หมวดหมู่บทความ เทิร์นโปรคุณแม่มือใหม่ Step for Mom

Search by tag : เทิร์นโปรคุณแม่มือใหม่, Step for Mom, 4 ท่า 4 สเต็ป เฟิร์มหุ่นหลังคลอด


สอนลูกให้เก่ง ให้เจ๋ง ฉบับคุณแม่สุดเซ็กซี่
(2 votes)


            ไม่รู้ทำไมหลายๆ ตำราสอนเด็กที่ฮิตในสมัยนี้ มักจะออกแนวบอกสูตรเคล็ดลับต่างๆ เพื่อสร้างหนูน้อยให้เป็นอัจฉริยะ ไม่เว้นแม้แต่สื่อโฆษณาต่างๆ ก็มักใช้กลยุทธ์นี้เพื่อหลอกล่อขายสินค้า ถ้าบริโภคสินค้ายี้ห้อนี้ๆ ลูกคุณก็เป็นอัจฉริยะได้แล้ว  
ดังนั้น วันนี้ฟ้าใสอยากพักยกให้คุณแม่ช่วย Delete คำว่า “อัจฉริยะ” ทิ้งจาก Memory  ชั่วคราวค่ะ โดยมีเรื่องง่ายๆ สำหรับวิธีเตรียมความพร้อมแบบคุณแม่มือโปร เสริมอย่างไร...ให้ตรงจุด ทั้งปัจจัยภายนอก และภายใน  ลูกน้อยถึงจะมีทักษะแกร่งกล้ามากพอ กับการใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาดในสังคมวันข้างหน้าได้ค่ะ
เสริมให้ตรงจุด...ปัจจัยภายนอก
            ของเล่นสร้างชาติ
            ปัจจุบันของเล่นของเด็กไม่ใช่มีแค่ม้าก้านกล้วย หรือก้อนหิน ดินทรายเท่านั้น เหมือนในอดีต การปลุกฝังให้ลูกรู้จักเอาตัวรอดในสังคมที่การแข่งขันเดือดระอุในวันข้างหน้า ของเล่นก็มีส่วนอย่างมากที่จะเป็นกุศโลบายให้ลูกน้อยได้เรียนรู้สิ่งที่อยู่รอบตัวผ่านการเล่นนั่นเอง โดยขอย้ำอีกครั้งค่ะ ของเล่นที่ดีไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงเสมอไป  เครื่องใช้ วัสดุ ของเหลือใช้ต่างๆ ภายในบ้านสามารถนำมาประดิษฐ์ให้เหมาะกับวัยซนได้หมดจ้า
            พ่อแม่ของหนูดีที่สุดในจักรวาล
คุณแม่คุณแม่ มีบทบาทที่จะส่งเสริมให้ลูกน้อยมีพัฒนาการในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไอคิว (IQ) หรืออีคิว (EQ) ที่คุ้นเคยกันดี นอกจากนี้ก็ยังมี พีคิว (Play Quotient) และ ซีคิว (Creative Quotient) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผ่านจากกการเล่นต่าง ๆ ร่วมกับลูกน้อยนั่นเอง อาทิ การพูดคุยหยอกล้อเล่นกัน หรือการเล่นซ่อนหา การเล่นขี้ช้างจับตั๊กแตน เป็นต้น ข้อนี้ห้ามพลาดเลยนะจ๊ะ..ขอเตือน รีบปิดทีวีและมาเล่นกับลูกๆ ดีกว่าค่ะ สนุกมากมาย
             เสริมทั้งดนตรี และกีฬาให้ตรงจุด 
            หากจะกล่าวว่า ดนตรีเป็นสื่อของผู้มีอารมณ์ทางศิลปะ  ซึ่งหมายรวมถึงการแสดงออกทางจิตใจนั่นเอง  ส่วนกีฬาเป็นวิธีการสอนให้เรารู้ถึงความเป็นเพื่อนเพิ่มมากขึ้น และทำให้ร่างกายแข็งแรง การส่งเสริมให้ลูกรู้จักเล่นทั้งดนตรี และกีฬา มีผลต่อการพัฒนาสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก หรือระบบลิมบิก (Limbic System) ให้มีศักยภาพยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ได้ค่ะ
            เก็บออมไว้นะจ๊ะ ลูก ! โตขึ้นจะได้ไม่ลำบาก
            ลูกน้อยวัย 1 – 3 ปี เป็นวัยเริ่มรู้จักกับเงินแล้วค่ะ แต่ก็ไม่รู้ว่า เงินมีหน้าอย่างไรได้ชัดเจน คุณแม่อาจสอนแค่ให้รู้ว่า เงินเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนสิ่งของที่มีประโยชน์ต่อตัวเขา ตราบจนวัย 4 – 6 ปี วัยที่เขาเริ่มรู้จักตัวเลขมากขึ้น ควรสอนให้รู้จักวางแผนจัดการกับเงินอย่างมีคุณค่า อาทิ ให้เงินลูกไปโรงเรียน คุณแม่อาจถามว่า เขาจะใช้ซื้ออะไร และจะเหลือเท่าไหร่ ไว้ใส่กระปุกออมสิน โดยชี้แนะให้เห็นข้อดีของการออมว่าเป็นเช่นไรอยู่บ่อยๆ

เสริมให้ตรงจุด...ปัจจัยภายใน
                ขวัญและกำลังใจให้น้อยๆ แต่สม่ำเสมอ
                คำว่า “อย่า” หรือ “ห้าม” อย่าใช้พร่ำเพรื่อไม่สมเหตุสมผล เพราะจากการศึกษาพบว่า ถ้าเด็กทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และกำลังสนุกอยู่นั้น และพ่อแม่เกิดห้าม เขาก็จะทำในสิ่งตรงกันข้ามทันที เพราะอยากท้าทาย อยากรู้ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรใช้คำว่า “ทำอย่างนี้” หรือ “ทำอย่างนั้น” แล้วจะเกิดอะไรตามมา อธิบายให้เขาฟังด้วยเหตุผล ด้วยถ้อยคำไพเราะ อ่อนหวาน และชมเชยทุกครั้ง เมื่อเขาทำตามคำสั่งเราจะดีกว่า

           ประชาธิปไตยในบ้าน
                เป็นการส่งเสริมให้เด็กรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองค่ะ อย่างแรกควรเปิดโอกาสให้ลูกน้อยได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเกรงกลัวว่า จะถูกดุ แต่ก็ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยจนถึงขั้นพูดจาก้าวร้าว หยาบคาย ไม่สนใจความรู้สึกของผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ควรเริ่มต้นสอนจากเรื่องง่ายๆ จากในชีวิตประจำวัน
                 เทคนิคเล่านิทาน
                เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งค่ะ มีส่วนเสริมสร้างกำลังใจให้กับเด็ก เมื่อต้องพบเจอกับอุปสรรค แล้วทำให้เด็กรู้จักมีความพยายาม ผ่านการเล่านิทานที่เขาชอบอย่างแยบยล เช่น คุณแม่เล่านิทานกระต่ายกับเต่า อาจสอนเขาให้มีความพยายามแบบเต่านะ เพราะเต่านั้นถึงแม้จะวิ่งแข่งสู้เจ้ากระต่ายไม่ได้ แต่ก็ยังสู้ในที่สุดก็ชนะมาได้ แสดงให้เห็นว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”
                รักกันนะ จุ๊บๆ
                บ้านมีลูกหลายๆ คน การให้ความรักแก่ลูกต้องเท่าเทียมกัน ไม่สร้างปัญหาที่ทำให้ลูกๆ เกิดความรู้สึกว่า รักลูกไม่เท่ากัน เช่น เจ้าตัวเล็กและตัวใหญ่ ทะเลาะหรือแย่งของเล่นกัน ผู้ใหญ่หลายคน มักให้คนพี่ยอมเสียสละเพื่อน้อง การทำอย่านี้พี่จะรู้สึกว่า พ่อแม่เข้าข้างน้อง ไม่รักเขา ทางที่ดีควรสอนว่า ถ้าหนูทำอย่างนี้กันอีก พ่อกับแม่ไม่ชอบนะ ถ้าเห็นอีก พ่อกับแม่ก็จะออกจากบ้าน เมื่อลูกๆ เห็นพ่อแม่จะออกจากบ้าน ลูกๆ ก็จะเลิกแย่งของหรือเลิกทะเลาะกันค่ะ

ฌอง เปียเจต์ (Jean Piaget) นักจิตวิทยาชาวสวิสฯ ผู้มีชื่อเสียงมากเกี่ยวกับทฤษฎีการพัฒนาการเชาวน์ปัญญาของเด็ก มีความคิดเห็นว่า เด็ก ๆ ไม่ใช่ท่อที่ว่างเปล่า ที่ผู้ใหญ่จะเทข้อมูล และความรู้ต่างๆ เข้าไป แต่เด็กจะสร้างความรู้ขึ้นในสมองของเขาเอง จากการเอาข้อมูลจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ไปสร้างจินตนาการในโลกภายในแล้วแสดงกลับออกมาสู่โลกภายนอกอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นครู รวมถึงพ่อแม่ จึงไม่ใช่ผู้ใส่ความรู้ให้เด็ก แต่เป็นผู้ช่วยให้เด็กสร้างความรู้ขึ้นจากตัวของเขาเอง



แสดงแบบโดย : น้องกัณย์สิณี ประเสริฐศักดิ์ (น้องยูกิ)  และคุณแม่เจี๊ยบ-ณัชชารีย์
เรื่อง : ฟ้าใส

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนกุมภาพันธ์ 2563 - มีนาคม 2563 (ราย 2 เดือน) ฉบับที่ 552