หมวดหมู่บทความ Family Life ครอบครับสุขสันต์

Search by tag : Family Life, ครอบครับสุขสันต์, ลับคมความคิดด้วย “ทักษะการเขียน”


ลับคมความคิดด้วย “ทักษะการเขียน”
(6 votes)

นจำนวนมากมีความคิดว่า “ทักษะการเขียน” เป็นเรื่องที่ไกลตัวจากชีวิตประจำวันของคนธรรมดาสามัญทั่วไป โดยคิดว่าเป็นทักษะเฉพาะที่จำเป็นสำหรับบุคคลในบางแวดวงหรือบางอาชีพเท่านั้น เช่น นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่อยู่ในแวดวงวรรณกรรม นักเขียน นักประพันธ์ ฯลฯ

ความคิดเช่นนี้จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่เห็นความสำคัญในการพัฒนาทักษะด้านการเขียนของตนประกอบกับการมองว่าทักษะการเขียนเป็นเรื่องยาก ต้องคนที่มีพรสวรรค์เท่านั้นจึงทำได้  ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทักษะในด้านนี้ไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควรทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วทักษะการเขียนเป็นทักษะสำคัญในชีวิตประจำวันของทุกคนที่จำเป็นต้องหมั่นฝึกฝนเรียนรู้ให้เกิดความชำนาญไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงหรือสาขาอาชีพใดก็ตาม อาทิ

… สำหรับผู้ที่ทำงานในแวดวงธุรกิจหรือในองค์กรด้านต่างๆเช่น การเขียนแผนธุรกิจ การเขียนโครงการการแสดงวิสัยทัศน์ในการทำงาน

… สำหรับผู้ที่ทำงานในแวดวงวิชาการครู อาจารย์  เช่นการเขียนหนังสือตำรา ผลงานวิชาการ เอกสารประกอบการบรรยาย

… สำหรับผู้ที่ทำงานด้านสื่อสารมวลชนเช่น การเขียนบทพูด (script) รายการวิทยุโทรทัศน์ บทโฆษณา

… สำหรับการติดต่อสื่อสารและการประสานงานทั้งภายในและระหว่างองค์กรเช่น การเขียนจดหมาย การเขียนบันทึกการประชุมการเขียนรายงานผลการดำเนินงาน การเขียนเพื่อประเมินผลการทำงาน  การเขียน memo การเขียนคู่มือ

…สำหรับผู้ที่กำลังหางานหรือเตรียมตัวเข้าศึกษาต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น การเขียนจดหมายสมัครงาน ประวัติการทำงาน การเขียนเรียงความ (essay)แสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ

… สำหรับนักเรียนนักศึกษา เช่นการเขียนข้อสอบเชิงอัตนัยหรือเชิงบรรยาย  การเขียนรายงานเขียนวิทยานิพนธ์ 

…สาหรับบุคคลทั่วไปเช่น การเขียนไดอารี่ การเขียนจดหมายถึงเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง การเขียนจดหมายร้องทุกข์ การเขียนข้อความหรือบทความเพื่อแสดงความคิดเห็นไปยังสื่อหรือหน่วยงานต่างๆ 

ผู้ที่มีทักษะด้านการเขียนที่ดีจึงย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากกว่าไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการได้รับคัดเลือกเข้าทำงานโอกาสที่จะได้รับการส่งเสริมหรือการเลื่อนขั้นตำแหน่งงาน โอกาสในการได้รับทุนการศึกษาการวิจัย  เป็นต้น  นอกจากนี้ ผู้ที่หมั่นฝึกฝนและพัฒนาทักษะด้านนี้เป็นประจำยังสามารถสร้างอาชีพสร้างรายได้จากการเขียนด้วย อาทิ การพัฒนางานเขียนไปสู่แวดวงวรรณกรรมการเขียนหนังสือ เรื่องสั้น นวนิยาย บทความ ที่อาจนำเสนอจากประสบการณ์จริงในชีวิตรวมทั้งการนำเสนอแนวคิดใหม่ที่สร้างสรรค์อันก่อเกิดเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติในวงกว้างต่อไป  

จากงานวิจัยพบว่า การพัฒนาทักษะการเขียนนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยระยะเวลาช่วงกว้าง(wide range) ในการฝึกฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรเริ่มฝึกฝนตั้งแต่วัยเยาว์ แต่เรากลับพบว่าการพัฒนาทักษะการเขียนในเด็กไทยนั้นยังไม่ได้รับการส่งเสริมเท่าที่ควรระบบการศึกษาในโรงเรียนรวมทั้งหลักสูตรการเรียนการสอนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านนี้มากเท่าไรนักทั้งการออกข้อสอบที่เป็นแบบปรนัยมากกว่าอัตนัย รวมทั้งสัดส่วนจำนวนครูที่ไม่เพียงพอในการตรวจงานเขียนของเด็กที่มีจำนวนมากในแต่ละห้องเรียนได้อย่างมีคุณภาพ                 

ดังนั้น พ่อแม่จึงต้องสวมบทบาทเป็นครูในการฝึกฝนทักษะด้านการเขียนให้กับลูกด้วยตนเองโดยเริ่มจาก 

สร้างบรรยากาศ “การเขียนเป็นเรื่องใกล้ตัว”  ให้ลูกมีทัศนคติที่ดีต่อการเขียนว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากหรือไกลตัวแต่อย่างใดการเขียนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันเช่นเดียวกับการพูดคุยเพื่อการสื่อสารระหว่างกันโดยแทนที่พ่อแม่จะสื่อสารกับลูกโดยใช้การพูดคุยแต่เพียงอย่างเดียวพ่อแม่ควรใช้การเขียนเป็นอีกช่องทางในการสื่อสารกับลูกด้วยเช่นกัน อาทิ การเขียนโน้ตติดตู้เย็นเพื่อเตือนความจำลูกไม่ให้ลืมเรื่องสำคัญในวันนั้นเช่น อย่าลืมเอางานไปส่งครูที่โรงเรียน กับข้าวอยู่ในเตาไมโครเวฟ เป็นต้น  หรือการหมั่นสื่อสารบอกรักลูกด้วยการเขียนโน้ตหรือการ์ดเป็นประจำการเขียนอีเมล์ถึงกัน รวมทั้งการจัดหากระดานหรือไวท์บอร์ดติดไว้ประจำในแต่ละบ้านเพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสารด้วยการเขียนข้อความสื่อสารระหว่างกัน    

ฝึกฝนความคิดให้คมชัด “ทักษะการเขียน”แท้จริงแล้วเป็นความสามารถในการสื่อสารถ่ายทอดความรู้ ความคิดทัศนคติและความรู้สึกออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้อื่นได้เข้าใจตรงกับสิ่งที่เราต้องการที่จะสื่อออกไปนั่นเองดังนั้น หัวใจสำคัญของการเขียนจึงไม่ได้อยู่ที่การเขียนอย่างถูกหลักโครงสร้างไวยากรณ์สะกดคำได้ถูกต้อง หรือเขียนได้ตรงตามรูปแบบของงานเขียนประเภทต่างๆ เท่านั้นแต่ต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาผ่านกระบวนการทางความคิดอย่างเป็นระบบในลักษณะต่างๆเป็นสำคัญ อาทิ

ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Creative Thinking) สามารถหาประเด็นใหม่ๆ เพื่อมากำหนดหัวข้อที่น่าสนใจ…ความคิดเชิงวิเคราะห์ (AnalyticalThinking) สามารถวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแม่นยำ ในการสืบค้นข้อเท็จจริงสามารถตีความ จำแนกแยกแยะ และทำความเข้าใจข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อตอบคำถามและเชื่อมโยงความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลเกี่ยวกับประเด็นที่นำเสนอเพื่อให้ข้อเขียนมีเหตุผลหนักแน่นน่าเชื่อถือ…ความคิดเชิงมโนทัศน์ (Conceptual Thinking) มีความคิดรวบยอด ประสานข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่เกี่ยวกับเรื่องที่นำเสนอได้อย่างไม่ขัดแย้งโดยไม่คิดและไม่เขียนออกนอกประเด็น…ความคิดเชิงสังเคราะห์ความคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) สามารถวิพากษ์แนวคิดเดิมและเสนอแนวคิดใหม่ท้าทายและหาข้อโต้แย้ง (argument) ความคิด ข้อเสนอหรือหลักปฏิบัติเดิมได้ เพื่อเปิดแนวทางความคิดสู่ทางเลือกใหม่ …ความคิดเชิงประยุกต์ (ApplicativeThinking) สามารถประยุกต์ข้อเท็จจริงหรือแนวคิดใหม่ที่นำเสนอให้เข้ากับบริบทในขณะนั้นประยุกต์แนวคิดเชิงนามธรรมสู่รูปธรรมเพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปปฏิบัติจริงได้ตามวัตถุประสงค์ของการนำเสนอเป็นต้น   (Synthesis-typeThinking) สามารถรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาหลอมรวมภายใต้โครงร่างใหม่อย่างเหมาะสม…

โดยในทางปฏิบัติหากลูกยังเด็กไม่สามารถเขียนเองได้หรือไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเขียนอย่างไรพ่อแม่สามารถช่วยลูกฝึกฝนได้โดยเริ่มจากการให้ลูกเล่าเรื่องปากเปล่าจากข่าวสารบ้านเมืองเหตุการณ์ที่พบในแต่ละวัน  หนังสือที่ได้อ่าน  ฯลฯ  พร้อมคอยตั้งคำถามและช่วยจดเป็นคำพูดและอ่านออกเสียงให้ลูกฟังว่าสิ่งที่เขาเล่ามานั้นมีการวิเคราะห์สังเคราะห์และจับประเด็นได้ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่และค่อยฝึกฝนในขั้นต่อไปโดยให้ลูกเขียนสรุปออกมาด้วยตัวเอง

สนับสนุนและจูงใจให้ลูก“เขียน” พ่อแม่สามารถสนับสนุนการพัฒนาทักษะด้านการเขียนของลูกไม่เพียงแต่ในเรื่องอุปกรณ์อาทิ ปากกาดินสอ กระดาษ ไดอารี่หรือสมุดสีสันสดใสสวยงามน่าขีดเขียนเท่านั้นแต่ต้องจูงใจให้ลูกรักหรือชื่นชอบที่จะ “เขียน” ทั้งที่เป็นทางการและอย่างไม่เป็นทางการเช่น การเขียนโคลงกลอน เพลง เขียนการ์ตูน มุขตลก แต่งนิทาน ฯลฯ พร้อมทั้งเปิดเวทีให้ลูกได้แสดงผลงานของตนอาทิ มีบอร์ดแสดงผลงานที่บ้าน ส่งเสริมให้ลูกเขียนส่งเข้าประกวดในงานต่างๆ   นำผลงานเขียนของลูกไปใส่ในอินเตอร์เน็ตหรือเปิดBlog ให้ลูกนำเสนอผลงาน

นอกจากนี้พ่อแม่จำเป็นต้องฝึกลูกให้เป็นคนที่ช่างสังเกตชอบศึกษาค้นคว้า หาความรู้อยู่เสมอ  สนใจอ่านหนังสือทุกประเภทเป็นนักเก็บบันทึกประสบการณ์ เหตุการณ์ต่างๆ ที่น่าสนใจในชีวิตประจำวันเพื่อสั่งสมข้อมูลความรู้มาเป็นวัตถุดิบเพื่อใช้ในการเขียนให้มีความหลากหลายและสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น

ทักษะการเขียนเป็นทักษะที่พ่อแม่ควรฝึกฝนลูกตั้งแต่ในวัยเยาว์เพราะนอกจากเป็นใบเบิกทางสำคัญในการเปิดโอกาสสู่ความสำเร็จทั้งด้านการเรียนและหน้าที่การงานแล้วยังเป็นการฝึกฝนให้ลูกหลานของเราเติบโตขึ้นมาเป็นนักคิดที่มีคุณภาพของสังคมอีกด้วยดังประโยคที่ว่า “การเขียนทำให้เกิดความเฉียบคมทางความคิด” นั่นเองครับ

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์

อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ ,www.kriengsak.com


แทนที่พ่อแม่จะสื่อสารกับลูกโดยใช้การพูดคุยแต่เพียงอย่างเดียว พ่อแม่ควรใช้การเขียนเป็นอีกช่องทางในการสื่อสารกับลูกด้วย เช่น บอกรักลูกด้วยการเขียนโน้ตหรือการ์ดเป็นประจำ

 

Related items

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2562 (ราย 2 เดือน) ฉบับที่ 550