หมวดหมู่บทความ Talks Man of the Month

Search by tag : Talks, Man of the mouth, สุรัตน์ บัณฑิตลักษณะ...นักพัฒนาซอฟแวร์อนาคตไกล


เด็กชายขายถั่วคั่ว...สู่นักธุรกิจเรียลเอสเตท
(1 vote)

“ชีวิตนี้ผมคงไม่เกษียณ ทำงานไปเรื่อยๆ ไม่อย่างนั้นเฉาตาย...ทำไปจนกว่าตาจะปิดนั่นแหละ”
บ่ายคล้อยของวันศุกร์เรามีนัดสำคัญค่ะ จุดหมายของเราวันนี้อยู่ที่อาคารอมตะ ชั้นบนสุดของอาคารไม่เชื่อเลยค่ะว่าจะร่มรื่นไปด้วยต้นไม้และมีกลิ่นไอของความเป็นไทยผสมผสานอยู่กับตัวบ้านทรงไทยที่ได้รับการตกแต่งอย่างมีสไตล์บอกถึงรสนิยมของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี เค้าคือเจ้าของผลงานเขียน ผมจะเป็นคนดี, มองโลกแบบวิกรม, มองซีอีโอโลก และรายการหมุนตามโลกกับวิกรม ออกอากาศทาง ททบ. 5คุณวิกรม กรมดิษฐ์ เป็นนักธุรกิจและเศรษฐีระดับแถวหน้าของเมืองไทยซึ่งผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เจ้าของโครงการ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร เริ่มต้นก่อร่างสร้างตัวจนเป็นเจ้าของอาณาจักร อมตะ นิคมอุตสาหกรรมที่เติบโตยิ่งใหญ่ พร้อมทั้งมีบริษัทในเครืออมตะอีกหลายแห่ง รวมถึงที่อยู่ในเวียดนามด้วย และครองสัดส่วนการตลาดมากกว่า 50% ของนิคมอุตสาหกรรมทั้งประเทศ จากเด็กชายขายถั่วคั่วกลายมาเป็นมหาเศรษฐีหลายร้อยล้าน มีเรื่องราวต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นในชีวิตของเค้า วิธีคิดและเป้าหมายต่างหากที่ทำให้เขาพลิกชะตาชีวิตของตัวเองให้มีวันนี้ได้ มุมมองความคิดของเขาน่าสนใจทีเดียว ไปติดตามกันได้เลยค่ะ
แบบนี้ที่ผมเป็น
“การเลี้ยงดูเป็นแบบครอบครัวคนจีนทั่วไป ที่พ่อแม่ปลูกฝังค่านิยมเรื่องการทำงานหนักให้มีความรับผิดชอบมาก มีความอบอุ่นในวัยเด็กตามอัตภาพ เพราะภาพที่เติบโตมาจะเป็นภาพของการทำงานมาโดยตลอด โดยเฉพาะการที่ผมเป็นพี่คนโตด้วยแล้ว ต้องรับผิดชอบมาก ตื่นแต่เช้าไปซื้อกับข้าวมาให้พี่เลี้ยงทำอาหาร ช่วยจัดแจงเปิดร้าน ตอนนั้นที่บ้านค้าขาย แม่ขายปลาทูเค็มในตลาด ส่วนที่บ้านริมถนนแสงชูโตก็ขาย – รับซื้อของป่า แล้วบรรจุกระสอบเอาเข้ามาขายในกรุงเทพฯ มีคนรุ่นปู่ ย่า อยู่ในบ้านตั้งแต่เด็กๆ เป็นครอบครัวใหญ่ เพราะลุงป้า น้าอา พี่น้องทั้งฝั่งพ่อ – แม่ ก็ไปมาหาสู่กันตลอด อยู่ใกล้ป้า (พี่สาวของพ่อ) ทำให้ได้มีธุรกิจขายถั่วคั่วของตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย ถูกปลูกฝังความเป็น “เถ้าแก่” แบบไม่รู้ตัว สอนให้ประหยัด มัธยัสถ์ รู้จักใช้ของ ไม่ฟุ่มเฟือย อันนี้ได้มาจากแม่มากๆ ติดเป็นนิสัยจนถึงทุกวันนี้ รู้จักคุณค่าของเงิน ผมเป็นคนมีความสุขกับการอยู่กับเงินๆ ทองๆ ตั้งแต่เด็กแล้ว ก่อนนอนจะเอาเหรียญสตางค์ออกมานับ เต็มแล้วก็เอาไปฝากธนาคาร ชอบ “เงิน” มาก เป็นเด็กไม่เคยขี้เกียจเลย ทำแต่งาน ว่างไม่ได้ ถ้าพอมีเวลาบ้างก็ไปหาหน่อไม้ มาให้ป้าทำขนม เล่นตามประสาเด็กกับเพื่อนๆ แต่ไม่บ่อยนัก เพราะงานบ้านเยอะ ทำให้ผมกลายเป็นคนมี “ความรับผิดชอบ” สูงเกินวัย จะไม่ดีก็ตรงที่ว่าทำงานหนักไปหน่อย แต่พอไปเรียนต่อที่ไต้หวันแล้วน้องๆ ก็รับช่วงต่อกันไป ชีวิตกับการทำงานจึงเป็นเรื่องเดียวกันมาตลอดครับ
…ผมเป็นคนจริงจัง แต่เดิมอารมณ์ร้อน โมโหร้าย ตรงนี้คงได้มาจากพ่อเยอะ แต่พอโตขึ้นเราก็ต้องเปลี่ยน ปรับไปตามสภาพแวดล้อม รู้ว่าโมโหร้ายนั้นไม่ดีแน่ๆ เป็นพี่คนโตด้วย อาจมีบุคคลิกเป็นคน “เผด็จการ” บ้าง เพราะคนจีนนั้นลูกผู้ชายคนโตน้องๆ จะให้ความเคารพเหมือนกับ “พ่อ” คนหนึ่งเลยทีเดียว ตรงนี้มันเลยทำให้ผมต้องระมัดระวังการวางตัว ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีแก่น้องๆ ผมเป็นคนที่พูดคำไหนคำนั้น มีความทะเยอทะยานสูง ไม่ค่อยฝันอะไรเล็กๆ ประเภท “เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ” (หัวเราะ) แต่ก็ยอมรับนะเวลาเราทำอะไรไม่ดี พร้อมปรับเปลี่ยน ไม่ใช่คนดันทุรัง คนทำธุรกิจต้องไว... ผมเป็นแบบนั้น มีลูกล่อลูกชน และยอมรับว่าเราไม่ได้ดีไปหมดเสียทุกเรื่อง แต่ตอนนี้พยายาม “คิดดี ทำดี” เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมครับ”
เด็กชายขายถั่วคั่วมาสู่นิคมอุตสาหกรรม
“ผมเริ่มทำธุรกิจตั้งแต่อายุ 5 ขวบ คือธุรกิจถั่วคั่วเพราะอยากมีเงินเป็นของตัวเองจะซื้อขนมอะไรก็ทำได้ แต่พออายุ 8 ขวบก็ตกกระไดพลอยโจนเพราะป้าต้องไปอยู่กรุงเทพป้าเลยยกกิจการให้ที่ทำได้เพราะมีย่าคอยสนับสนุน ช่วยเหลืออยู่ เวลาผมไปโรงเรียนย่าก็จะดูแลร้านแทน สนุกดี มีสตางค์ใช้เองตั้งแต่เด็ก ทำให้เราเห็นคุณค่าของเงินไม่สุรุ่ยสุร่าย
...ส่วนการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมนั้นคงเป็นเพราะเห็น “โอกาส” ในการพัฒนา – ทำธุรกิจนี้ เพราะตั้งแต่เรียนที่ต่างประเทศแล้วก็มีความตั้งใจที่อยากจะกลับมาทำอะไรเพื่อบ้านเกิดเมืองนอน ไม่อย่างนั้นคงไปเรียนต่อที่แคนาดา แล้วไม่ได้กลับมาอยู่หรอก ตอนนั้นก็สองจิตสองใจ เริ่มทำธุรกิจค้าปลากระป๋อง (ส่งออกก่อน) เป็นบริษัทเทรดดิ้ง ก่อนที่จะมองเห็นลู่ทางของการพัฒนาทิ่นเพื่อทำเป็นนิคมอุตสาหกรรม พอเริ่มเห็นช่องทาง –โอกาสก็เปิดบริษัท บางปะกง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด กับหุ้นส่วนแล้วขยายงานมาเรื่อยๆ ครับ”
ไม่ขอยอมแพ้กับปัญหา
“ถ้าพูดถึงปัญหามีมากมาย อยากให้รออ่านใน “ผมจะเป็นคนดี” ภาคธุรกิจ ซึ่งจะออกสู่ตลาดช่วงงานสัปดาห์หนังสือเดือนตุลาคมนี้ เพราะกว่าจะประสบความสำเร็จในระดับนี้มาได้ ผมก็ต้องผ่านอะไรมามากมายพอสมควรในระดับหนึ่งแน่นอน เป็นการสะสมประสบการณ์ด้วยการแปรเปลี่ยนอุปสรรคมาเป็น “พลัง” คุณลองไปถามนักธุรกิจคนอื่นๆ ที่เขามีชื่อเสียงหรือประสบความสำเร็จก็ได้ ล้วนต้องเจอ “โจทย์” ในชีวิตยากๆ ทั้งนั้น คนไม่เคยผ่านอะไรมาก็ทำอะไรไม่เป็นน่ะสิ ปัญหามีต้องแก้ไขทุกวันอยู่แล้ว แต่เราต้องใช้ “ปัญญา” ในการแก้ไข ผมไม่ใช่คนล้มเลิกอะไรง่ายๆ แต่ไม่ดันทุรัง วางเป้าหมายแล้วไปให้ถึง ช้าเร็ว ไม่สำคัญหรอก ขอให้มีความตั้งใจจริงครับ”
…และในการบริหารองค์กรผมใช้หลักการ Put the right man into the right job, give them authorities and follow up ตรงนี้ช่วยได้มาก เพราะการทำงานช่วงที่ผ่านมา ผมทำงานเป็น “ทีม” ผมมีหน้าที่เป็น “กัปตัน” ช่วยแก้ปัญหา วางแผน ช่วยคิด งานนั้นเราทำคนเดียวไม่ได้หรอก ผมไม่ใช่ “เถ้าแก่” เราต้องให้กำลังใจสนับสนุนคนดีให้ได้มีโอกาสทำอะไรที่ท้าทาย แต่ถ้าเรามองไม่เห็นความสามารถของคนที่ทำงานด้วยก็จบนะ ต้องคิดถึงใจเขาใจเรา เราอยากได้อย่างไร คนอื่นๆ เขาก็อยากได้อย่างนั้น อย่างมีเหตุผลและยุติธรรม ไม่ลำเอียง ไม่อย่างนั้นปกครองคนหมู่มากไม่ได้ครับ”

กับความสำเร็จในวันนี้
“ผมประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง อาจไม่มาก หรือน้อย ตรงนี้คงไม่มีมาตรวัด แต่ถ้าถามผมว่า ผมพอใจไหม ? กับสิ่งที่มีอยู่ทุกวันนี้ คำตอบคือ “พอใจ” แต่วันนี้ต้องดีกว่าเมื่อวานนี้ และวันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผมเป็นคนที่ชอบเห็นอะไรมันดีขึ้น ไม่ใช่เลวลง เราต้องทำสิ่งดีๆ ให้แก่ตัวเองและสังคม ด้านครอบครัวผมมีแต่น้องๆ หลานๆ ผมอาจโชคดีที่ผมรู้จัก “ตัวตน” ของตัวเองว่าต้องการอะไร การผ่านการแต่งงานทำให้ผมมีบทเรียนและผมรู้ว่าต้องการมันอีกหรือเปล่า ทุกวันนี้ผมทุ่มเทให้กับการเขียนหนังสือ การทำงานทั้งองค์กรอมตะ และมูลนิธิอมตะ การวางรากฐานทางความคิด ตรงนี้สำคัญกับผมมาก เพราะผมอยากเห็นองค์กรอมตะ เติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้อง อย่างยั่งยืน เพราะเมื่อผมตายไปแล้ว สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่จะเป็น “อมตะ”
…ธุรกิจของผมใน บมจ. อมตะ คอร์ปฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีอัตราการเติบโตที่ เรามีแผนการขยายงานโดยมีเจ้าหน้าที่ ผู้บริหารรับผิดชอบ ในส่วนพัฒนาธุรกิจใหม่ (New Business Development) และส่วนที่เกี่ยวกับโครงการสร้างเมืองมหาวิทยาลัย และอีกหลายๆ โครงการ แต่ปัจจุบันผมไม่ได้เกี่ยวข้องมากนักในเรื่องของการปฏิบัติการรายวัน (Daily operation) ผมทำหน้าที่เป็น ผู้วางแผน ผู้ช่วยแก้ปัญหาแบบ Think Tank มากกว่า เพราะทุกวันนี้อยู่เขาใหญ่ เขียนหนังสือ เป็นจุดมุ่งที่ผมตั้งใจทำงานด้านข้อมูลเพื่อแก้ที่ “รากฐาน” เกี่ยวกับการให้การศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพของคนในสังคมมากกว่า ธุรกิจของผมตอนนี้อยู่ตัวแล้ว เมื่อผมทำให้บริษัทฯ ได้กำไร ผู้ถือหุ้นพอใจ ในอัตราผลตอบแทน (เงินปันผล) เจ้าหน้าที่ พนักงานมีผลตอบแทนที่ มีโบนัส ในระดับที่เขาพออยู่ได้ มีชีวิตที่มั่นคง ผมก็พึงพอใจแล้ว การเติบโตด้านธุรกิจมันเป็นไปตามสภาพของการขยายของเมืองจำนวนโรงงาน, พนักงานที่ทำงานครับ”
ปรารถนาชีวิตที่เรียบง่าย
“ในส่วนตัวอย่างที่บอก ผมพึงพอใจกับการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ใช่ดัดจริต ว่าจะต้องเกษียณตัวเองเมื่ออายุเท่านั้นเท่านี้ ผมไม่ได้หยุดทำงาน แต่ผมไม่ได้อยากทำงาน หรือดำรงชีวิตแบบ “เถ้าแก่” ทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา ผมต้องการมีความสุขกับการใช้ชีวิตตามแบบที่ผมต้องการ โดยไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร มันเป็น “วิถี” ชีวิตที่ผมเลือก บางคนอาจมองว่าผมแปลก แต่ผมก็ไม่ได้ละทิ้งสังคมเสียทีเดียว ผมยังคงกลับมาประชุมกับเจ้าหน้าที่ ทำในสิ่งที่ “ต้องทำ” แต่เมื่อผมกลับไปบ้านที่เขาใหญ่ ผมก็ทำงานส่วนตัว ผมแบ่งเวลา เพราะผมรู้ว่าผมต้องการจะทำอะไร
…ผมว่า “พลัง” อยู่ที่ “ความคิด” ผมมีความคิดที่ตั้งใจจะทำสิ่งที่ดีๆ ให้กับสังคม แค่นี้ก็เป็น “แรงผลักดัน” ที่ก่อให้เกิดพลังอย่างมหาศาล ผมเป็นคนที่ไม่ท้อถอย ไม่ล้มเลิก แต่จะค่อยๆ ทำมากกว่า คุณก็รู้ว่า “กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว”

“ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 นั้นแย่ครับ เป็นหนี้เยอะมาก กว่าจะหลุดออกมาได้ก็แทบตาย นอนไม่หลับแต่ละคืนมองไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์เลย”


สบายๆ สไตล์ วิกรม กรมดิษฐ์

เกิด : 15 เมษายน 2496สถานภาพ : โสด
การศึกษา : ปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล
ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาวิชาการบริหารทั่วไป) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ความฝัน : ผมอยากเป็นนักบินนะ เพราะตอนนั้นดูภาพยนตร์เรื่อง “633 เที่ยวบินมัจจุราช” ดูแล้วอยากบินได้ทันที เป็นความฝังใจแบบเด็กๆ
วันว่างแสนสบาย : ชอบขับรถสปอร์ต
ของสะสมสุดหวง : รถยนต์ รถจักรยานยนต์ มีประมาณ 8 คัน เช่น เฟอร์รารี่, ลัมโบร์กินี, พอร์ช เคย์แมน, พอร์ช คาเยน (4 WD), รถโบราณ,ดาบ –ซามูไรญี่ปุ่น, และนาฬิกาเก่า
วีรกรรมสุดแสบ : ตั้งแต่อายุ 12 ขวบ แอบหนีไปสักยันต์ ลายพร้อยไปทั้งตัว

เรื่อง รมณ กระวี
ภาพ พี่ไม้

ความเห็น (1)Add Comment
0
somying pupul
ธันวาคม 25, 2011
124.121.47.207
Votes: +0
...

สนใจในธุรกิจและอยา

เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก ฉบับที่ 544 ประจำเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2561