซึ่งถ้าเป็นเด็กทั่วไปจะนอนแซ่วแค่วันเดียว แต่เนื่องจากร่างกายของแจ๊คอ่อนแอเต็มทีจากกล้ามเนื้อในร่างกายไม่ทำงาน ทำให้ไร้ภูมิต้านทานโรคใดๆ โรคหวัดที่กำเริบถึงขั้นปอดบวม ทำให้แกต้องใช้หน้ากากออกซิเจนช่วยหายใจ
                สิบสองปีมาแล้วที่ฉันกับสามีได้เรียนรู้เรื่องอาการป่วยของลูก ตอนนั้นเอ๊ดเรียนกฎหมายปีที่สามขณะฉันเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกชายสองคนวัย คือ อดัมวัยสี่ขวบและแจ๊ควัยสองขวบ ภาพครอบครัวผาสุกเริ่มเลือนราง เมื่อแจ๊คเดินเตะโน่นชนนี่เสมอจนฉันคิดว่าเป็นเพราะสายตาผิดปกติ และพาไปพบกุมารแพทย์ซึ่งทำการตรวจสอบมากมาย สามวันต่อมาหมอแวะมาหาที่บ้านซึ่งจัดเป็นเรื่องน่าแปลกใจพอๆ กับประธานาธิบดีมาเยือน
                หมอบอกว่า แจ๊คเป็นโรคกล้ามเนื้อไม่ทำงาน “เริ่มจากกล้ามเนื้ออ่อนแอ ทำให้คนไข้ต้องนั่งรถเข็น เมื่ออาการกำเริบถึงกล้ามเนื่อส่วนที่ประสาทควบคุมไม่ได้ เช่น ปอด คนไข้จะเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวม”
                หัวใจฉันปวดแปลบยิ่งนักตอนถามว่า “แล้วสมองแกจะได้รับความกระทบกระเทือนไปด้วยหรือเปล่าคะ”
                “ไม่เลย สมองเป็นส่วนเดียวที่เป็นปกติทุกประการ”
                อนิจจา! นี่แจ๊คจะได้เห็นความตายของตัวเองด้วยสติสัมปชัญญะอันสมบูรณ์อย่างนั้นหรือ
                ตอนแรกแจ๊คมีอาการน้อยมาก แค่หกล้มบ่อยและวิ่งช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน จนอายุหกขวบ ซึ่งอาการแกแย่ลงจนเราเสแสร้งต่อไปไม่ได้ บ่ายวันหนึ่งตอนเราขับรถผ่านเมืองนิวยอร์ค แจ๊คถามขึ้นว่า “ผมต้องใช้รถเข็นจริงๆ เหรอครับแม่”
                ฉันกอดลูกไว้แน่น “ลูกรัก ลูกโตพอจะอยากรู้ความจริงแล้วใช่มั้ยเนี่ย” แกไม่ตอบ ฉันจึงพูดต่อไปว่า “ลูกมีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อในตัวทำงานอ่อนแอลงไปทุกขณะ ถ้าถึงขั้นทำให้ลูกเหนื่อยจนเดินไม่ไหว ก็จำเป็นต้องใช้รถเข็นแทน นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมลูกถึงวิ่งไม่ทันเพื่อน เราเรียกว่า โรคกล้ามเนื้อไม่ทำงาน”
                “แย่จัง” เป็นคำพูดที่หลุดจากปากเด็กชายวัยหกขวบซึ่งไม่เคยรู้ความทุกข์อันใดมาก่อนในชีวิต
                พ่อของแกปลอบว่า “ไม่แย่หรอก ลูกคงไม่เคยรู้ว่าอดีตประธานาธิบดีอเมริกา แฟลงกลิน ดี.รูสเวลท์ก็นั่งรถเข็นเหมือนกัน ถึงลูกเดินไม่ได้ ลูกจะได้ใช้รถเข็นมีเครื่องยนต์บังคับเร็วจี๋เลย  คิดในแง่ดีสิว่ายังดีกว่าอาการตาบอดมองอะไรไม่เห็นเป็นไหนๆ”
                ไม่ช้าแจ๊คก็ต้องเริ่มใช้รถเข็นซึ่งเป็นของเล่นน่าสนุกอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่นานแกเริ่มเบื่อ ยิ่งเมื่ออ่อนเพลียมากขึ้น รถเข็นกลายเป็นเครื่องแสดงความอ่อนแอช่วยตัวเองไม่ได้อย่างเด่นชัด นอกจากนี้แกยังกลายเป็นภาระหนักครอบครัวมากขึ้น ตอนหกโมงครึ่งฉันต้องรีบเข้าไปในห้อง จับแกนั่งกระโถนฉี่แล้วช่วยออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อแต่ละส่วน แต่งตัวเตรียมไปโรงเรียน แล้วพ่อมาอุ้มแจ๊คนั่งรถเข็นไปที่ห้องน้ำ ฉันล้างหน้าแปรงฟันให้ กว่าจะเสร็จก็เจ็ดโมงครึ่ง ป้อนอาหารแล้วใส่เสื้อหนวก หมวก ถุงมือก่อนเข็นรถไปขึ้นรถโรงเรียนที่มารับ
                จากนั้นฉันจึงออกจากบ้านไปทำงานที่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ครั้นบ่ายสองโมงครึ่งฉันขับรถตามหลังรถโรงเรียนมาถึงบ้านพร้อมแจ๊ค นี่คือกิจวัตรประจำวันของเรา บ่ายวันหนึ่งเมื่อกลับถึงบ้าน ฉันถามแกว่า “วันนี้เราจะทำอะไรกันดีจ๊ะ ลูก” เพราะตอนนั้นแจ๊คอยู่ชั้นประถมห้า แล้วมีเวลาเหลืออีกนานกว่าจะเข้านอน
                “ผมไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น” แกตอบหน้าบึ้งแล้วเข็นรถเข้าครัว แจ๊คทำอยู่สองอย่าง วาดรูปกับการกิน ซึ่งอันหลังนี้หมอไม่แนะนำ
                “งั้นเอาคุกกี้มั้ยล่ะ แต่มีข้อแม้ว่าลูกต้องอารมณ์ดีก่อนถึงจะได้กินคุกกี้” กระบวนการวางถุงขนมลงตรงหน้าพร้อมถ้วยนมใส่หลอดดูด กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันซึ่งแจ๊คเพลียเกินกว่าจะยกถ้วยนมดื่มเอง ปีหลังๆ นี้สิ่งง่ายกลายเป็นเรื่องยาก แจ๊คค่อยๆ ยื่นข้อศอกมาคีบถุงขนมเข้าไปใกล้ แล้วใช้ปากคาบคุกกี้ออกจากถุง
                จากนั้นแกอารมณ์ดีขึ้นมา แต่ตอนนั้นเพิ่งบ่ายสามแล้ว แจ๊คก็ไม่อยากเดิน ไม่เล่นหมากรุก ไม่อยากดูทีวีหรือฟังเพลง แกนั่งวาดรูปโดยใช้มือขวาลากเส้นไปมา ขณะฉันเฝ้าสวดภาวนาในใจต่อพระผู้เป็นเจ้า ขอได้โปรดให้แกใช้นิ้วมือต่อไปได้อีกนานเท่านานเถิด
                “นี่ไงครับ” แจ๊คส่งรูปที่วาดให้ฉัน “รถคันนี้มีพลังขับเคลื่อนแบบติดจรวด แล่นได้เร็วที่สุดในโลกเลย โตขึ้นผมจะหามาไว้ใช้ซักคัน”
                ฉันหน้าเผือดเมื่อคิดในใจอย่างรันทดว่า ลูกจะรู้ตัวบ้างไหมว่า เวลาของแกเหลือน้อยลงไปทุกทีแล้ว
                ตอนอายุสิบขวบ แจ๊คอยู่ในสภาพช่วยตัวเองไม่ได้เลยชนิดเวลานอนต้องจับพลิกตัวให้ ดังนั้นฉันอ่อนเพลียมากกับการอดนอนหลายคืนติดๆ กัน เมื่อแจ๊คส่งเสียงร้องเรียกจากลำโพงเครื่องติดต่อภายใน “แม่ครับ แม่” ฉันรีบลุกไปหาลูกด้วยหัวใจเต้นแรง “ช่วยพลิกตัวผมหน่อย แม่ไม่ได้ยินที่ผมเรียกเลยเหรอ” น้ำเสียงแกหงุดหงิดตอนฉันจัดท่าไพล่ขาให้แกใหม่ “ช่วยขยับขากับพลิกหัวผมอีกนิดนะครับ ผมนอนทับหูตัวเอง เจ็บจัง”
                จากนั้นเมื่อสบายดีแล้วแกพูดว่า “ราตรีสวัสดิ์ครับ ผมรักแม่” ฉันออกจากห้องลูกมาด้วยความรู้สึกว่าไม่มีทางข่มตาหลับลงได้อีกในคืนนั้นเพราะประสาทตึงเครียด ไม่สามารถทนสภาพนี้ต่อไปได้อีกแล้ว ฉันรักลูกและอยากให้แกมีชีวิตยืนยาว แต่ในค่ำคืนที่แสนเพลียเหนื่อยเหน็ดนั้น ฉันนึกอยากให้แกหมดลมไปในบัดนั้น
                วันรุ่งขึ้นฉันระบายความโกรธและความเหนื่อยยากกับสามี “ฉันไม่ต้องการรับผิดชอบอยู่คนเดียว คุณหลับสบายเพราะรู้ว่าฉันตื่นง่าย”
                “แต่ผมก็ทำหน้าที่อื่นอย่างดีแล้วไม่ใช่รึกับการหาเลี้ยงครอบครัวน่ะ” เอ๊ดแย้ง แต่โดนฉันแว้ดใส่
                “คุณไม่เข้าใจรึไงว่าการเป็นพ่อธรรมดาที่หาเงินมาเลี้ยงครอบครัวอย่างเดียวยังไม่พอ แจ๊คไม่ใช่เด็กปกติที่คุณแสดงท่าว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันรู้นะว่าคุณขยาดที่จะเข้าใกล้ลูก เพราะรู้ว่าต้องเจ็บปวดหัวใจมากแค่ไหนเมื่อต้องพรากจากไป แต่ฉันจะไม่ยอมให้คุณหนีความจริงแบบนี้”
                สามีโอบฉันไว้ “ผมไม่คิดว่าคุณจะทุกข์ทรมานขนาดนี้ จากนี้ไปเราจะสลับกันดูแลลูก”
                ขณะร่างกายอ่อนแอลง จิตใจแจ๊คกลับแกร่งกล้ามากขึ้น บ่ายวันหนึ่งครูโทรมาบอกว่า แจ๊คประท้วงอดอาหารกลางวัน เพราะโดนครูห้ามเข็นรถไปขวางทางเดินในห้องอาหาร ซึ่งแกรู้สึกว่าถูกจำกัดเสรีภาพอย่างไม่สมควรและชวนเพื่อนๆ ให้เซ็นชื่อร่วมประท้วงด้วย ฉันวางหูแล้วเดินไปกอดลูกไว้
                “แม่ไม่โกรธผมใช่มั้ย” แจ๊คถาม เมื่อฉันส่ายหน้า แกหัวเราะแล้วชูกระดาษแผ่นโตให้ดู “งั้นผมจะยอมให้แม่ดูโปสเตอร์ที่ผมเขียน” กระดาษแผ่นนั้นเขียนว่า “คุณจะยอมให้ประธานาธิบดีแฟลงกลิน ดี.รูสเวลท์นั่งในที่เขาต้องการจะนั่งในโรงอาหารมั้ยล่ะ”
                ตอนอายุครบสิบสามปี แจ๊คไปเข้าค่ายคนพิการในฤดูร้อน แล้ววันแรกแกก็ตกเก้าอี้รถเข็นสะโพกหัก ต้องเข้าเฝือกตลอดฤดูร้อน ตอนกลางคืนเราเข็นเตียงแกออกมาที่ระเบียง แล้วพ่อเล่าเรื่องต่างๆ ให้ลูกฟัง ขณะฉันเตรียมอาหารค่ำฟังเสียงพ่อลูกหัวเราะ แม้เราจะพ่ายโรคร้ายแ ต่ฉันได้ทำให้พ่อเข้ามาใกล้ชิดผูกพันกับความเป็นความตายลูกได้
                ส่วนอดัมพี่ชายของแกนั้นเป็นทั้งเพื่อนและพี่ดีที่สุดของแจ๊ค ซึ่งคอยปกป้องน้องจากเพื่อนล้อเลียน หลังเลิกเรียนเขาชวนเพื่อนมาเล่นที่บ้านเพื่อให้แจ๊คได้เล่นด้วย อดัมเป็นคนชักนำน้องไปสู่โลกวัยรุ่นแบบที่พ่อแม่ทำไม่ได้ คืนวันหนึ่งฉันกับสามีกลับจากข้างนอกเร็วกว่าปกติ และอยากรู้ว่าเด็กๆ ทำอะไรกันเวลาพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน เราสองคนแอบย่องไปส่องดูทางรูกุญแจห้องอดัม หูได้ยินเสียงเพื่อนคนหนึ่งเอ่ยว่า “เรามีเวลาจิบเบียร์กันอีกนิดมั้ยก่อนพ่อแม่นายจะกลับมาน่ะ”
                “มีสิ หนังเลิกห้าทุ่มแน่ะ” เพื่อนอดัมเปิดฝาแล้วยื่นหลอดให้แจ๊ค
                แกจิบแล้วบอกว่า “อร่อยดีนี่ ผมชอบแฮะ”
                อดัมเตือนน้องว่า “ได้เวลาไปนอนแล้วก่อนพ่อแม่กลับมา”
                เอ๊ดรีบลากฉันผละออกมา “ทีนี้เราก็รู้แล้วสิว่า ลูกทำอะไรตอนพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน แล้วคุณจะร้องไห้ทำไมกันเนี่ย” ฉันปาดน้ำตานองแก้มแล้วหัวเราะ “ไม่รู้สิคะ อาจเป็นเพราะทุกอย่างดูปกติเหลือเกิน จนฉันอยากให้เป็นอย่างนี้ไม่มีวันเปลี่ยน”
                ฉันรู้ดีว่าอาการหวัดคัดจมูกนิดเดียว หมายถึงจุดจบของความสุขและความเจ็บปวดที่เราแบ่งปันในครอบครัว เมื่อวันนั้นมาถึงแจ๊คกลับเป็นผู้รับสภาพได้อย่างหน้าชื่น “เอาหน้ากากออกซิเจนนี้ออกเถิดครับแม่” แกพูดด้วยเสียงแผ่ว “ผมไม่อยากใช้วินาทีสุดท้ายใส่หน้ากาก”
                “แม่ยอมให้ตอนดื่มน้ำแค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้นนะ” ฉันยังเล่นเกมหลอกตัวเองและลูกอย่างไม่หยุดยั้ง ขณะยื่นถ้วยน้ำให้ลูกจิบ
                “ครับ ผมสัญญา” แกพูดเหมือนที่เคยพูดเสมอ ฉันก้มลงรั้งหน้ากากออกซิเจนออก “แจ๊คคนเก่งของแม่ แม่รักลูกที่สุด”
“ผมก็รักพ่อกับแม่ครับ” นั่นคือวาจาสุดท้ายที่เราได้ยิน
                เรายืนข้างเตียงลูก เอามือวางตรงหน้าอกลูกไว้และฟังเสียงหัวใจเต้นแผ่วช้าลง ดวงตาปิด ใบหน้าตกกระจางซีดเป็นสีขาวเผือด แล้วหัวใจแกก็สงบนิ่งลงใต้อุ้งมือผู้เป็นพ่อแม่
                ฉันจ้องมองใบหน้าลูกเพื่อซึมซับไว้ในความทรงจำไม่มีวันลืมเลือน “แจ๊คลูกรักของแม่ ในความตายนั้นลูกพรากจากไป แต่ในหัวใจแม่ลูกยังมีชีวิตอยู่และเป็นความทรงจำที่สดใส ไม่มีวันจางหายไปไหน”

โสภาพรรณ รัตนัย
แปลจาก เดธ ดู อัส พาร์ท  

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก ฉบับที่ 545 ประจำเดือนธันวาคม 2561-มกราคม 2562