หมวดหมู่บทความ พบคุณหมอเด็ก จิตวิทยาลูกรัก

Search by tag : คลินิคคุณแม่, จิตวิทยาลูกรัก, กฎ 3 ข้อในการควบคุมลูกให้ได้ผล, พบคุณหมอเด็ก, ทำไมลูกชอบตื่นร้องกลางดึก


แก้ปัญหาการเรียนให้ลูก
(3 votes)

การรักษาปัญหาการเรียนในเด็กนั้น จะช่วยให้เด็กผ่านพ้นอุปสรรคที่เกิดขึ้น และสามารถเรียนรู้ พัฒนาตนได้ตามศักยภาพที่เด็กมี โดยไม่เกิดปัญหาแทรกซ้อนอื่นๆ

4.jpg

ขอปรึกษาคุณหมอหน่อยค่ะ ตอนนี้น้องส้มโออายุ 7 ปี 6 เดือน เรียนอยู่ชั้นป.2 ครูแจ้งว่าลูกไม่ค่อยสนใจเรียน คุยกับเพื่อน แกล้งเพื่อนตลอด หงุดหงิดง่าย และชอบเล่นส่งเสียงดัง จนต้องดุเขาแทบทุกวัน แต่ลูกก็ไม่ปรับตัวเลยค่ะ กลัวว่าโตกว่านี้จะมีผลต่อเขา กรณีนี้ถือว่าเขามีความผิดปกติหรือไม่คะ เป็นห่วงลูกมากค่ะ
“เด็กที่มีปัญหาการเรียนนั้น พบได้ทุกช่วงอายุค่ะ ประมาณได้คร่าวๆ ว่า เด็ก 1 ใน 10 คน มีปัญหาการเรียน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลย ดังนั้น ผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดเด็ก มีลูกมีหลานในวัยเรียน ไม่ว่าจะเรียนในระดับใด ควรสังเกตว่า เด็กมีปัญหาการเรียนหรือไม่ ถ้าสงสัยหรือไม่แน่ใจ ควรจะพาลูกหลานไปปรึกษากุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็ก ครู การศึกษาพิเศษ เพื่อขอคำแนะนำและให้ความช่วยเหลือต่อไป ส่วนสาเหตุของปัญหาการเรียนในเด็กว่าเกิดจากอะไร ทำไมเด็กถึงเรียนรู้ได้ไม่ดี เท่ากับเด็กวัยเดียวกัน แบ่งได้เป็น 2 ปัจจัยหลัก
...อย่างแรก ปัจจัยจากตัวเด็กเอง เช่น ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง เด็กจะเรียนรู้ได้ดี ก็ควรจะมีร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ ลองคิดดูว่า ถ้าเด็กมีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคหอบหืดชนิดรุนแรง โรคมะเร็งต่างๆ เด็กย่อมต้องขาดเรียนบ่อย เพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาล การเรียนที่ไม่ต่อเนื่อง อาจทำให้เด็กเบื่อหน่าย ท้อแท้ อาจกังวลกับภาวะโรคภัยของตัวเอง นอกจากนั้น ผลข้างเคียงจากการรักษา อาจส่งผลให้เด็กง่วงซึม ขาดสมาธิในการเรียน ผลของความเจ็บป่วย ก็จะทำให้เด็กไม่สามารถเรียนรู้ได้ตามศักยภาพแท้จริงที่มี”อยู่
...และสอง ภาวะการทำงานที่บกพร่องของสมอง ซึ่งสมองเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดในเรื่องพัฒนาการการเรียนรู้ของมนุษย์ ถ้ามีเหตุปัจจัยลบใดๆ มากระทบต่อการทำงานและการเจริญเติบโตของสมอง โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กที่สมองยังต้องมีการเจริญเติบโตและพัฒนาอย่างมหาศาล ย่อมทำให้เกิดการเรียนรู้ช้าหรือผิดปกติไป เช่น ภาวะปัญญาอ่อน ซึ่งภาวะนี้การทำงานตามหน้าที่ของสมองจะบกพร่อง ทำงานน้อยกว่าอายุจริงของเด็ก เช่น เด็กอายุ 7 ปี แต่มีอายุสมองเท่ากับ 5 ปี เด็กก็จะมีความสามารถหรือมีความฉลาดเทียบเท่ากับเด็กอายุ 5 ปี ไม่สามารถทำอะไรต่อมิอะไรได้ เท่ากับเด็กอายุ 7 ปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพูด ความเข้าใจภาษาพูด ภาษาท่าทาง การใช้มือทำงานในด้านต่างๆ การช่วยเหลือตัวเอง”
เคยอ่านพบเรื่องโรคซน สมาธิสั้นจากในหนังสือ กรณีของลูกเกี่ยวข้องกับโรคดังกล่าวหรือไม่ แต่เพื่อนดิฉันเคยบอกว่า บางทีลูกดิฉันอาจมีภาวะแอลดี ตรงนี้ขอคำอธิบายด้วยค่ะ
" ภาวะบกพร่องของกระบวนการเรียนรู้ ที่เรียกว่า Learning Disorders หรือที่เราเรียกกันว่าแอลดี เป็นความบกพร่องของทักษะการเรียนรู้เฉพาะด้าน เช่น ด้านการอ่าน การเขียน การสะกดคำ การคำนวณโดยที่ใช้สติปัญญาของเด็กปกติดี โดยเด็กอาจจะมีความผิดปกติเพียงด้านใดด้านหนึ่ง หรือมีหลายด้านร่วมกันก็ได้
...ซึ่งเด็กที่เป็นโรคนี้จะดูฉลาดเฉลียว พัฒนาการการเรียนรู้อะไรต่อมิอะไรช่วงวัยเด็กเล็กก่อนเข้าเรียนดูเหมือนเด็กปกติ แต่พอเริ่มเข้าโรงเรียนและเริ่มมีการเรียนหนังสืออย่างจริงจัง ซึ่งโดยทั่วไปก็น่าจะเป็นช่วงเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา เด็กก็จะเริ่มมีปัญหาเรื่องเรียน โดยเฉพาะในทักษะด้านที่เด็กมีความบกพร่อง เช่น เด็กเรียนชั้นประถมปีที่ 3 แล้ว แต่เด็กยังอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ หรือทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็นเท่าเด็กอื่นๆ ในวัยเดียวกัน ซึ่งถ้าผู้ปกครองไม่ทราบ ไม่เข้าใจว่าเด็กเป็นโรคนี้ อาจเข้าใจผิดว่าเด็กไม่ตั้งใจเรียน ขี้เกียจ มองเด็กในแง่ลบ ตรงนี้ก็จะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างผู้ใหญ่และเด็กได้ ทำให้เด็กเกิดความท้อแท้ เบื่อหน่ายการเรียน แล้วอาจจะเลิกเรียนกลางครัน ทำให้เสียโอกาสทางการศึกษาและโอกาสในการเรียนรู้ไปอย่างน่าเสียดาย
...ส่วนโรคซน สมาธิสั้นนั้น เกิดจากการทำงานบกพร่องของสมอง ทำให้เด็กมีอาการซน อยู่ไม่นิ่ง เคลื่อนไหวมาก ขาดสมาธิในการเรียน การทำงาน เด็กจะวอกแวกง่าย มีอาการหุนหันพลันแล่น วู่วาม มีความยากลำบากในการควบคุมตัวเองตามกาลเทศะ โดยเฉพาะในสถานที่ที่เด็กควรสำรวมกิริยา การเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น ในห้องเรียน ในห้องสอบ ซึ่งอาการซน สมาธิสั้นของเด็กนั้น มีอาการรุนแรงมากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน และส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กทั้งที่โรงเรียน ที่บ้าน และสถานที่ต่างๆ”
อีกเรื่องคือ ปกติเขาจะหงุดหงิดง่ายตั้งแต่เด็กๆ มีคนแนะนำว่าน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่ง เป็นความจริงมากน้อยแค่ไหนคะ แล้วแม่อย่างดิฉันจะช่วยเขาได้อย่างไร
“เด็กที่มีอารมณ์ดี สดชื่น แจ่มใส มีความมั่นคงของอารมณ์ ย่อมจะเรียนรู้ได้ดีค่ะ เด็กที่มีความสุข ไม่มีเรื่องกังวลใจ ก็จะมีสมาธิ ความจำ สามารถคิดวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมตามวัย
...ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก เช่น ครอบครัว อันประกอบไปด้วย คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ใหญ่ใกล้ชิด มีทัศนคติที่ดีและเหมาะสมในการส่งเสริมและสนับสนุนเด็กด้านการเรียน มีความคาดหวังผลการเรียนจากเด็กที่เป็นไปตามจริง ไม่คาดหวังหรือกดดันเด็กให้เรียนดีมากจนเกินไป หรือในทำนองตรงกันข้ามไม่สนใจในเรื่องการเรียนของเด็กเลย ปล่อยเด็กให้เรียนไปตามยถากรรม เด็กเรียนได้ดีก็ไม่ชมเชย ไม่ชื่นชมสนับสนุนให้เด็กรักเรียน แบบนี้เด็กก็จะขาดแรงจูงใจในการเรียนให้ประสบความสำเร็จ ผู้ใหญ่ควรมีการปลูกฝังเรื่องวินัย ความรับผิดชอบให้แก่เด็กในแง่ของการเรียน และการใช้ชีวิตประจำวัน สร้างแรงจูงใจให้เด็กใฝ่รู้ และให้โอกาสแก่เด็กในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม นอกจากนี้บรรยากาศและสภาพแวดล้อมในบ้านก็สำคัญ ควรเป็นไปอย่างอบอุ่นใกล้ชิด ไม่ควรมีการทะเลาะเบาะแว้ง การใช้ความรุนแรงในครอบครัว
...ในกรณีที่เด็กโตพอที่จะเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเขา เพื่อที่เด็กจะได้ให้การยอมรับและร่วมมือในการรักษา โดยมุ่งหวังว่าการรักษาปัญหาการเรียนในเด็กนั้น จะช่วยให้เด็กผ่านพ้นอุปสรรคที่เกิดขึ้น และสามารถเรียนรู้ พัฒนาตนได้ตามศักยภาพที่เด็กมี โดยไม่เกิดปัญหาแทรกซ้อนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาอารมณ์ พฤติกรรม การปรับตัว สัมพันธภาพกับผู้อื่นหรือถ้าเกิดปัญหาขึ้นแล้ว ก็พยายามให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุดแก่ตัวเด็กและครอบครัว
...อย่างไรก็ดี โรงเรียนควรมีมาตรฐานการเรียนการสอนที่เหมาะสม คุณครูมีวิธีการสอนที่สร้างแรงจูงใจให้เด็กสนใจเรียน บรรยากาศของโรงเรียนควรเอื้อต่อการเรียนรู้ ทักษะรอบด้านของเด็ก นอกจากนั้นแล้ว สัมพันธภาพของเด็กกับคุณครู หรือเด็กกับเพื่อนๆ วัยเดียวกันในชั้นเรียน ก็มีส่วนในการส่งเสริมให้เด็กชอบไปโรงเรียน มีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับคุณครูและเพื่อนๆ สิ่งเหล่านี้มีผลต่อการเรียนที่โรงเรียนของเด็กทั้งสิ้น”

แพทย์หญิงดวงรัตน์ วังเกล็ดแก้ว
กุมารแพทย์ ศูนย์พัฒนาการและการเรียนรู้

ขอขอบคุณ โรงพยาบาลปิยะเวท
โทร. 0-2625-6500

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนกุมภาพันธ์ 2563 - มีนาคม 2563 (ราย 2 เดือน) ฉบับที่ 552