หมวดหมู่บทความ Talks มากหมอ(ไม่)มากความ

Search by tag : Talks, มากหมอ(ไม่)มากความ, นายแพทย์สมสิทธิ์ ตันสุภสวัสดิกุล คุณหมอพ่อพระแห่งบำราศนราดูร


เอดส์ เซ็กส์เสี่ยง ระลอกใหม่!!
(1 vote)

ศาสตราจารยนายแพทย์ ดร.ประพันธ์ ภานุภาค

          คงไม่ต้องเกริ่นว่าโรคเอดส์คืออะไร หรือมีความร้ายกาจเพียงไร เพราะเป็นเรื่องที่คุยกันมานานแล้ว แต่ถึงนานเพียงไร สถานการณ์โรคเอดส์ในประเทศไทยก็ยังไม่น่าไว้วางใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยรุ่น ลูกหลานของเรา ซึ่งพบว่ามีผู้ป่วยเอดส์วัยรุ่นมากขึ้น จากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันตั้งแต่วัยเรียน
ฉบับนี้เราจึงเดินทางมาพูดคุยกับ ศาสตราจารย์นายแพทย์ ดร.ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ซึ่งสถานที่สัมภาษณ์ เป็นที่ตั้งเดียวกับคลินิกนิรนามแห่งแรกในประเทศไทย รอท่านออกตรวจสักพัก จึงได้พูดคุยกันในห้องทำงาน สำหรับประวัติของท่าน คุณหมอเกิดที่ย่านบางลำภู เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ เป็นลูกคนโตจากพี่น้องสี่คน ถึงแม้ครอบครัวของคุณหมอทำกงสี ค้าขายทอง แต่ด้วยเป็นครอบครัวใหญ่ คุณพ่อจึงประกอบอาชีพครูสอนหนังสือ และทำงานธนาคารหาเลี้ยงครอบครัวในเวลาต่อมา ก่อนเสียชีวิตเมื่อคุณหมอเรียนอยู่ชั้นม.6
ด้านการศึกษา คุณหมอเริ่มต้นการศึกษาชั้นประถมที่โรงเรียนสอนภาษาจีน และเรียนต่อมัธยมต้นที่โรงเรียนสาทรวิทยาของสมาคมพาณิชย์จีนแห่งประเทศไทย และต่อชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จากนั้นจึงสอบเทียบข้ามม.8 และเอนทรานซ์ติดที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้เวลาเรียนสองปี จึงข้ามฟากเรียนต่อคณะแพทย์อีกสี่ปี จนจบ ซึ่งคุณหมอสามารถสอบได้ที่สองของคณะ จึงมีสิทธิได้รับเลือกสัมภาษณ์ชิงทุนมูลนิธิอานันทมหิดล และด้วยคำแนะนำของอาจารย์ท่านหนึ่ง นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักวิจัย
“ท่านแนะนำให้ผมไปเรียนวิชาภูมิคุ้มกันวิทยา เพราะเป็นสาขาค่อนข้างใหม่ในสมัยนั้น ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ความรู้ทางการแพทย์ต่างๆ ได้อีกเยอะ ผมจึงตัดสินใจไปเรียนปริญญาเอกทางด้านภูมิคุ้มกันวิทยาที่มหาวิทยาลัยโคโรลาโด้ อเมริกา (สมัยนั้นไม่ต้องเรียนปริญญาโท) เรียนสามปีครึ่งจบ ก็ขออนุญาตทางมูลนิธิฯ ไปเรียนทางด้านรักษาคนไข้บ้าง เพื่อเอาความรู้ทางด้านภูมิคุ้มกันมาใช้ประโยชน์ เลยเลือกทางด้านอายุรกรรม เลยเรียนต่ออีกสองปี
…จากนั้นเมื่อกลับมาเมืองไทย ก็ได้บรรจุเป็นอาจารย์คณะแพทย์จุฬาฯ อยู่ในภาควิชาจุลยวิทยา ทำหน้าที่สอนหนังสือนักเรียน และทำแล็ปวิจัย ขณะเดียวกัน ก็อยู่ที่อายุรศาสตร์ด้วย เป็นหัวหน้าหน่วย ดูแลคนไข้ ก็ทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน”

เอดส์เข้าเมืองไทยแล้ว!!
“ตอนนั้นผมอยู่ที่ภาควิชาอายุรศาตสร์ ก็มีคนไข้คนหนึ่งถูกส่งมาจากแพทย์ผิวหนังท่านหนึ่ง ให้ผมดูว่าภูมิคุ้มกันของคนไข้ปกติหรือเปล่า เพราะตรวจพบว่ามีการติดเชื้อราที่ผิวหนังซ้ำๆ หลายครั้ง ผมจึงตรวจวัดภูมิคุ้มกันของคนไข้ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งผลการทดสอบพบว่า ภูมิคุ้มกันของคนนี้ต่างจากปกติ แต่ตอนนั้นยังวินิจฉัยไม่ได้แน่ชัด เพราะโรคเอดส์ยังไม่เข้ามาเมืองไทย ยังไม่รู้จักกัน จนเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1985 คนไข้คนนี้ก็ป่วยรุนแรงด้วยปอดอักเสบจากเชื้อพยาธิตัวหนึ่ง ซึ่งผมก็ตรวจสอบข้อมูลก็พบว่า เหมือนกับโรคเอดส์ที่พูดกันที่อเมริกาในช่วงนั้น ผมจึงวินิจฉัยว่าน่าจะเกิดเกิดจากเชื้อโรคตัวนี้ล่ะที่ทำให้ภูมิคุ้มกันของคนไข้ต่ำลงกว่าเดิม ซึ่งสมัยนั้นยังไม่ชุดทดสอบเอดส์ ผมก็วินิจฉัยด้วยอาการของคนไข้ และด้วยประวัติว่าเขาเป็นเกย์ ซึ่งเป็นข้อมูลเดียวกับที่อเมริกา
...เดือนเดียวกันนี้เอง ก็มีคนไข้อีกคนถูกส่งมาจากโรงพยาบาลตำรวจ โดยคนไข้คนนนี้มีเชื้อราในสมอง ในต่อมน้ำเหลือง ในปอด ก็ถูกส่งมาให้ตรวจหาสาเหตุว่าทำไมภูมิคุ้มกันของเขาถึงต่ำ ก็พบว่าเขาเป็นชายขายบริการให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศ ก็เจออย่างเดียวกันสองราย เราก็เก็บเลือดไว้ จนชุดทดสอบเอดส์เข้ามาเมืองไทย จึงยืนยันได้ว่าทั้งสองคนมีเชื้อเอดส์ ถือเป็นสองรายแรกที่ทำให้ผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับโรคเอดส์
...ตอนนั้นก็มีหนังสือพิมพ์มาถาม เลยให้สัมภาษณ์ว่าเอดส์มาถึงเมืองไทยแล้วนะ ประเทศไทยก็เลยเริ่มตื่นตัวกัน พอยิ่งมีชุดทดสอบเอดส์เข้ามาในเดือนพฤษภา ปี 1985 ใครจะไปทำงานต่างประเทศ ไปทำงานที่ซาอุฯ ก็ต้องมาตรวจ ซึ่งชุดทดสอบตอนนั้นมีมาไม่มาก ทำให้คนงานไทยหลายคนไม่สามารถไปทำงานต่างประเทศได้ มารอเข้าคิวตรวจยาวเลย วันนึงก็หลายร้อยคน”

คลินิกแห่งแรกของเอเชีย
“พอปี 1989 สี่ปีหลังจากนั้น เอดส์ก็เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นในบ้านเรา รัฐบาลไทยสมัยนั้นปีก็เลยตั้งหน่วยเล็กๆ ขึ้นมาหนึ่งหน่วย ชื่อว่า โครงการโรคเอดส์ สภากาชาดไทย โดยขอให้ผมมาเป็นผู้อำนวยการของโครงการนี้ ซึ่งโรงพยาบาลจุฬา เป็นพี่น้องของสภากาชาดไทย ก็สามารถให้อาจารย์ของจุฬาฯ มาช่วยได้ ตอนนั้นผมยังคิดไม่ออกเลยว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย แต่คิดว่าเอดส์คงอยู่กับประเทศไทยไปอีกนาน ก็มาประสานงาน หาอาสาสมัครรณรงค์ต่อต้านเอดส์และดูแลผู้ติดเชื้อ จากที่ดูคนไข้ทำวิจัยแล้ว เรายังสามารถทำการรณรงค์เพื่อบอกกล่าวกับสังคมได้ ก็เป็นโอกาสดีที่ทำตรงนี้ ต่อมา โครงการนี้ก็ขยายจนเป็นศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย
...อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ แม้จะเป็นศูนย์วิจัย แต่เราไม่ได้ทำวิจัยอย่างเดียว คำว่าวิจัยใส่ลงไป นั่นก็ เพราะเราคงไม่สามารถทำการวิจัยได้ทุกๆ ด้าน คงทำได้เฉพาะในบางแง่มุมของโรคเอดส์ โดยทำในพื้นฐานของการวิจัย ซึ่งงานแรกที่ทำ ก็คือการตั้งคลินิกนิรนาม เป็นคลินิกให้คำปรึกษาแนะนำโดยไม่บอกชื่อผู้ป่วย ถือเป็นคลินิกแห่งแรกของเมืองไทย และของเอเชีย ตั้งเมื่อปี 1991 และหกเดือนต่อมา รัฐบาลยุคนั้นเห็นว่าคลินิกลักษณะนี้มีประโยชน์ จึงให้ตั้งคลินิกลักษณะเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปตรวจเอดส์ได้โดยสมัครใจ”

กิ๊กเยอะ..ต้องตรวจ
“ประโยชน์ของการตรวจเอดส์ จริงๆ มีทั้งตรวจเจอและตรวจไม่เจอนะ ถ้าตรวจไม่เจอ คนที่มาตรวจก็จะได้สำรวจพฤติกรรมของตนเองว่าทำอะไรไปบ้าง เขาจะได้เริ่มปฏิบัติตัวใหม่ ห่างจากโรคนี้ไปนานๆ มีคนไข้หลายคนที่ช่วงรอฟังผลเลือด บอกผมว่า เหมือนเขารอฟังผลประหารชีวิต เขาไปเที่ยวมา และกลัวเอาเอดส์ไปติดภรรยา พอตรวจไม่เจอ เขาก็สัญญาว่าจะไม่ไปเที่ยวอีกแล้ว นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง
...สำหรับคนที่ตรวจเจอ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะตายในวันรุ่งขึ้น เขายังมีวิถีทางในการดำเนินชีวิตต่อไป ซึ่งเอดส์สมัยนี้รัฐบาลมีนโยบายจ่ายยาต้านไวรัสเอดส์ให้คนไข้ฟรีอยู่แล้ว ซึ่งยานี้รับได้ทุกโรงพยาบาล เพียงมีบัตรประกันสุขภาพ และต้องทานไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต ก็จะสามารถต้านเอดส์ได้ ดังนั้น ถ้าเรารู้ตัวแต่เนิ่นๆ ว่าไปทำอะไรมา ก็ไปตรวจเอดส์ซะ ตรวจเจอแต่เนิ่นๆ รักษาแต่เนิ่นๆ คนนั้นจะมีอายุยืนยาวเหมือนคนที่ไม่ติดเชื้อทั่วไป
...การตรวจเอดส์จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนควรกระทำ ถ้าคนๆ นั้นมีเพศสัมพันธ์มาในอดีต สมมติถ้ามีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ใส่ถุงยางเมื่อสิบปีที่แล้ว เชื้อก็อาจหลบซ่อนอยู่ในตัวคนๆ นั้นได้ สิบถึงสิบห้าปี โดยหลบอยู่ในเม็ดเลือดขาว และค่อยๆ ทำลายภูมิคุ้มกันช้าๆ จนพอต่ำลงเมื่อไหร่ปุ๊บ ก็จะเริ่มป่วย แต่บอกก่อนว่ายาต้านเอดส์นี้ไม่ทำให้หายขาด แต่ช่วยให้ภูมิคุ้มกันไม่ลดลงอีก เวลานี้จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ควรจะรู้ว่าตัวเองและคู่นอนของตัวเองติดเชื้อหรือไม่ เรื่องนี้สำคัญมาก”

เอดส์จากแม่สู่ลูก
“ไม่ว่าคู่ผู้ชาย-ผู้ชาย ผู้ชาย-ผู้หญิง ถ้าไปตรวจเอดส์ ก็ควรไปตรวจพร้อมๆ กัน จะได้รู้เขารู้เรา ยกตัวอย่าง หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากท้องโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งเราพบว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงเหล่านี้ติดเชื้อเอชไอวี ดังนั้น เรามีหญิงตั้งครรภ์ปีละล้านคน ติดเชื้อประมาณหมื่นห้าพันคน ถามว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ สามีเขาติดเชื้อกี่คน ไม่ใช่หมื่นห้าพันคน หนึ่งในสามของผู้หญิงเหล่านี้ที่เป็นพ่อเด็ก ไม่ติดเชื้อ หมายความว่าอย่างไร ก็แสดงว่าติดเชื้อมาจากแฟนคนก่อนหน้านั้น ดังที่กล่าว ถ้าผู้หญิงไม่มาตรวจ สามีก็ไม่รู้ หรือพอตรวจว่ามีก็ไม่กล้าบอกสามี ผู้หญิงก็เสร็จ สามีก็เสร็จ
...แต่ในทางกลับกัน หญิงตั้งครรภ์มาฝากท้องไม่เจอ ไม่ใช่สามีสุดที่รักของเธอไม่มี สามีอาจจะมี แต่โอกาสที่ถ่ายทอดไปให้ยังไม่มี ดังนั้น เวลาฝากท้องจึงควรมาตรวจพร้อมๆ กัน
...และถ้าหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อ ลูกก็จะมีโอกาสติดเชื้อตามแม่ยี่สิบถึงยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อได้รับยาป้องกันโรคเอดส์จากแม่ไปสู่ลูกขณะตั้งครรภ์ และเด็กได้รับยาต้านเอดส์หลังคลอด โอกาสก็จะลดลงมา แล้วแต่สูตรยาที่ให้ไป การลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูกจึงเป็นโครงการหนึ่งของศูนย์วิจัยโรคเอดส์ โรงพยาบาลไหนที่มีหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อก็ขอได้ ซึ่งสูตรของสภากาชาดไทยที่ให้นี้ เป็นสูตรที่ดีที่สุดของประเทศไทย ใช้กันทั่วโลก โดยแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อต้องทานอย่างน้อยสามเดือนก่อนคลอด และไม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะนอกจากเลือด ในน้ำนมแม่ก็สามารถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีได้”

สัญญาณอันตรายระลอกสอง!
“สถานการณ์ในขณะนี้ถ้าเทียบกับเมื่อสิบปีที่แล้ว มีคนไทยติดเอดส์น้อยลง สิบปีที่แล้วมีคนไทยติดเอดส์ใหม่ปีละประมาณแสนคนถึงแสนห้าหมื่นคน ปีนี้ไม่เกินสองหมื่นคน แต่ในระยะสี่ห้าปีนี้ เริ่มมีสัญญาณอันตรายว่าเอดส์กำลังระบาดใหม่เป็นระลอกสอง ในกลุ่มชายรักชาย พบว่าสูงขึ้นอย่างน่ากลัว ชายรักชายติดเชื้อสิบแปดเปอร์เซ็นต์ในกรุงเทพ นี่ห้าปีก่อน สองปีต่อมาตรวจใหม่ ชายรักชายในกรุงเทพ ติดเชื้อยี่สิบหกเปอร์เซ็นต์ ปีที่แล้วสำรวจใหม่ขึ้นมาสามสิบสามเปอร์เซ็นต์ ถามว่าน่ากลัวไหม น่ากลัวมาก เพราะหนึ่งในสามของชายรักชายนอกจากจะไปแพร่ให้ชายรักชายด้วยกันแล้ว ขณะเดียวกันชายรักชายกลุ่มนี้มีภรรยา หรือไปเที่ยวหญิงบริการ โอกาสแพร่เชื้อให้ภรรยา หรือให้หญิงขายบริการก็มากขึ้น เป็นกลุ่มที่น่าอันตรายมาก
...สัญญาณอีกอัน คือเรื่องของกามโรค เมื่อสิบปีที่แล้วแทบหาไม่เจอ แต่ต่อมาพบผู้ป่วยกามโรคเพิ่มขึ้นมากขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน อย่าลืมถ้าติดกามโรคได้ เอดส์ก็ติดได้เช่นกัน
...ส่วนวัยรุ่นก็เป็นอีกกลุ่ม แม้จะไม่มีสำรวจอย่างจริงจัง แต่ก็พบว่ามีการมีติดเชื้อเอดส์มากขึ้น ซึ่งจากอะไรนั้น คุณก็คงทราบกันดีอยู่แล้ว ดังนั้น ผมแนะนำว่า พ่อแม่สมัยนี้ควรต้องมีเวลาให้กับลูก พูดคุย สร้างความสนิทสนมกันในครอบครัว ลูกเองก็เช่นกัน มีอะไรก็ควรเล่าให้พ่อแม่ฟัง เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันในการคบเพื่อน
...ขณะเดียวกัน พ่อแม่ก็ควรพูดคุยกับลูกเรื่องเพศสัมพันธ์ เรื่องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สอนข้อดีข้อเสียของการมีเพศสัมพันธ์ ให้ลูกรู้จักวิธีในการตัดสินใจและปฏิเสธกับกับเพื่อน กับแฟน รวมทั้งถ้าหากต้องมีเพศสัมพันธ์ ต้องตระหนักอย่างไรบ้าง ต้องมีถุงยางอนามัย ต้องไม่กินเหล้าเมายา ซึ่งผู้ปกครองต้องยอมรับว่าการห้ามเด็กไม่ให้มีเพศสัมพันธ์นั้นค่อนข้างห้ามยาก อย่าคิดแค่ว่าการสอนเรื่องเพศสัมพันธ์ให้เขา เป็นการชี้โพรงให้กระรอก ถามว่าเกิดผลเสียกับลูกเราไหม ถ้าลูกเราไม่รู้จักถุงยางอนามัย ไม่มีทางออก นี่สิที่ต้องคิด”

Profile
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดร.ประพันธ์ ภานุภาค อายุ 64 ปี
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์สภากาชาดไทย
ศาสตราจารย์ ระดับ 11 คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2548 สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในฐานะที่อุทิศตนให้กับงานวิจัยด้านโรคพิษสุนัขบ้าและโรคเอดส์

 
ความเห็น (1)Add Comment
0
นิรนาม
เมษายน 06, 2015
180.183.109.150
Votes: +0
...

ขอบคุณสำหรับข้อมูล
เรื่องตรวจเอชไอวีนะครับ

เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนกุมภาพันธ์ 2563 - มีนาคม 2563 (ราย 2 เดือน) ฉบับที่ 552