หมวดหมู่บทความ เทิร์นโปรคุณแม่มือใหม่ New mom 1

Search by tag : เทิร์นโปรคุณแม่มือใหม่, New mom 1, หลบ หลีก เลี่ยง หวัด หน้าฝน


มหัศจรรย์แห่งรก
(1 vote)
“ในโครงสร้างของรกนั้น ธรรมชาติได้ออกแบบมาอย่างยอดเยี่ยม โดยเริ่มจากกลุ่มเซลล์ของทารกหรืออาจจะเรียกว่า สเต็มเซลล์”

          เลือดออกกับคุณผู้หญิง เป็นของคู่กันไปในชีวิต ในสภาพปกติก็มีการเสียเลือดหรือเลือดออกทุกเดือน คือประจำเดือน  ดังนั้นคุณผู้หญิงจึงคุ้นเคยกับสภาวะเลือดตกยางออก จึงทำให้โดยแท้แล้วคุณผู้หญิงจึงเข้มแข็งกว่าผู้ชาย ยิ่งในการตั้งครรภ์ยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องอดทน ต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายจะค่อนข้างมากและรุนแรง และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคาพยาธิ
          จริงอยู่ การตั้งครรภ์ไม่ใช่โรค แต่เสี่ยงต่อการเป็นโรค เพราะร่างกายคุณแม่จะต้องปรับสภาพไปตามการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปอย่างมากมายในการตั้งครรภ์แต่ละเดือน จนครบ 40 สัปดาห์หรือ 10 เดือนของการตั้งครรภ์ เรียกได้ว่าแทบจะเป็นการเกิดใหม่ของสรีระของคุณแม่ก็ว่าได้
          รกคือที่มาของการเกิดการเปลี่ยนแปลงในคุณแม่ รกที่จริงแล้วเป็นเนื้อเยื่อของทารก ที่เกิดจากการปฏิสนธิของไข่ที่มีหน่วยพันธุกรรมครึ่งหนึ่งของแม่มารวมกับหน่วยพันธุกรรมอีกครึ่งหนึ่งจากพ่อ รวมกันเป็นทารก โดยเริ่มต้นที่หนึ่งเซลล์ที่ปฏิสนธิ เซลล์ก็จะเริ่มแบ่งตัวเป็นแบบทวีคูณ และเซลล์ทารกซึ่งในระยะนี้ยังไม่เป็นรูปร่างเป็นเพียงกลุ่มเซลล์เกาะกันเป็นกลุ่มก้อนเหมือนลูกน้อยหน่า ลงมาอยู่ในโพรงมดลูกของแม่ ซึ่งถูกเตรียมไว้รอการฝังตัวของลูกน้อยหน่าทารก หรือทางวิชาการเรียกว่า ระยะโมลูร่า (Molura) น้อยหน่าทารกก็จะแบ่งตัวเพิ่มเป็นก้อนเซลล์ขนาดใหญ่ตรงกลาง เริ่มกลวง เรียกว่า บลาสโตซิส (Blastocyst) ซึ่งเกิดขึ้นเพียง 5 วันหลังปฎิสนธิ ก้อนเซลล์ที่มีขนาดใหญ่จะมีเซลล์เรียงกันแบ่งได้สามชั้นซึ่งเกิดในวันที่ 9 ของการปฎิสนธิ ซึ่งตอนนี้เรียกว่า คัพพะ (Embryo) ซึ่งเซลล์ที่เรียงกันเป็นสามชั้นนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเจริญเป็นทารก  
          กลุ่มเซลล์สามชั้นแบ่งเป็น กลุ่มเซลล์ชั้นนอก (Ectoderm) ชั้นกลาง (Mesoderm) และชั้นใน (กลุ่ม Edoderm) เริ่มต้นเซลล์เหล่านี้ทั้งสามชั้นก็มีรูปร่างเหมือนกัน ลักษณะเดียวกัน เป็นเซลล์ที่เรียกได้ว่า เป็นสเต็มเซลล์ (Stemcell) ก็ว่าได้ เพราะต่อไปจะเจริญไปเป็นอวัยวะต่างๆ โดยกลุ่มเซลล์ชั้นนอก (Ectoderm) จะเจริญไปเป็นอวัยวะที่ปกคลุมร่างกาย ผิวหนังทั้งระบบ ฟัน ต่อมน้ำลาย ตา ขน ผม เส้นประสาทต่างๆ ส่วนเนื้อเยื่อหรือกลุ่มเซลล์ชั้นใน (Endoderm) จะเจริญไปเป็นอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต ไส้พุง หัวใจ ส่วนเนื้อเยื่อหรือกลุ่มเซลล์ชั้นกลาง (Mesoderm) จะเจริญไปเป็นเนื้อเยื่อประสาน แทรกอยุ่ในอวัยวะต่างให้เกิดความแข็งแรง เช่น กล้ามเนื้อ พังผืดต่างๆ กระดูกและกระดูกอ่อน เนื้อเยื่อไขมัน หลอดเลือดหลอดน้ำเหลือง รวมทั้งเป็นเม็ดเลือดต่างๆ  
          และในวันที่ 12 ของการปฎิสนธิ กลุ่มเซลล์ที่ฝังตัวอยู่กับเยื่อบุโพรงมดลูก ก็จะเริ่มพัฒนาไปเป็นรก โดยยื่นกลุ่มเซลล์คล้ายนิ้วมือ ชอนไชเข้าไปในเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกและมีเส้นเลือดของทารกตามเข้าไป ในขณะเดียวกันเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกของแม่ก็จะเจริญพัฒนาไปประกบกับเนื้อเยื่อทารกที่กำลังเจริญฝังตัวเข้าไป ฟอร์มเป็นเนื้อเยื่อรกซึ่งจะมีลักษณะพิเศษ เป็นเซลล์ที่มีการแบ่งตัวสูงมากและมีความสามารถในการสร้างฮอร์โมนหลายชนิดมาก   เช่นเดียวกับเซลล์รกของแม่ เซลล์เนื้อเยื่อรกของลูกจะเจริญฝังตัวเป็นกลุ่มหรือเป็นกระจุกๆ ติดๆ กัน โดยแต่ละกระจุกก็จะมีกลุ่มเส้นเลือดเจริญออกมาจากตัวทารก
          เมื่อทารกเจริญมากขึ้นๆ เส้นเลือดจากทารกก็จะยืดยาวออกเป็นสายสะดือ ต่อเข้าสู่แผ่นรกที่เจริญเติบโตเป็นเหมือนจานเนื้อเยื่อเกาะติดกับตัวมดลูก ภายใต้แผ่นจานเนื้อเยื่อรก (ของลูก) นี้จะเป็นที่ระบบเลือดของแม่มาโอบล้อมใกล้ชิดกับเซลล์เม็ดเลือดและน้ำเหลืองของทารก
          ในโครงสร้างของรกนั้น ธรรมชาติได้ออกแบบมาอย่างยอดเยี่ยม โดยเริ่มจากกลุ่มเซลล์ของทารกหรืออาจจะเรียกว่า สเต็มเซลล์ ที่เกาะอยูด้านติดกับเยื่อบุโพรงมดลูก พัฒนาไปเป็นเซลล์พิเศษที่มีความตื่นตัวสูง มีขนาดใหญ่ มีนิวเคลียส (หน่วยบัญชาการ) หลายหน่วย เรียกว่า ซินไซโต หรือ เซลล์รก (Syncytotrophoblast) แบ่งตัวเพิ่มจำนวนเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มก็จะมีเส้นเลือดซึ่งเจริญมาจากสเต็มเซลล์ในตำแหน่งนั้น แตกแขนงเข้ามาขดอยู่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการสัมผัส โดยแต่ละกลุ่มเส้นเลือดจะมีชั้นเซลล์รกบางๆ ไม่กี่ชั้นกั้นอยู่ แต่ละกระจุก (Cotyledon) ซึ่งในรกจะมี 15-25 กระจุก เปรียบเหมือนรกเป็นดังเตาขนมครก แต่ละหลุมคือกระจุกของเนื้อรก (Cotyledon)
          กระจุกของเนื้อรกจากทารกนี้จะถูกล้อมด้วยแอ่งเลือดที่เกิดจากเนื้อเยื่อโพรงมดลูก พัฒนาเป็นเนื้อเยื่อที่มีหลอดเลือดขยายใหญ่มาล้อมกระจุกเนื้อรก (Cotyledon) ทำให้เลือดทารกและเลือดแม่อยู่ใกล้ชิดกันมาก มีเนื้อเยื่อบางๆ ซึ่งเป็นเซลล์ชนิดพิเศษ ที่เรียกว่า โทรโฟบลาสติคเซลล์ (Trophoblastic Cell) ไม่กี่ชั้นกั้นเท่านั้น ทำให้มีการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและสารอาหารจากแม่ไปลูก และคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ และสารของเสียจากลูกไปสู่แม่
          ขณะเดียวกันก็เป็นการถ่ายของเสียจากทารกผ่านมายังระบบเลือดของแม่ในเวลาเดียวกัน ทั้งที่เป็นแก๊ส คือแก๊สคาร์บอนไดอ๊อกไชด์ (Carbondioxide) จากการเผาผลาญสารอาหารของทารก รวมทั้งของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญในรูปแบบของสารเคมีต่างๆ รวมทั้งของเสียที่ทารกขับถ่ายออกมา ทั้งปัสสวะ อุจจาระ ที่ขับออกมาอยู่ในน้ำคร่ำของทารก ซึ่งก็จะถูกดูดซึมและส่งมาขับถ่ายให้แม่ผ่านการทำงานของรก เป็นต้นแบบของระบบการถ่ายเทสารที่ในปัจจุบันนำมาใช้เป็นประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมและการแพทย์ จะเห็นว่ารกทำหน้าที่เป็นทั้งโรงครัวและโรงกำจัดของเสียให้กับทารก
          ไม่เท่านั้น รกยังทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนมากหลายชนิด รวมทั้งสารคัดหลั่งที่เกี่ยวกับระบบภูมิต้านทานของร่างกาย (Cytokines) โดยเซลล์โทรโฟบลาสติคเซลล์ (trophoblastic Cell) ซึ่งจะมีผลต่อ รังไข่  มดลูก ต่อมน้ำนม ต่อสรีระของทารก และต่อต่อมฮอร์โมนของแม่ ที่สำคัญและสร้างมาก ได้แก่ ฮอร์โมนเพศหญิงทั้ง 2 ชนิด คือ โปรเจสเตอโรน (Progesterone) เอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งจะช่วยทำให้มดลูกไม่บีบตัวจนกว่าจะครบเทอม และกระตุ้นต่อมน้ำนมในเต้านมคุณแม่ให้พร้อมสำหรับเป็นอาหารให้ทารกที่จะคลอดออกมา ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการสร้างและหลั่งน้ำนม โปแลคติน (Prolactin) อีกทั้งโกรธฮอร์โมน (Growth Hormone) ที่เป็นฮอร์โมนที่สำคัญในการเจริญติบโตของทารก
          นอกจากนี้ยังสร้างฮอร์โมนรีแล็กซิน  (Relaxin) ทำให้หลอดเลือดและมดลูกขยายคลายตัว ทำให้มีเลือดมาเลี้ยงทารกมากเพื่อการเจริญเติบโต รวมทั้งไปกระตุ้นการทำงานของต่อมฮอร์โมนในแม่ให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ เพราะทารกจะต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างจากแม่ ร่างกายคุณแม่จึงต้องทำงานหนักเป็นสองเท่า ก็ได้โกรธฮอร์โมนเป็นตัวเร่ง
          รกยังมีหน้าที่ที่สำคัญอันหนึ่งคือ สร้างสารที่จะต่อต้านการปฎิเสธคัพพะ โดยปกติของร่างกายมนุษย์นั้นจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่จะคอยปกป้องร่างกายไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เมื่อสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ระบบเม็ดเลือดขาวที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ซึ่งจะทำหน้าที่เหมือนทหารลาดตะเวนไปพบเข้าและเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีในร่างกาย ก็จะเข้าล้อมปล่อยสารเคมีเข้าทำลาย
          คัพพะหรือตัวอ่อนทารกเป็นเนื้อเยื่อที่ร่างกายคุณแม่ไม่มีมาก่อน (ครึ่งหนึ่ง) ถือได้เป็นสิ่งแปลกปลอมเหมือนการปลูกถ่ายอวัยวะมนุษย์ ร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาวมาทำลาย ต้องให้ยาต้านไว้ แต่ในการตั้งครรภ์ของมนุษย์ รกจะสร้างสารเคมีที่เรียกว่า นิวโรไคนิน บี (Neurokinin B ) ช่วยทำให้ขบวนการต่อต้านตัวอ่อนไม่เกิดขึ้น ทำให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปได้ ถ้าระบบนี้ไม่ทำงาน ก็อาจจะทำให้เกิดการแท้งได้
          รกแผ่นเท่าจานข้าวแต่ ทำหน้าที่ได้มหัศจรรย์อย่างยิ่ง รกผู้ยิ่งใหญ่!!

นพ.วีระ สุรเศรณีวงศ์

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนสิงหาคม-กันยายน 2561