นิตยสาร M&C แม่และเด็ก - “ทุกอย่างเหมือนมีคนลิขิต”
หมวดหมู่บทความ Talks มากหมอ(ไม่)มากความ

Search by tag : Talks, มากหมอ(ไม่)มากความ, นายแพทย์สมสิทธิ์ ตันสุภสวัสดิกุล คุณหมอพ่อพระแห่งบำราศนราดูร


“ทุกอย่างเหมือนมีคนลิขิต”
(3 votes)

คุณ
เชื่อเรื่องDestiny(โชคชะตา) ไหม?
คุณหมอชเนศ สุวรรณมณี หัวหน้าศูนย์ดวงตา โรงพยาบาลปิยะเวท ถามเราในวันสัมภาษณ์เป็นการเริ่มต้นก่อนจะพูดคุยกันถึงชีวิตการเป็นจักษุแพทย์ของท่าน


               ฉบับนี้เราเดินทางมาที่ศูนย์ดวงตาโรงพยาบาลปิยะเวท ซึ่งจัดเป็นศูนย์ดวงตาครบวงจรแห่งใหม่ บนถนนเพชรบุรีโดยมีเป้าหมายอยู่ที่คุณหมอคนเก่งของเรา ชื่อเสียงของท่านนั้นอาจไม่เป็นที่คุ้นนักแต่สำหรับวงการแพทย์ในบ้านเราถือได้ว่าท่านเป็นจักษุแพทย์ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการรักษาดวงตามานานทั้งเคยประจำอยู่ที่อเมริกา ฮ่องกง และสิงคโปร์

คุณหมอเริ่มต้นเล่าถึงชีวิตวัยเด็กว่า  เห็นคุณพ่อคุณแม่ทำงานที่โรงพยาบาลมาตั้งแต่เล็กโตขึ้นจึงมีเป้าหมายอย่างเดียว คือการเป็นแพทย์ และนั่นน่าจะสะท้อนความเชื่อเรื่อง“เดสทินี่”หรือโชคชะตาของคุณหมอได้เป็นอย่างดี

                “คุณพ่อผมทำงานเป็นศัลยแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎส่วนคุณแม่ทำงานเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ตอนผมอายุแปดเก้าขวบก็วิ่งเล่นรอคุณพ่ออยู่ที่โรงพยาบาลตกเย็นก็มาหาแม่ที่จุฬาฯ ปิดเทอมคุณพ่อคุณแม่ก็พาไปเยี่ยมคุณลุงที่นครศรีธรรมราช ซึ่งท่านมีโรงพยาบาลอยู่ที่นั่นผมก็ได้เห็นชีวิตการเป็นแพทย์มาตั้งแต่เล็ก เลยไม่ได้คิดว่าโตขึ้นจะเป็นอย่างอื่น ถึงเวลาเอนทรานซ์ก็เลือกสอบแพทย์เข้าศิริราชเป็นอันดับหนึ่งซึ่งมั่นใจว่าติดแน่ๆ เพราะเป็นคนเรียนเก่งอยู่แล้ว อย่างที่ศิริราชผมก็ได้เกียรตินิยมอันดับ1และได้เหรียญทองวิชาจักษุและศัลยศาสตร์หลอดเลือด

                ...ซึ่งหลังจบก็ต้องเลือกเรียนเฉพาะทางตอนนั้นผมก็ชอบทุกวิชา สามารถเป็นแพทย์เฉพาะทางได้ทุกอย่าง แต่ที่ชอบเป็นพิเศษ คือด้านตา หัวใจ และเอ๊กซเรย์ เลยปรึกษาคุณพ่อ คุณพ่อก็แนะนำว่า เป็นหมอตาน่าจะดีกว่าเพราะไม่หนักเหมือนศัลยแพทย์ อีกทั้งเทคโนโลยีการรักษาดวงตาก็เปลี่ยนไปเร็ว เลยตัดสินใจลงเรียนเฉพาะทางดวงตา”

                ความที่คุณหมอผูกพันกับที่โรงพยาบาลพระมงกุฎมาตั้งแต่เล็กหลังสำเร็จแพทย์เฉพาะทางจึงตัดสินใจรับราชการ เป็นจักษุแพทย์อยู่ที่กรมแพทย์ทหารบกรับราชการอยู่ที่กรมทหารราบที่4 จังหวัดนครสวรรค์อยู่1ปี ก่อนลาไปศึกษาต่อที่อเมริกา

จักษุแพทย์ที่ฟิลาเดอเฟีย

“ผมเริ่มการศึกษาจักษุที่มหาวิทยาลัยDuke เมืองเดอแร่ม(Durham) ซึ่งอยู่ที่นอร์ธโคโรไลน่า เป็นมหาวิทยาลัยท็อปเทนของอเมริกา ทำรีเสิร์ชอยู่ที่นั่นได้ปีกว่าๆ จากนั้นก็ทำการแอพพลายเข้าแพทย์ประจำบ้านจักษุของอเมริกาโดยผ่านระบบแมตชิ่งส่งไปแอพพลายยังมหาวิทยาลัยทั่วอเมริกา ประมาณสองสามร้อยแห่ง ซึ่งมีตอบกลับมาเชิญสัมภาษณ์15 แห่งแล้วถึงจะเข้าระบบแมตชิ่งอีกที

...แล้วคิดดู เมื่อก่อนไม่มีหรอกนะอินเตอร์เน็ตอีมงอีเมล์ ทุกอย่างต้องเขียนด้วยมือหมด แล้วส่งทางไปรษณีย์ ก็ใช้เวลารอเกือบ 9เดือนจนได้ตอบรับ ซึ่งที่อเมริกาเขาจะให้ความสำคัญเรื่องจดหมายรีเฟอร์เรนซ์ (reference) อย่างมากและเป็นความโชคดีที่ตอนนั้นผมได้รีเฟอร์เรนซ์จากโปรเฟสเซอร์ท่านหนึ่ง ชื่อ ดร.คลินทเวอร์ธตอนนั้นผมไม่รู้ว่าที่นั่นท่านมีชื่อเสียงมาก มารู้ตอนที่แมทชิ่ง (matching) ได้ คนที่สัมภาษณ์ผมเขาบอกว่า ดร.คลินทเวอร์ธ ให้รีเฟอร์เรนซ์ว่า ผมมาจากเมืองไทย ไบรท์มาก ฉลาดมาก เขาถึงรับผมผมเลยคิดว่าเป็นโชคจริงๆ

                ...และจาก 15 มหาวิทยาลัยที่ได้ไปสัมภาษณ์สุดท้ายก็ได้ที่ฟิลาเดอเฟีย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ผมไม่อยากไปมากที่สุด เพราะที่นั่นผู้คนที่นั่นค่อนข้างรุนแรงทั้งยิงกัน ต่อยกัน อะไรกันเต็มไปหมด แต่ก็คิดว่าน่าสนใจดี เพราะเป็นเมืองใหญ่ ก็เป็นโชคชะตาให้มาที่นี่เรียนแพทย์ประจำบ้านทางจักษุที่ TempleUniversity 3 ปี และต่อแพทย์เฉพาะทางที่ Wills Eye Hospital เมืองเดียวกันอีก4 ปี เรียนเฉพาะทางด้านตา ทั้งมะเร็งตา ศัลยกรรมตกแต่ง จอประสาทตา ตัดชิ้นเนื้อ ก็ได้ตรวจคนไข้ได้ผ่าตัด ทุกวันก็จะมีรีเฟอร์คนไข้จากทั่วโลกมารักษา เป็นประสบการณ์ที่หลากหลายแต่ละวันก็มีคนไข้ประสบเหตุดวงตาแตกวันละสองสามลูกมาที่โรงพยาบาลเดี๋ยวถูกลูกปืนยิง โดนต่อยเบ้าตาแตกเป็นว่าเล่น มีกระทั่งถูกมีดเสียบคาลูกตา แต่ก็ไม่เครียดนะสนุกดี เรียนไป ที่นั่นก็มีเงินเดือนให้ แต่ไม่เยอะ ประมาณสามหมื่นเหรียญต่อปี ต้องเสียภาษีเองอีกสามสิบเปอร์เซ็นต์หลังจากจบการศึกษาแล้วทำงานอีก 2 ปีตำแหน่ง Assistantprofessor (ผ.ศ.)”

และด้วยสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะกลับไปหลังเรียนจบ คุณหมอจึงเดินทางกลับมาทำงานที่โรงพยาบาลพระมงกุฎอีกครั้งโดยได้ยศเป็นแพทย์ทหารชั้นพันตรี แต่ทว่าชีวิตก็เหมือนถูกลิขิตให้ต้องเดินทางอีกครั้ง

ชีวิตชะตาลิขิต

“ไม่รู้คุณจะเชื่อหรือเปล่านะแต่สำหรับผม ทุกอย่างเป็น destinyคือเหมือนกับมีคนวางหมากให้เดิน หลังจากกลับจากอเมริกาได้6 เดือน วันหนึ่งก็มีโทรศัพท์จากโปรเฟสเซอร์ที่เคยสอนผมที่อเมริกาชวนให้ไปทำงานที่ฮ่องกง ซึ่งตอนนั้นเป็นปี 1994 อังกฤษกำลังจะคืนเกาะฮ่องกงให้จีนเขาจะมีเงินซีเคร็ต-เงินลับหลายแสนล้าน ซึ่งถ้าเขาไม่ใช้ ก็ต้องคืนให้จีนทั้งหมดอังกฤษก็เลยทุ่มสร้างโน่นสร้างนี่สารพัด ทั้งสร้างสนามบิน ถมเกาะทุ่มเงินให้มหาวิทยาลัย และจ้างคนเก่งๆ จากทั่วโลกมาทำงานที่ฮ่องกงโปรเฟสเซอร์ท่านนี้ก็เลยโทรศัพท์มาหาผม เพราะเขากำลังเซ็ตมหาวิทยาลัยที่ฮ่องกง เลยต้องการคนไปช่วย

...คือบอกก่อน กับงานที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ จริงๆผมแฮปปี้นะ ถ้าไม่ไปก็อยู่ต่อได้ ทุกอย่างลงตัวดีหมด แต่อย่างที่บอกเหมือนเดสทินี่ไง ผมเลยปรึกษาคุณพ่อว่าเอาไงดี เพราะที่นั่นเขาให้เงินดีกว่า ตอนนั้นอยู่ที่พระมงกุฎผมได้เงินเดือนประมาณ 8,000 บาท แต่ที่ฮ่องกง เขาให้เงินเดือนรวมประมาณ 400,000บาท อีกทั้งเป็นหนี้บุญคุณที่เขาสอนผมมาด้วย พ่อก็เลยไปปรึกษาพระ พระบอกว่า คุณต้องไปนะมันเป็นดวงที่ต้องไป ต้องเปลี่ยนที่อยู่ ผมก็เลยตัดสินใจไปอยู่ที่นั่น (หัวเราะ)

...ไปถึงที่นั่นเขาก็ออฟเฟอร์เรื่องบ้านเรื่องสวัสดีการอย่างดีเลยนะ โดยให้ผมไปสร้างศูนย์จอประสาทตากับแผนกมะเร็งและฝึกนักเรียนที่นั่น บางครั้งก็มีพวกอาจารย์จากเมืองจีนมาเรียน มีความสุขครับกับการทำงานที่นั่นสอนได้เกือบสี่ปี จนกระทั่งถึงปี 1997 ซึ่งเป็นปีที่อังกฤษคืนเกาะฮ่องกงให้จีน ทางการจีนก็เปลี่ยนกฎใหม่ชาวต่างชาติคนไหนที่ต้องการทำงานที่ฮ่องกงต่อทุกคนจะต้องสอบไลเซ่นของฮ่องกงใหม่หมด รวมทั้งแพทย์ต่างชาติก็ต้องสอบใบประกาศโรคศิลป์ใหม่หมดจึงจะทำงานต่อได้ ผมก็เลยรู้สึกขี้เกียจ ไม่อยากอยู่ต่อ”

จากฮ่องกง ไปสิงคโปร์ ..และกลับมาไทย

“สุดท้ายก็เหมือนเดสทินี่อีก(หัวเราะ) ตอนที่ผมรู้สึกไม่อยากอยู่ฮ่องกงต่อ ก็บังเอิญมีเพื่อนผมคนหนึ่งโทรมาจากสิงคโปร์ทาบทามให้ผมไปทำงานที่ NationalUniversity of Singapore และ Singapore National Eye Center (SNEC) ซึ่งเป็นศูนย์ดวงตาใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ซึ่งเงินเดือนที่เขาเสนอให้ก็น้อยกว่าเดิมนะ แต่ผมว่าน่าสนใจดี เลยตัดสินใจย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์

…แต่ผมอยู่ที่สิงคโปร์ได้ไม่นานหรอกคือสัญญาของผมที่สิงคโปร์คือ 3 ปี แต่ผมอยู่ได้แค่ 2 ปี เพราะทำๆ ไปแล้วไม่ค่อยชอบระบบของที่นั่นสักเท่าไหร่ซึ่งที่จริงระบบของเขาก็ดีนะ ผู้คนก็มีน้ำใจ แต่มันน่าอึดอัดนะ เหมือนกับมีคนจ้องจับผิดเราตลอดผู้คนที่นั่นทำอะไรต้องหวาดผวาไปหมด ไม่เหมือนที่ฮ่องกง คนของเขารีแล็กซ์กว่า คนที่นี่ดูเหมือนไม่ค่อยมีความสุข อีกอย่างที่นี่ทุกอย่างต้องมายเวย์หมด ซึ่งบางครั้งมันอาจจจะดีก็ได้ แต่มันต่างจากที่อเมริกามากที่นั่นค่อนข้างมีเสรีภาพในความคิดมากกว่า เขาอาจจะลองทางอื่นก็ได้แต่หมายความว่าทุกอย่างต้องเซฟนะ ถ้าทำแล้วผลลัพออกมาดี เขาก็จะไม่ซีเรียสแต่ที่นี่ไม่ใช่ ทุกอย่างต้องมายเวย์ ก็เลยค่อนข้างทำงานด้วยความไม่สบายใจไม่ค่อยมีความสุข

...ประจวบว่าช่วงนั้นผมตัดสินใจขอเขาลากลับมาดูแลคุณพ่อที่เมืองไทยและโรงพยาบาลสมิติเวชสุขุมวิท ขอให้มาช่วยเซ็ตแผนกตาให้เขาใหม่ พอกลับมาก็อยากทำงานที่เมืองไทยก็เลยไม่กลับไป ก็มีคนเชิญให้ไปสอนหนังสือที่ศิริราชบ้าง ที่รามาธิบดีบ้างที่ราชวิถีบ้าง ก็ดูแลครอบครัวไปด้วย ก็รู้สึกมีความสุขดีครับ”

ดูแลดวงตาตั้งแต่ในครรภ์

“พอมองย้อนกลับไปตั้งแต่เด็กที่ผ่านมาก็คิดว่าตนเองโชคดีนะ ทุกอย่างเป็นเดสทินี่ ตอนออยู่สิงคโปร์ก็มีคนติดต่อให้ทำศูนย์ดวงตาที่โรงพยาบาลสมิติเวชตอนนี้ก็ได้โปรเจ็คใหม่ที่โรงพยาบาลปิยะเวท มาช่วยสร้างศูนย์ดวงตาให้ที่นี่พยายามสร้างให้เหมือนเมืองนอก เป็นศูนย์ดวงตาที่ให้บริการด้านดวงตาครบวงจรเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นดีครับ และเป็นประโยชน์ต่อคนไข้ดีทีเดียวเวลาต้องการจะไปตรวจตา รักษาตาแดง ตาบวม อะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ต้องไปเดินหาที่อื่นชีวิตตอนนี้ก็เลยค่อนข้างสนุกครับ มีอะไรให้คิด ให้ทำตลอดเวลา”

คุณหมอได้ให้ข้อมูลเรื่องโรคภัยดวงตาในเด็กมาด้วยแต่ด้วยเนื้อที่ของเราเหลือไม่มาก จึงต้องขอยกยอดไปลงในคอลัมน์คลินิกหมอเด็กในฉบับหน้าอย่างไรก็ดี คุณหมอได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลดวงตาเด็กเป็นการทิ้งท้าย

“ตั้งแต่ตั้งครรภ์สำคัญเลย คุณแม่ต้องคอยระวังเรื่องอารมณ์ให้ดีครับ เพราะแม่อารมณ์ไม่ดี จะมีผลต่อเด็กที่คลอดออกมาด้วยแม้จะไม่โดยตรงทีเดียว อีกอย่างคือ หมั่นดูแลสุขภาพร่างกายตนเอง ทานอาหารให้ครบ 5หมู่ แม่จะได้แข็งแรง เด็กก็จะแข็งแรงด้วย จะได้ไม่คลอดก่อนกำหนดเพราะเด็กที่คลอดก่อนกำหนดจะมีปัญหาเรื่องดวงตาได้ เช่น จอประสาทตาหลุดลอก ดังนั้นแม่ต้องดูแลให้พร้อมตั้งแต่ในครรภ์ ซึ่งถ้าเกิดเด็กคลอดครบกำหนด ก็อาจไม่ต้องตรวจตา

...พออายุสัก 6 เดือน ก็สังเกตว่าเด็กเริ่มจ้องหน้าเริ่มมองตาหรือไม่ หากไม่ผิดปกติ ก็รอจน 3 ขวบ สังเกตว่า ตาเข ตาเหล่หรือไม่ซึ่งการสังเกตเองอาจจะยากหน่อย เพราะเด็กเอเชีย จมูกค่อนข้างแบน ทำให้ดูเขได้แนะนำให้พามาตรวจที่โรงพยาบาลดีกว่า ยิ่งถ้าพ่อแม่มีประวัติสายตาสั้นสายตายาวอยู่แล้ว ก็ควรมาตรวจ ส่วนใหญ่ที่พบ เด็กก็จะเป็นโรคตาเล็กๆ น้อยๆ ได้ไม่ถึงกับอันตราย ควรพาเด็กมาตรวจทุก ปี ปีละครั้ง ฝากไว้ด้วยครับ”

รศ.นพ.ชเนศ สุวรรณมณี
คุณหมอเดสทินี่

Related items

ความเห็น (1)Add Comment
0
ปราย
กรกฎาคม 12, 2011
180.183.247.87
Votes: +0
...

อยากถามอาการของครร

เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนสิงหาคม-กันยายน 2561