หมวดหมู่บทความ คลินิคคุณแม่ คนมีลูกยาก คนอยากมีลูก

Search by tag : คลินิคคุณแม่, คลินิกหมอสูติ, การคลอดท่าก้นกับคนมีลูกยาก, คนมีลูกยาก คนอยากมีลูก, ครรภ์พิษ (4)


ครรภ์พิษ (4)
(7 votes)

ไม่
กี่วันที่ผ่านมา ได้เกิดเรื่องวุ่นวายเรื่องหนึ่งขึ้นในแผนกสูติของโรงพยาบาลตำรวจแต่..ด้านหนึ่ง ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี เนื่องจากมีการรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ของคนท้องรายหนึ่งพร้อมกับลูกน้อยซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มาก ถ้าไม่ใช่เพราะบุญเก่าของบุคคลทั้งสองก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่า อะไร!!

 

คนท้องรายนี้อายุ 31 ปี มีอายุครรภ์ใกล้ครบกำหนดคือ 36 สัปดาห์เศษ เธอปวดศีรษะมากและมาที่ห้องฉุกเฉินเมื่อเวลา 5 นาฬิกา ทันทีที่คนไข้ถูกส่งมาถึงห้องคลอดเธอก็หยุดหายใจ พยาบาลและแพทย์ต่างวิ่งวุ่นช่วยเหลือโดยใส่ท่อหายใจ และส่งไปที่ห้องผ่าตัดอย่างฉุกเฉินพร้อมทั้งโทรศัพท์แจ้งกับศัลยแพทย์ระบบประสาทว่า ‘คนไข้!! สงสัยมีเส้นเลือดในสมองแตก??’ เมื่อคนไข้ได้รับการผ่าตัดคลอดแล้ว ก็ถูกส่งต่อไปยังห้องผ่าตัดศัลยกรรมเธอได้รับการผ่าตัดสมองทันทีภายหลังจากเข้ารับการตรวจด้วยคอมพิวเตอร์เอกซเรย์ (CT scan) บุตรของเธอเป็นเพศชายน้ำหนัก 3,070 กรัม แข็งแรงดี และได้กลับบ้านในเวลาต่อมา ส่วนคุณแม่ก็ดีวันดีคืนตามลำดับขณะนี้คนไข้สามารถรับรู้คำพูดได้ดี แต่ปฏิกิริยาตอบสนองยังเชื่องช้า คาดว่า คงไม่นานเธอก็จะกลับเป็นปรกติ

วันนี้ข้าพเจ้าได้ไปเยี่ยมเธอที่หอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิงรู้สึกดีใจไปกับครอบครัวเธอด้วย ที่เธอสามารถแสดงอากัปกิริยาโต้ตอบได้พอสมควร จากประวัติคนไข้เริ่มฝากท้องตั้งแต่อายุครรภ์อ่อนๆ เพียง 8 สัปดาห์ และมาตรวจครรภ์ตามนัดหมายในอดีตเธอเคยคลอดบุตรมาแล้วเมื่อ 6 ปีก่อนตอนนั้นเธอมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นที่สมอง จนถูกห้ามไม่ให้ตั้งครรภ์อีกเวลาผ่านไปหลายปี เธอไม่เคยมีปัญหาอะไร จึงลองตั้งครรภ์ครั้งใหม่จากสามีคนที่สอง ซึ่งเธอไม่ได้ให้ข้อมูลเรื่องสมองดังกล่าวกับพยาบาลที่ห้องฝากครรภ์ภายหลังเข้ารับการผ่าตัดสมองในครั้งนี้ ทุกคนจึงได้ทราบว่าสมองของเธอมีเส้นเลือดโป่งพองผิดปกติชนิดเชื่อมต่อระหว่างเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำ (Aterio – venous malformation หรือย่อว่า AV-M) เรื่องราวของคนไข้รายนี้ไม่เคยมีปรากฏมาก่อนตั้งแต่ก่อตั้งโรงพยาบาลมา ถือเป็นอุทาหรณ์ได้อย่างดีว่า “ข้อมูลสำคัญของการเจ็บป่วย คนไข้ไม่ควรปกปิด” เพราะนั่นอาจทำให้เธอตกอยู่ในอันตรายขั้นวิกฤติโดยที่ไม่ได้เตรียมการป้องกัน

อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งแปลกประหลาดและมีอันตรายคล้ายๆกัน อันหมายถึง คนไข้ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการแตกของเส้นโลหิตในสมอง เรื่องนี้เกิดขึ้นในเวลาที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ข้างต้นคุณจารุณี อายุ 29 ปี มีประวัติสำคัญ คือ ไม่เคยมีระดูมา 10 กว่าปี จู่ๆ ก็รู้สึกว่ามีอะไรดิ้นอยู่ในท้อง!!! ภายหลังจากรักษาตัวที่แผนกกระดูกด้วยเรื่องปวดหลังปวดเอวมาได้ระยะหนึ่งคุณหมอที่นั่นได้ทำเรื่องปรึกษามาที่แผนกสูติว่า สงสัยเธออาจมีการตั้งครรภ์!! ข้าพเจ้าเป็นแพทย์ผู้รับปรึกษา จึงได้ตรวจอัลตราซาวด์ผ่านหน้าท้องให้ ผลปรากฏว่าคุณจารุณีตั้งครรภ์จริงๆ โดยมีอายุครรภ์ประมาณ 27 สัปดาห์ จากการเปรียบเทียบวัดกับส่วนต่างๆของร่างกายทารก

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เธอไม่เคยรู้ตัวเลยว่า ‘ตั้งครรภ์’ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า เธอเป็นคนอ้วน มีน้ำหนักตัวมากถึง 90 กิโลกรัม แต่ที่สำคัญคือ การตั้งครรภ์ได้ดำเนินไปกว่า 6 เดือน เธอถึงได้รู้ตัวและสงสัยว่า ตัวเองตั้งครรภ์??เพราะรู้สึกคล้ายๆ กับมี ‘เด็กดิ้นในท้อง !!!’ ตอนนั้น คนไข้ถามข้าพเจ้าว่า ‘ลูกของหนูจะเป็นอะไรหรือเปล่า?เพราะหนูกินยาแก้ปวดและยาเกี่ยวกับกระดูกเข้าไปเยอะ!!!’ ข้าพเจ้าตอบว่า‘บอกยาก.. คงต้องขึ้นอยู่กับโชควาสนา แต่..จากการตรวจดูด้วยอัลตราซาวด์....เด็กน่าจะดี’

ถัดจากนั้นมาหนึ่งวันวันนั้นเป็นวันหยุดกลางปีของธนาคาร คุณจารุณีถูกส่งตัวขึ้นมาที่หอผู้ป่วยชั้น 5 โดยระบุว่าเป็น‘ครรภ์พิษ’ หรือ ‘ภาวะความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์’  เธอมีอาการปวดศีรษะ ตาพร่ามัวและความดันโลหิตสูงถึง 180/120 มิลลิเมตรปรอท เผอิญ! ข้าพเจ้าอยู่เวรวันนั้นเมื่อขึ้นไปตรวจดูคนไข้ ก็สั่งการให้ยาลดความดันโลหิตชนิดรับประทาน 2 ตัวทันทีโดยไม่ได้ตัดสินใจให้คนไข้เข้ารับการผ่าตัดคลอด

นับเป็นโชคดี! ที่ข้าพเจ้าอยู่เวร หากเป็นสูติแพทย์บางท่านก็อาจคิดถึงแต่ความปลอดภัยเฉพาะตัวคุณแม่และตัดสินใจผ่าตัดคลอดทันที โดยไม่สนใจทารกน้อยซึ่งสำหรับสูติแพทย์ที่มีประสบการณ์แล้ว ย่อมคาดการณ์ได้เลยว่า “หากผ่าตัดขณะนั้น ทารกน้อยซึ่งมีอายุเพียง 27 สัปดาห์ คงต้องสังเวยชีวิต เพราะปอดมีโอกาสทำงานล้มเหลวสูงในโลกภายนอก” สำหรับ การรักษาแบบประคับประคองในคนไข้ครรภ์พิษ เป็นสิ่งที่ทำได้ และมีผู้ศึกษามากมายโดยอาศัยหลักที่ว่า ‘หากสามารถควบคุมสภาวะต่างๆของโรคได้ภายใน24 ชั่วโมง โดยเฉพาะความดันโลหิตและอาการที่นำมาก่อนชัก (prodomal symptoms)คนไข้ก็ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดคลอด’

ถึงแม้จะเป็นไปได้ในหลักการรักษา แต่...ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ประมาทโดยปรึกษาไปทางอายุรแพทย์เพื่อช่วยประเมินสถานการณ์ และปรับเปลี่ยนยาลดความดันโลหิตสูงที่เหมาะสมไม่นานหลังจากนั้น ก็สามารถควบคุมภาวะนี้ได้ คุณจารุณีมีความดันโลหิตเฉลี่ยอยู่ที่160/110 มิลลิเมตรปรอท ไม่ปวดหัว ลุกขึ้นเดินไปมา เข้าห้องน้ำได้พูดจายิ้มแย้มแจ่มใส ข้าพเจ้าถามเธอว่า “คุณจะยอมรับความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของโรคนี้หรือไม่?ซึ่งอันตรายมาก แต่จะมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงหรือจุกหน้าอกนำมาก่อน หากปรากฏอาการเช่นนั้นก็ต้องรีบเข้ารับการผ่าตัดด่วน การรักษาแบบประคับประคอง จะยึดเวลาได้เพียงแค่ 2สัปดาห์ ทั้งนี้ก็เพื่อซื้อเวลา ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสให้ลูกของคุณรอดชีวิต”  คุณจารุณีพูดตอบด้วยทีท่าเห็นด้วยกับการตัดสินใจของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้ายังได้ส่งคนไข้ไปให้สูติแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจดูอัลตราซาวด์ระดับสูงด้วย เพื่อจะได้ตรวจให้ทราบแน่ชัดว่า ‘ทารกมีความพิการแต่กำเนิดหรือไม่?’ เนื่องจากมีคำถามคาใจข้าพเจ้าว่า ‘ทำไมคุณจารุณีจึงมีภาวะความดันโลหิตสูงในอายุครรภ์ที่ค่อนข้างน้อย?’ คุณจารุณีได้รับการตรวจอัลตราซาวด์ในวันจันทร์ถัดมา คือ 1สัปดาห์หลังจากเข้ารับการรักษา ผลปรากฏว่า ‘ทารกปกติ เพศชายน้ำหนักประมาณ 1000 กรัม’ พร้อมกันนั้นคุณหมอผู้ตรวจยังช่วยสั่งยากันชัก (Magnesium sulfate) หยดเข้าทางเส้นเลือดดำและยาเพื่อพัฒนาปอด(Dexamethasone)ให้ด้วย

วันต่อมา คุณจารุณีมีอาการปวดศีรษะมากขึ้นแต่พอทนได้และไม่มีอาการตาพร่ามัว ตอนนั้น ข้าพเจ้ายังคิดว่าภาวะความดันโลหิตสูงของเธอสามารถควบคุมได้ และอาการชักคงไม่เกิดขึ้นจึงสั่งหยุดยาแมกนีเซี่ยม ซัลเฟต (Magnesium sulfate)คุณจารุณีรู้สึกดีใจที่จะไม่ต้องทนทุกข์กับอาการซู่ซ่าที่แผ่ไปยังทั่วร่างตลอดเวลาซึ่งเป็นฤทธิ์อันไม่พึงประสงค์ของยาตัวนี้ เธอหายปวดศีรษะ และกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้งข้าพเจ้าพยายามติดตามประเมินสถานการณ์ของคุณจารุณีตลอดเวลาเพราะกลัวภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ คือ เส้นโลหิตในสมองแตกและภาวะไตวายแต่คนไข้ก็ยังไม่มีอาการปวดศีรษะที่รุนแรง 

วันพุธ ตอนบ่าย คุณจารุณี เริ่มมีอาการปวดศีรษะคนไข้พยายามข่มตาหลับนอนพักเพียงใด อาการก็ไม่ดีขึ้น ตกดึกคุณจารุณีมีอาการปวดศีรษะรุนแรงขึ้นและตาเริ่มพร่ามัวซึ่งเป็นอาการที่นำมาก่อนจะชัก (Eclampsia) สูติแพทย์เวรจึงตัดสินใจทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลง บุตรคุณจารุณี เป็นเพศชาย น้ำหนักแรกคลอด 1160กรัม คะแนนศักยภาพทารกแรกเกิดเท่ากับ 9 และ 10 (จากคะแนนเต็ม 10) ณ เวลานาทีที่ 1และ 5 ตามลำดับ สรุปว่า เราสามารถรักษาแบบประคับประคองได้ 10 วัน  ที่อายุครรภ์ 28 สัปดาห์ 5 วัน

ปัจจุบัน คุณจารุณีได้รับอนุญาตให้กลับบ้านแต่ลูกน้อยของเธอยังคงอยู่ในห้อง ไอ.ซี.ยู. ทารกแรกเกิด ในสภาพที่ไม่ค่อยดีนักแม้จะได้รับการช่วยเหลือยึดเวลาแห่งชีวิตออกไปอีก10 วัน หากเรารักษาแบบประคับประคองได้นานกว่านี้สัก 1 สัปดาห์ ลูกคุณจารุณีอาจไม่พบมีปัญหาอะไรเลย

ภาวะครรภ์พิษ (ความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์)นั้น มีหลักการรักษา คือ 1.ลดความดันโลหิต 2. ป้องกันชัก และ3.ทำให้ครรภ์สิ้นสุดลง สำหรับในข้อที่ 3 นั้น ยังเป็นข้อถกเถียงกันว่า ‘สามารถรักษาแบบประคับประคองได้หรือไม่?’สูติแพทย์บางท่านอาจตัดสินใจตามหลักการ โดยไม่ต้องคำนึงถึงทารกในครรภ์แต่..ในทางส่วนตัวแล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่า กรณีที่คนท้องมีอายุครรภ์ระหว่าง 26 – 28 สัปดาห์ ก็น่าจะลองเสี่ยงรักษาแบบประคับประคอง โดยถือหลัก ‘ต้องความคุมสถานการณ์ได้ภายใน 24 ชั่วโมง’ ปัจจุบันโรงเรียนแพทย์หลายแห่ง ก็มีการรักษาแบบประคับประคองในคนท้องครรภ์พิษโดยให้คนไข้อยู่ห้อง ไอ.ซี.ยู. พร้อมกับหยดยาป้องกันชัก

ปัจจุบันข้าพเจ้าดูแลคนท้องอยู่รายหนึ่งตั้งครรภ์ที่ 3 ซึ่งอดีต เคยสูญเสียบุตรในครรภ์แรกจากภาวะครรภ์พิษ ขณะอายุครรภ์ 26 สัปดาห์เศษ สำหรับครรภ์ที่สองข้าพเจ้าได้ดูแลการตั้งครรภ์จนคลอดเมื่อครบกำหนด โดยไม่มีปัญหาอะไร คราวนี้ตั้งครรภ์ใหม่แม้เธอจะอยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาลที่ข้าพเจ้าออกตรวจ เธอและสามีก็ยังยอมเดินทางมาฝากครรภ์กับข้าพเจ้าข้าพเจ้าบอกเธอว่า “ในครรภ์หลังนั้น ภาวะครรภ์พิษเกิดขึ้นน้อยมากและมักไม่รุนแรงจึงไม่จำเป็นต้องลำบากมาฝากครรภ์กับข้าพเจ้า” แต่....เธอและสามีกลับบอกว่า‘เพื่อความสบายใจ ’ 

ข้าพเจ้าไม่อยากบอกว่า การตัดสินใจของสูติแพทย์กรณีครรภ์พิษนั้นใครผิดใครถูก แต่สำหรับคนที่ครอบครัวและมีลูก คงคิดคล้ายๆ กันว่า “ซื้อเวลาอีกเพียง2 – 3 สัปดาห์ แล้วได้ลูกรอด ปลอดภัย” น่าจะดีแต่การตัดสินใจดังกล่าว มีความเสี่ยงอย่างมากต่อภาวะแทรกซ้อนต่อตัวคนท้อง เช่น ภาวะไตวายหรือเส้นเลือดในสมองแตก เรื่องราวของการตัดสินใจรักษาแบบประคับประคองในคนไข้ครรภ์พิษนั้นยังคงต้องเป็นที่ถกเถียงต่อไป ไม่มีสิ้นสุดสูติแพทย์ท่านหนึ่งให้ความเห็นกับข้าพเจ้าว่า “ถ้าคนไข้เกิดเป็นอะไรไปข้าพเจ้ามีหวังหมดอนาคต”

โลกทุกวันนี้ ไม่เหมือนแต่ก่อน สูติแพทย์ต่างพากันหวาดผวากับการฟ้องร้องจนต้องพยายามหาทางปกป้องตัวเองเท่าที่จะทำได้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ควรกระทำ แต่..ยังมีเรื่องของคนท้องบางเรื่อง ประเภทคาบลูกคาบดอกที่อาจตัดสินใจออกไปได้ 2 ทาง ตัวอย่างเช่น ในกรณีของคนท้องที่เป็นครรภ์พิษจะมีหมอสักกี่คนที่หาญกล้า ผ่าทางตัน ตัดสินใจรักษาแบบประคับประคองแทนที่จะตัดใจทอดทิ้งชีวิตน้อยๆ ในครรภ์

เสียงเพลงเก่าๆ บรรเลงอยู่ข้างกายข้าพเจ้าขณะที่กำลังเขียนหนังสือเสียงเพลงเหล่านั้นเรียบง่าย เยือกเย็น และมีอารมณ์อ่อนไหว ชวนให้มองเห็นภาพตามคำร้องท่วงทำนองที่บรรยาย แต่...จะมีใครเข้าใจในบรรยากาศของเพลงช้าๆพวกนี้บ้างคนสมัยเก่าที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับข้าพเจ้า คงสามารถเข้าถึงเสียงเพลงเหล่านี้ได้แต่คนสมัยใหม่ คงมอง เห็นเป็นที่น่ารำคาญ...

เธอไม่เคยมีระดูมา 10 กว่าปี  แต่การตั้งครรภ์ได้ดำเนินไปกว่า 6 เดือนเธอถึงได้รู้ตัวและสงสัยว่า ตัวเองตั้งครรภ์?? เพราะรู้สึกคล้ายๆ กับมี ‘อะไรดิ้นในท้อง!


Related items

ความเห็น (1)Add Comment
0
nukajeab
พฤษภาคม 18, 2012
118.174.111.129
Votes: +0
...

คุณหมอเป็นหมอที่ไห

เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2561 ฉบับที่ 540