หมวดหมู่บทความ คลินิคคุณแม่ คลินิคแม่และเด็ก

Search by tag : คลินิคคุณแม่, คลินิคแม่และเด็ก, น้ำประปาชงนมให้ลูกดีไหม


หนาวมา...พาเป็น “หวัด”
(1 vote)

วลาเราพูดถึงหวัด ส่วนใหญ่มักจะหมายถึงหวัดทั่วไปที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส แต่จริงๆ แล้วหวัดนั้นสามารถเกิดได้ทั้งจากเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส

            “หวัด” โรคที่ดูธรรมดา แต่ไม่ธรรมดานี้ ทำร้ายเด็กๆ มานักต่อนักแล้ว ฉะนั้นคุณแม่ไม่ควรไว้วางใจค่ะ ฉบับนี้คุณหมอน้ำเพชร รัชตภูษิต มาชวนพูดคุยเรื่องโรคหวัด และแยกแยะให้รู้จักหวัดชนิดต่างๆ ค่ะ

                “ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงอีกแล้วนะคะ นึกว่าจะหมดหนาวไปซะแล้ว ที่ไหนได้กลับมาหนาวอีกรอบ สำหรับเราอยู่ในเมืองคงรู้สึกดีใจที่ได้เจอกับอากาศหนาว แต่ยังมีคนอีกมากที่ไม่มีเสื้อผ้าหรือผ้าห่มพอกันหนาว นึกแล้วก็รู้สึกว่าในสังคมของเรายังมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่อีกมากมายเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นฐานะ การศึกษา โอกาสต่างๆในชีวิต แต่อย่างน้อยก็มีอย่างหนึ่งล่ะนะคะ ที่ทุกคนมีโอกาสเป็นเหมือนกันหมด นั่นคือการเจ็บป่วย ยิ่งช่วงอากาศแบบนี้ล่ะก็ ใครก็มีโอกาสจะเป็นหวัดได้ทั้งนั้นนะคะ ถ้าเป็นไข้หวัดธรรมดาก็ไม่เท่าไหร่  แต่ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่แล้วละก็ มีโอกาสนอนซม ต้องหยุดงานเป็นอาทิตย์ๆ เลยก็ได้นะคะ

                ...เวลาเราพูดถึงหวัด  ส่วนใหญ่มักจะหมายถึงหวัดทั่วไปที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส แต่จริงๆ แล้วหวัดนั้นสามารถเกิดได้ทั้งจากเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส ส่วนใหญ่แล้วช่วงแรกมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งล่องลอยอยู่ทั่วไปในอากาศก่อน ถ้าร่างกายแข็งแรง ดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนได้เพียงพอ ก็มักจะหายไปได้เองภายใน 3 - 5 วัน แต่ถ้าบังเอิญช่วงนั้น ร่างกายอ่อนแอ เครียด พักผ่อนน้อย ก็มีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ทำให้มีอาการหนักขึ้นได้ เช่น มีไข้สูง ไอ เจ็บคอมาก ซึ่งจำเป็นต้องให้การรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะ

                ...ต่างจากไข้หวัดใหญ่ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสเท่านั้น แต่มีอาการมาก อาการที่สำคัญคือ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวอย่างมาก โดยเฉพาะปวดเมื่อยบริเวณกล้ามเนื้อน่องทั้ง 2 ข้าง หมอเองเคยมีประสบการณ์เจอเด็กที่เป็นไข้หวัดใหญ่มาด้วยเรื่องปวดขามาก เดินไม่ได้ จนต้องทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการมากมาย เพื่อแยกจากโรคของกระดูกและกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ก็ยังมีอาการไอหรือมีน้ำมูกเล็กน้อย เบื่ออาหาร เลยยิ่งทำให้อ่อนเพลียมากขึ้น ถ้าเป็นเด็ก คุณพ่อคุณแม่ก็มักจะรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวล เพราะเห็นลูกเอาแต่นอนซม ระยะเวลาที่เป็นอยู่ที่ประมาณ 7 - 10 วันโดยเฉลี่ย ในคนปกติแข็งแรงดีคงไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กๆ คนแก่  คนที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง หอบหืด เบาหวาน อาจมีอาการแทรกซ้อนหนักหนาถึงแก่ชีวิตได้ แม้ปัจจุบันจะมีวิธีการวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการที่แม่นยำ แต่ก็ยังมีราคาแพง และที่สำคัญคือ ต้องใช้เวลานาน จนทำให้การรักษาล่าช้า ไม่ทันการได้ การรักษาส่วนใหญ่จึงเป็นการรักษาตามอาการแบบประคับประคอง จนกว่าจะฟื้นตัว จะให้ยาต้านไวรัสในรายที่อาการรุนแรงมากๆ เท่านั้น

                ...ถ้าพูดถึงไข้หวัดใหญ่แล้ว ไม่พูดถึงไข้หวัดนกด้วย ก็ดูจะขาดๆ ไปยังไงอยู่นะคะ เพราะเชื้อสาเหตุที่ทำให้เกิดสองโรคนี้เป็นกลุ่มเดียวกัน หรือเป็นเครือญาติกันนั่นเอง เพราะเป็นเชื้อในตระกูล Influenza A เหมือนกัน ต่างกันที่ไข้หวัดใหญ่มักเกิดจากชนิด H1 และ H3 ในขณะที่ไข้หวัดนกมักเกิดจากเชื้อ H5 และ H7 ซึ่งมีความรุนแรงกว่ากันมาก ดังนั้น อาการของสองโรคนี้จึงคล้ายๆ กัน แต่ก็เฉพาะในช่วงแรกเท่านั้น สำหรับไข้หวัดนก ผู้ป่วยจะอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วจนเสียชีวิตจากปอดอักเสบอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นอาการแทรกซ้อนที่สำคัญที่สุดของโรคนี้ เท่าที่ผ่านมา ในบ้านเรายังไม่มีผู้ป่วยรายไหนที่รอดชีวิตหลังจากได้รับการวินิจฉัยแล้ว แม้จะได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสแล้วก็ตาม

                ...ปัจจุบัน ในบรรดาหวัดทั้ง 3 อย่างนี้ มีก็แต่เพียงไข้หวัดใหญ่เท่านั้นที่มีวัคซีนป้องกัน แต่ก็มีข้อเสียคือต้องฉีดกันทุกปี ไม่เหมือนวัคซีนตัวอื่น ที่ปกติพอฉีดครบชุดไปแล้วก็ไม่ต้องฉีดอีก เพราะร่างกายเราจะสร้างภูมิคุ้มกันแล้วก็จำไว้ เหมือนฝึกทหารไว้ แล้วก็ปลดไปเป็นกองหนุน เวลาข้าศึกมาบุก (ซึ่งก็คือการที่ร่างกายเราได้รับเชื้อนั้นๆ เข้ามา) ก็สามารถเรียกมารบได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาฝึกอีก แต่เจ้าเชื้อไวรัส influenza ตัวนี้มีความสามารถพิเศษในการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเรื่อยๆ ทำให้ภูมิคุ้มกันของเราจำไม่ได้ว่าเป็นข้าศึก เลยไม่ได้ส่งกองกำลังออกมาปราบ เราจึงต้องซ้อมรบบ่อยๆ หรือฝึกทหารกันใหม่ทุกปี เพื่อให้รับมือกับข้าศึกหรือเชื้อโรคที่ปรับเปลี่ยนไปได้นั่นเอง

                ...ดังนั้น การฉีดวัคซีนในปัจจุบัน จึงพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มที่ถ้าติดเชื้อแล้วจะมีอาการหนักก่อน เช่น คนแก่และเด็ก คนที่มีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง เบาหวาน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น

                ...อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง โดยการกินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  และหลีกเลี่ยงการสัมผัสโรคเท่าที่จะทำได้ ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่ตลอดมาและตลอดไปนะคะ”

ขอขอบคุณ โรงพยาบาลปิยะเวท

พ.ญ.น้ำเพชร รัชตภูษิต
โทร. 0-2625-6500

Related items

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2561 ฉบับที่ 542