นิตยสาร M&C แม่และเด็ก - รู้ทันและป้องกัน อุบัติภัยใกล้ตัวลูก
หมวดหมู่บทความ Talks มากหมอ(ไม่)มากความ

Search by tag : Talks, มากหมอ(ไม่)มากความ, นายแพทย์สมสิทธิ์ ตันสุภสวัสดิกุล คุณหมอพ่อพระแห่งบำราศนราดูร


รู้ทันและป้องกัน อุบัติภัยใกล้ตัวลูก
(3 votes)

          บ่อยครั้งที่มักจะได้ยินข่าวอุบัติภัยต่างๆ ที่เกิดกับเด็ก จนเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นข่าวเด็กจมน้ำเสียชีวิต ถูกรถชน ถูกรถทับ สุนัขขย้ำกัดบาดเจ็บ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งแม้พ่อแม่จะคอยดูแลป้องกันอย่างดีแล้ว แต่ก็อาจเผลอพลาดได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเตรียมพร้อมความรู้ในการป้องกันและช่วยเหลือลูก เมื่อเกิดอุบัติภัยต่างๆ ขึ้น ทั้งภายในบ้านและนอกบ้าน ก่อนที่จะสายเกินไป
ฉบับนี้เราจึงเดินทางมาที่คลินิก BNH@นราธิวาส 24 ในซอยนราธิวาส 24 เพื่อพูดคุยกับ แพทย์หญิงกนกอร ลีเพชรรัตน์ ปานเกษม กุมารแพทย์ ซึ่งเคยตอบปัญหาในคอลัมน์คลินิกหมอเด็กของเรา ใช้เวลารอคุณหมอตรวจเสร็จสักครู่ จึงได้เวลาพูดคุยกัน โดยคุณหมอเกริ่น
“ส่วนใหญ่อุบัติภัยที่เกิดกับเด็ก ก็มักจะเกิดขึ้นในบ้านหรือบริเวณละแวกบ้านค่ะ ซึ่งตามสถิติแล้วพบว่าการจมน้ำ และอุบติเหตุจราจรเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆในเด็ก ในบางครั้งเกิดจากความประมาทพลั้งเผลอของคุณพ่อคุณแม่เองซึ่งอาจจะไม่ได้ตั้งใจ เช่น การปล่อยให้เด็กเล่นตามลำพัง มีบริเวณน้ำขังในบ้านซึ่งไม่มีรั้วกั้นที่ดีพอเด็กอาจคลานหรือวิ่งเล่นไปมา แล้วพลัดตกจมน้ำได้ บ้างก็ทิ้งเด็กให้เล่นน้ำตามลำพัง คิดว่าน้ำสูงไม่มาก เด็กยืนถึง แต่ที่ไหนได้ มาเห็นอีกที เด็กจมอยู่ในน้ำเสียชีวิตแล้ว การข้ามถนนเอง หรือการโดยสารพาหณะเช่นจักรยาน หรือ มอเตอร์ไซด์โดยที่ไม่มีอุปกรณ์นิรภัย นอกจากนั้นภายในบ้านก็ควรดูแล จัดเป็นระเบียบ เพราะบางครั้งไม่ทันระวังเด็กๆเห็นของตกอยู่ ก็หยิบเข้าปากตามประสาเขา จนทำให้ไปติดอยู่ในคอ เอาออกไม่ได้ แล้วขาดอากาศหายใจ หมดสติ จนอาจเสียชีวิตได้ ซึ่งบางทีกว่าพ่อแม่จะมาเจอ ก็อาจสายเกินไป หรือบางทีวางของมีคม ของแหลมๆ เอาไว้ แล้วเด็กหยิบไปเล่น เดินไปเหยียบ ก็บาดเจ็บได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ ที่พ่อแม่ควรมีความรู้และการเตรียมพร้อมที่ดี เพื่อช่วยเหลือลูกได้ทันท่วงที และถ้าให้ดีที่สุด ก็สามารถช่วยป้องกันไม่ให้ลูกประสบอุบัติภัยต่างๆ เหล่านั้นค่ะ”

การช่วยเหลือเด็กจมน้ำ
“จริงๆ น้ำสูงเกิน 5 เซนติเมตร ก็ทำให้เด็กจมน้ำเสียชีวิตได้แล้วค่ะ ดังนั้น พ่อแม่ก็ต้องดูแลแหล่งน้ำภายในบ้านและบริเวณใกล้เคียงกับบ้านให้ดี ถ้าในบ้านมีน้ำขังตรงไหนก็ควรเทออก หรือปิดฝาให้มิดชิด และถ้าเป็นนอกบ้าน อย่างบ่อเลี้ยงปลา สระว่ายน้ำ ก็ต้องมีรั้วป้องกันที่เด็กไม่สามารถปีนเข้าไปได้โดยง่าย อาจทำรั้วให้สูงหน่อย และระหว่างช่องรั้ว เด็กก็ไม่ควรลอดตัวเข้าไปได้
...ขณะเดียวกัน ถ้ามีแหล่งน้ำทั้งในบ้านและนอกบ้าน ก็ต้องคอยดูแลอยู่กับเด็กตลอดเวลา เผลอไม่ได้ เพราะบางทีเด็กคลานหรือเดินไปมา เราไม่รู้ ผู้ปกครองไปหยิบของแป๊บเดียว หรือทำกับข้าว กลับมาอีกที ลูกลอยน้ำแล้ว ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเด็กจมน้ำไปนานเท่าไหร่ ก็ต้องรีบช่วยขึ้นมาจากน้ำ แล้วทำการกู้ชีพปั๊มหัวใจเป่าปากกรณีที่ไม่หายใจ โดยจับเด็กนอนหงาย และเช็กในปากว่ามีสิ่งสกปรกแปลกปลอมใดๆ ในปากหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องเอาออกก่อน แล้วใช้สันมือประสานกันสองข้างแขนเหยีดตรงกดตรงหน้าอกบริเวณหัวใจ ถ้าเป็นทารกก็อาจใช้นิ้วกดโดยใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางสองนิ้ว เพราะถ้าใช้ทั้งมือ แรงของเราอาจมากไป ทำให้กระดูกซี่โครงหักได้ กดลงไปบริเวณกระดูกเหนือลิ้นปี่ โดยทั่วไปก็เป่าปากสองครั้ง กดอีก 30 ครั้งแล้วเช็คชีพจร ดูการหายใจ ถ้ายังไม่กลับมาก็ทำวิธีเดิมซ้ำอีก แต่ถ้าช่วยขึ้นมาแล้วไม่หายใจ ก็ต้องให้คนช่วยโทรตามรถพยาบาลด้วย การอุ้มพาดบ่า กระโดด หรือวางบนกระทะคว่ำแล้วรีดน้ำออก ไม่ใช่วิธีที่ถูก และทำให้ขาดอกาศนานยิ่งขึ้น
...อย่างไรก็ดี ไม่ควรให้เด็กนั่งเล่นน้ำลำพังในอ่างน้ำ ผู้ปกครองควรสอนให้เด็กฝึกว่ายน้ำ อาจไม่ต้องถึงกับว่ายเก่ง แต่ให้สามารถเลี้ยงตัวได้ ว่ายน้ำระยะสั้นๆเข้าฝั่งได้ ซึ่งสามารถสอนได้ตั้งแต่อายุ 2 ปีขึ้นไป ขณะเดียวกัน ก็ต้องสอนเขาด้วยว่า เวลาเห็นเด็กคนอื่นจมน้ำ อย่าลงไปช่วย ให้รีบตามผู้ใหญ่มาช่วย ไม่ใช่ลงไปช่วยแล้วโดนกด เสียชีวิตไปตามกัน
...ที่สำคัญ เวลาที่เด็กเล่นน้ำ ผู้ปกครองก็ไม่ควรปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพัง ต้องคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา ถ้าเด็กมีอะไรผิดปกติ จะได้ช่วยเหลือทันท่วงทีค่ะ”

ป้องกันเด็กจากอุบัติเหตุทางรถ
“อุบัติเหตุทางจราจรที่เกี่ยวกับเด็กโดยมาก จะเป็นเรื่องของรถชน ไม่ว่าจะข้ามถนน อยู่ในรถ อุบัติระหว่างการเดินทาง ดังนั้น การป้องกันการข้ามถนนในเด็ก ถ้าเด็กอายุน้อยกว่า 10 ปี ก็ไม่ควรให้ข้ามถนนตามลำพัง ควรมีผู้ปกครองพาข้าม แล้วเวลาเดินบนฟุตบาธ ก็ควรบอกให้เด็กเดินเลนขวา หันหน้าเข้าหารถ เพื่อจะได้มองเห็นรถที่วิ่งสวนมา เวลาข้ามถนนก็ต้องข้ามให้ถูกต้อง มองซ้าย มองขวา แล้วก็มองซ้ายอีกทีก่อนข้าม และถ้าเป็นไปได้ ก็ควรข้ามบริเวณที่มีสะพานลอยหรือทางม้าลาย จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนได้
...การขี่หรือนั่งยานพาหนะ สามารถนั่งซ้อนจักรยานได้เมื่ออายุมากกว่า 9 เดือน จักรยานควรมีที่นั่งพิเศษยึดติดกับรถจักรยานอย่างแข็งแรง มีเข็มขัดยึดเด็กติดกับที่นั่ง และมีที่วางขาเพื่อป้องกันเผลอพลาดเอาขาเข้าไปในล้อ สวมหมวกนิรภัย เด็กไม่ควรให้ซ้อนมอเตอร์ไซค์ ถ้าจำเป็นก็ควรรอให้อายุมากกว่า2ปี และต้องสวมหมวกนิรภัยที่เหมาะสมกับอายุด้วยทุกครั้ง ไม่ควรให้ถีบจักรยานเล่นบนถนน หรือทางเท้า
...การนั่งในรถยนต์ ในเด็กทารก ควรใช้ที่นั่งสำหรับเด็กทารก โดยติดตั้งบนที่นั่งด้านหลัง และหันหน้าเด็กเข้าเบาะ การนั่งเบาะหลังจะลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงลง5เท่า แต่ถ้าเป็นรถปิกอัพให้ติดตั้งด้านหน้าข้างคนขับโดยหันหน้าเด็กและที่นั่งไปทางด้านหลังรถ และควรมีที่รัดระหว่างที่นั่งพิเศษกับตัวเด็ก และรัดด้วยเข็มขัดนิรภัยอีกที ไม่ควรมีถุงลมนิรภัย เพราะบางทีถุงลมนิรภัยกางออกขณะเกิดอุบัติเหตุอาจกระแทกทำให้เด็กเป็นอันตราย ส่วนการให้เด็กนั่งรัดเข็มขัดนิรภัย ก็ควรจะโตพอคืออายุประมาณ 8 ปีขึ้นไป เพราะในเด็กอายุน้อยๆ ขนาดตัวยังเล็ก ถ้ารัดไม่พอดีตัวก็มีโอกาสเกิดอันตราย เช่น รัดคอ ทำให้ขาดอากาศหายใจได้ นอกจากนี้ คนขับก็ควรขับให้ปลอดภัย ไม่ขับเร็วมาก ไม่ควรทิ้งเด็กไว้ในรถคนเดียว ก่อนถอยหลังรถออกจากบ้าน ให้สำรวจหลังรถก่อนว่ามีเด็กเล็กซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้จากกระจกส่องหลังหรือไม่
...อีกอย่างที่อยากจะพูดถึง ก็คือการที่เด็กใส่รองเท้าที่มีล้อ ซึ่งช่วงหนึ่งจะฮิตกันมาก การเล่นพวกนี้ก็ควรให้เด็กเล่นในบริเวณพื้นที่ปลอดภัย ไม่ควรเล่นตามถนน หรือริมถนน บนทางเท้า เพราะบางทีลื่นล้มออกนอกถนนก็เกิดอุบัติเหตุได้เหมือนกัน ควรเป็นบริเวณที่จัดไว้ให้เหมาะสม

กระจกบาด แก้วบาด เหยียบตะปู
“กรณีเด็กโดนกระจกบาด แก้วบาด เหยียบตะปู ของมีคมบาดจนเลือดออก อันดับแรกก็ควรห้ามเลือดก่อนค่ะ และทำความสะอาดบาดแผล โดยอาจเปิดน้ำก๊อกให้ไหลผ่านเพื่อทำความสะอาดบาดแผล แล้วกดห้ามเลือดโดยใช้ผ้าก๊อสหรือสำสีสะอาด แต่ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ก็อาจใช้นิ้วมือที่ทำความสะอาดแล้ว กดบริเวณที่เลือดออก ซึ่งถ้ามองเห็นเส้นเลือดที่อยู่บริเวณเหนือบาดแผล ก็กดตรงนั้นได้เลย ค้างไว้ประมาณ 5 - 10 นาที เลือดก็จะหยุด แต่ถ้าไม่หยุดและออกมาก ก็ควรมาที่โรงพยาบาลค่ะ
...เด็กที่เผลอพลาดเหยียบตะปู ก็ต้องมาดูเรื่องความสะอาดของแผล เรื่องบาดทะยัก โดยมากถ้าเด็กได้รับการฉีดวัคซีนตามกำหนดครบอยู่แล้ว บาดแผลสะอาดไม่รุนแรง ก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องฉีดวัคซีนบาดทะยักกระตุ้น แต่ในกรณีที่ประวัติการฉีดวัคซีนไม่แน่นอน หรือฉีดวัคซีนครบแล้ว แต่เข็มสุดท้ายนานเกิน 10 ปีขึ้นไป หรือ นานเกิน 5 ปีในแผลที่สกปรกมากก็ต้องฉีดกระตุ้นอีกที ”

ไฟ น้ำร้อนและน้ำมันลวก
“เด็กตั้งแต่อายุ 3 – 5 เดือนจะเริ่มคว้าสิ่งของจึงไม่ควรอุ้มเด็กขณะที่ถือของร้อน หรือนั่งตักขณะมีของร้อนอยู่บนโต๊ะ เด็กอาจปัดหรือคว้าของร้อนเหล่านั้นได้ อย่าวางของร้อนบนพื้น ห้องครัวควรมีประตูกั้นไม่ให้เด็กเข้าได้ หากโดนลวก อย่างแรกก็ต้องเอาของร้อนออกก่อน ใช้น้ำเย็นล้างหรือแช่ตรงบริเวณที่โดนความร้อน เพื่อลดความร้อนลง ไม่ควรใช้ยาสีฟันทาแผลเพราะอาจเกิดการติดเชื้อได้ แค่ใช้น้ำสะอาดก็พอ สามารถทายาสำหรับแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกได้ พออาการดีขึ้น อาจใช้ผ้าเย็นประคบไว้ระหว่างมาโรงพยาบาล
...นอกจากนี้ ควรระวังเรื่องไฟดูด ปลั๊กไฟก็ควรอยู่สูงจากพื้นประมาณเมตรครึ่ง ถ้าอยู่ต่ำก็ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันปิดไม่ให้เด็กเอานิ้วแหย่ ส่วนพวกสายไฟก็ไม่ควรอยู่ในตำแหน่งที่เด็กสามารถไปกัดไปจับได้ ต่อเครื่องมือตัดไฟฟ้าอัตโนมัติเมื่อเกิดการลัดวงจร
…และถ้ามีเหตุการณ์ไฟดูดไฟช็อตขึ้นมา อันดับแรกก็ต้องทำการตัดวงจรไฟฟ้า สับคัตเอาท์ ดึงปลั๊กออก ถ้าไม่สามารถทำได้ทันที ก็ควรใช้วัสดุที่ไม่เหนี่ยวนำไฟฟ้าเช่น ผ้าห่ม แผ่นยาง เก้าอี้ไม้ผลักเด็กออกมา ขณะเดียวกัน คนที่ผลักก็ไม่ควรยืนอยู่บริเวณที่พื้นเปียก อาจใช้หนังสือพิมพ์มารองที่เท้าก่อน หลังจากนั้นก็รีบนำส่งโรงพยาบาล”

การพลัดตกหกล้ม
“ในเด็กทารกไม่ควรทิ้งเด็กไว้ลำพังบนเตียง โต๊ะ หากไม่มีที่กั้นกันตก ไม่ควรไข้รถหัดเดินในเด็กทุกวัย เพราะทำให้เดินช้าและเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เมื่อเริ่มคลานหรือหัดเดินต้องระวังตกบันได ควรมีประตูกั้นที่บันได และใส่กลอนไว้เป็นประจำเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กปีนป่ายโดยลำพัง เฟอร์นิเจอร์ต้องไม่มีมุมคมหากมีควรใส่อุปกรณ์กันกระแทกที่มุมขอบทุกมุม โต๊ะ ตู้วางของต้องวางบนพื้นราบ มั่นคง หมั่นตรวจสอบประตูรั้วบ้านให้แข็งแรงมั่นคง ไม่ล้มง่าย กรณีที่เด็กหกล้มแขนเดาะหรือหัก ถ้ามีบาดแผลภายนอก ก็ต้องดูแลบาดแผลเบื้องต้นก่อนและพยายามไม่ให้บริเวณที่กระดูกหักเคลื่อนไหวมาก อาจหาอะไรมาดามไว้ และรีบพามาที่โรงพยาบาล โดยพยายามให้บริเวณที่กระดูกหักเคลื่อนไหวน้อยที่สุด”

แมลงกัด ผึ้งต่อแตนต่อย
“ต่อแตนนี่อาจต่อยได้หลายทีค่ะ เพราะมันไม่มีเหล็กใน แต่ผึ้งส่วนใหญ่ต่อยทีเดียว แต่มีเหล็กในค้างอยู่ ถ้าเป็นผึ้ง อย่างแรกก็แนะนำให้เอาเหล็กในออกก่อน แต่ไม่แนะนำให้บีบ หรือใช้คีมคีบ เพราะจะทำให้น้ำพิษออกจากถุงน้ำพิษ ให้ใช้ใบมีดขูดออก หรือใช้รูกุญแจกดหรืออะไรสะกิดออก หรือใช้วิธีเอาสก๊อตเทปแปะแล้วดึงออก ก็จะทำให้เหล็กในออกมาได้
...สำหรับการดูแลเบื้องต้น ถ้าเป็นไม่มาก ใช้น้ำเย็นประคบ จะช่วยลดอาการปวดบวมได้ อาจใช้ครีมสำหรับแมลงกัดต่อยทาได้ แต่ถ้าเป็นมากถึงขนาดหน้าบวมตาบวมผื่นขึ้น ก็ต้องรีบมาโรงพยาบาล เพราะบางคนอาจมีอาการแพ้ เป็นมาก ทำให้หนังตาบวม ปากบวม หน้าบวม บางคนเสียงแหบ หายใจลำบาก บางคนมีผื่นขึ้นทั้งตัว ก็ต้องรีบมาโรงพยาบาล ฉีดยาเพื่อป้องกันอาการแพ้ที่รุนแรง นอกจากนี้ก็ต้องแนะนำเด็กให้ระวัง ไม่ควรไปแหย่รังผึ้ง รังต่อ ต้องให้ความรู้กับเขาเพื่อป้องกันอันตราย

สุนัขกัด พิษแมงกะพรุน
“โดยมากถ้าสุนัขกัด มักจะเกิดจาก หวงลูกหรือไปแหย่ไปแกล้ง ทำให้มันโกรธ กัดขึ้นมาได้ ก็ต้องให้ความรู้กับเด็กว่า ไม่ควรไปเล่นกับสุนัขจรจัดหรือสุนัขที่ไม่รู้จัก รวมทั้งสุนัขที่มีลูกเล็ก และสอนไม่ให้เด็กไปแกล้งไปแหย่สุนัข ขณะเดียวกัน สุนัขที่เลี้ยงก็ควรต้องพาไปฉีดวัคซีนประจำทุกปี ซึ่งจะช่วยป้องกันเรื่องพิษสุนัขบ้าได้ แต่ถ้าโดนสุนัขกัดขึ้นมา ก็ต้องมาดูแลเรื่องบาดแผลโดยการล้างน้ำทำความสะอาด และใส่ยาฆ่าเชื้อ รวมทั้งต้องรีบมาที่โรงพยาบาล เพื่อดูว่าจำเป็นต้องฉีดวัคซีนสำหรับพิษสุนัขบ้า และวัคซีนป้องกันบาดทะยักหรือไม่
…ส่วนกรณีถูกแมงกะพรุนต่อย ส่วนใหญ่มักเจอในช่วงหน้าฝนค่ะ ช่วงหลังฝนตกใหม่ๆหรือก่อนฝนตก แมงกะพรุนจะเริ่มขึ้นมาจากทะเล มีโอกาสเสี่ยงที่จะเจอได้ง่าย การดูแลอันดับแรกก็ต้องเอาพวกกระเปาะพิษมันออกก่อน อาจใช้สันมีด ขอบบัตรแข็งๆ ทราย ผ้าเช็ดตัว หรือใช้ผักบุ้งทะเลขัดถูบริเวณที่ถูกพิษ หลังจากนั้นทำความสะอาด แล้วรีบมาโรงพยาบาล”

ข้อแนะนำอื่นๆ
“การเตรียมความพร้อมของคุณพ่อคุณแม่เองก็สำคัญ ต้องมีความรู้ในเรื่องการป้องกันอันตรายให้กับลูก ซึ่งถ้ามีเหตุเกิดขึ้นแล้วก็ต้องมีสติที่จะแก้ไข บรรเทาอันตรายนั้นลงได้ นอกจากนั้นผู้ปกครองควรเตรียมยาที่จำเป็น ไว้ให้พร้อม ทั้งในบ้านและอาจพกติดตัวไปด้วยขณะพาลูกไปเที่ยว เพื่อช่วยเหลือดูแลลูกเบื้องต้นได้กรณีเจออุบัติภัยต่างๆ ที่กล่าวมา เช่น ยาสำหรับแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ยาทาสำหรับแมลงกัดต่อย
...และที่สำคัญที่สุด ก็คือ การป้องกัน ต้องดูแลสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและรอบๆ บ้าน ตั้งแต่อาหารที่เขาทาน ของที่เขาเล่น ข้าวของต่างๆ ที่เป็นชิ้นเล็กหรือมีอันตราย ต้องวางให้ห่างจากมือเด็ก เก็บให้มิดชิด ให้เอื้อมหยิบไม่ได้ รวมทั้งจุดไหนที่มีน้ำขังภายในบ้าน ก็ควรกำจัดแหล่งน้ำนั้น หรือหาฝามาปิดให้มิดชิด รวมทั้งคอยดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาค่ะ”



พญ.กนกอร
ลีเพชรรัตน์
วรวุฒิ ถาวรพรกวิน

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนสิงหาคม-กันยายน 2561