หมวดหมู่บทความ พบคุณหมอเด็ก คลินิกหมอเด็ก

Search by tag : พบคุณหมอเด็ก, คลินิกหมอเด็ก, ห่วงน้องติดคางทูมจากพี่


การเดินทางของหนูฟี...(ตอน) ซินโดรมนรก ภาค II
(2 votes)

ใน
เมืองไทยซื้อยาปฎิชีวนะได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ ทำให้มีการใช้ยาเกินความจำเป็น เป็นสาเหตุของการดื้อยา จนเชื้อโรคดื้อยาเห็นยาเป็นขนมไป จนหมอแทบจะเอาไม่อยู่

                       ตะลุมบอน…ตอนต่อ เป็นคำที่สามารถจะพูดได้ในการที่จะดูแลรักษาคุณแม่หนูอิม(อิม..พอสซิเบิล impossible..ชื่อเล่นๆ ที่พยาบาลตั้งให้กับทารกผู้นี้ที่ไม่น่าจะรอดได้)

เป็นสัปดาห์ที่เธออยู่ในหออภิบาลหรือที่เข้าใจง่ายๆคือ คนจีนไม่ค่อยชอบ ชื่อ ICU นี้นัก  ถ้าเป็นคนจีน หมอก็จะบอกว่าเป็นห้องผู้ป่วยหนักเพราะ ICU ออกเสียง ฟังแล้วไม่เป็นมงคล (เป็นวีระก็น่าจะได้)ว่า อ้าย ซี้ (แล้ว)ยู แช่งกันชัดๆ บางคนก็เรียกเสียกิ๊บเก๋ว่าห้องผู้ป่วยวิกฤติก็ไม่ว่ากัน เอาเป็นว่าเป็นหอผู้ป่วยที่พร้อมจะเดินทางไปจากโลก เปรียบได้ว่าจองตั๋วเครื่องบินไว้เพียงแต่รอให้(หมอ)สั่งให้ไปรับหรือแคนเซิลเท่านั้น    

ในรายแม่หนูอิม (impossible) ที่ป่วยด้วยซินโดรมนรก(HELLP syndrome) หมอเพียงให้บุ๊คตั๋วโดยสารไว้ยังไม่ระบุวัน และวันนี้ก็ยังยืนยันว่ายังเป็นตั๋วที่ไม่ระบุวันเพราะแม้ว่าสภาวะการทำงานของตับจะยังแสดงว่าตับยังบวมอักเสบอยู่และความสมดุลของเกลือแร่ที่เจาะเลือดตรวจดูจะยังไม่ปรกติแต่ก็กำลังแก้ไข อาการบวมของสมองก็ยังมีอยู่ระดับความรู้สึกของผู้ป่วยไม่ดีขึ้นจากวันที่ผ่านมายังจะต้องใช้เครื่องช่วยการหายใจ ทวารต่างๆ ทั้งบนและล่างคือทั้งปากและท่อปัสสาวะล้วนถูกใส่สายสวนเพื่อการควบคุม และตรวจสอบปริมาณสารน้ำและของเหลวเข้าออกจากร่างกายอย่างเข้มงวดข้าวปลาอาหารไม่ได้กิน (เอง) หมอให้สารอาหารทางสาย ทั้งทางกระเพาะและทางหลอดเลือดเรียกได้ว่าหมอควบคุมการทำงานแทนธรรมชาติ หรือเรียกว่าหมอเทคโอเวอร์ธรรมชาติไปแล้ว

แค่นี้ยังไม่พอในรายที่เป็นโรคหัวใจหมอก็จะใส่สายสวนเข้าไปกระตุ้นการทำงานของหัวใจเข้าไปอีกและจะมีสายน้ำเกลือสวนคาไว้เป็นตัววัดระดับเลือดของผู้ป่วยเพื่อติดตามและตรวจสอบปริมาณของๆ เหลวและน้ำเลือดรวมทั้งการทำงานของหัวใจไว้ ทำให้รู้สภาวะการทำงานของหัวใจคุณแม่ว่าหัวใจทำงานได้ดีถือว่าเป็นต่อไปส่วนหนึ่ง และจากการติดตามการทำงานของไตก็พบว่า ปริมาณปัสสาวะออกมามากขึ้นโดยปกติแล้วควรจะต้องมีปัสสาวะออกมาปริมาณไม่น้อยกว่าครึ่งซีซีต่อน้ำหนักตัวในทุกชั่วโมงซึ่งในคืนที่ผ่านมาปัสสาวะออกมาเกินปริมาณขั้นต่ำ ซึ่งเพิ่มมากจากวันก่อนๆ  

พอเห็นปริมาณปัสสาวะ ในถุงเก็บปัสสาวะที่ห้อยอยู่ข้างเตียงหมอก็ถอนหายใจ พอจะโล่งอกไปได้ ยิ่งได้กลิ่นเหม็นๆของอุจจาระ แทนที่หมอจะวิ่งหนีกลับรีบบอกคุณพยาบาลมาช่วยกันแหวกดูที่ก้นต้นเหตุของกลิ่น…หลายคนอาจจะคิดว่าหมอและพยาบาลเป็นมนุษย์แมลงวันพันธุ์ ที่ชอบของเหม็น…ฮาฮา หาใช่ไม่เพียงแต่หมอมีนิสัยคล้ายตำรวจ (น้ำดี…ต้องเน้นว่าน้ำดี)ที่จะต้องหาสาเหตุสอบสวนสภาพแวดล้อม กลิ่นอุจาระ ต้องมีที่มาที่ไปเมื่อดูที่ก้นไม่พบอุจจาระแสดงว่าเป็นการผายลมของผู้ป่วย บ่งบอกว่าลำไส้ของผู้ป่วยทำงานระบบทางเดินอาหารทำงานแล้ว แต่ถ้าเป็นอุจาระออกมาก็ต้องมาดูว่าเป็นอุจจาระลักษณะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องของท้องเสียหรือว่าเป็นอุจาระแต่หูรูดทวารไม่ทำงาน ก็จะบอกสภาพของการทำงานของสมองว่าแย่แล้ว แต่รายคุณแม่นี้มีออกมาแต่ลมเป็นการผายลมแสดงว่าไม่ใช่ท้องเสียบ่งบอกว่าการย่อยดี มีแต่แก๊สหลงเหลือ และหูรูดดีบ่งว่าการทำงานของสมองยังดี แค่ผายลมก็บอกอะไรแยะมากจึงไม่แปลกที่พูดกันว่าหมอพยาบาลเป็นผู้ที่สะอาดที่สุดแต่อยู่กับสิ่งสกปรกที่สุด      

  ผายลมของคุณแม่ทำให้หมอใจชื้นกำลังส่องแสงสว่างปลายอุโมงค์มากขึ้นขั้นต่อไปหมอก็จะประคับประคองการทำงานของอวัยวะต่างๆ ที่ชำรุดให้ค่อยๆ ฟื้นตัวโดยการป้องกันไม่ให้มีผลแทรกซ้อนเกิดขึ้น ที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งคือการติดเชื้อในคุณแม่การติดเชื้อจากเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งมีขนาดเล็กมากมองไม่เห็น เป็นศัตรูตัวร้ายที่น่ากลัวมากจะชวยโอกาสตอนเผลอหรือแม้ตอนไม่เผลอแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยที่อ่อนแออยู่แล้ว ยิ่งผู้ป่วยที่มีสายสวนสายต่างๆ แทงหรือสอดใส่ตามทวารต่างๆยิ่งเป็นช่องทางให้เชื้อโรคหรือเชื้อจุลินทรีย์เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น เหมือนมีสะพานทอดไว้ให้เชื้อโรคเดินเข้าสู่ร่างกายดังนั้นตามสายตามท่อต่างๆ ที่ต่อออกจากร่างกายผู้ป่วยต้องมีการดูแลเฉพาะอย่างเข้มงวด  การทำความสะอาดเช็ดล้างต้องถูกเทคนิคปราศจากเชื้อโรค ถุงเก็บของเสียเช่นถุงปัสสาวะต้องวางแขวนให้ถูกต้องป้องกันการปนเปื้อนและจะต้องไม่ยกสูงกว่าระดับเอวของผู้ป่วยเพื่อกันการไหลกับของปัสสาวะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะอันจะนำไปสู่การอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะและลามไปไตในที่สุดเชื้อก็จะเข้ากระแสโลหิต  

เชื้อโรคหรือตัวจุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตตัวน้อย เป็นศัตรูตัวร้ายที่แทรกตัวอยู่ทั่วไปทุกที่ทุกทาง แต่ไม่ใช่ทุกตัวจะร้ายหมดมีเพียงบางชนิดเท่านั้นที่เป็นตัวร้ายก่อเรื่องทำร้ายร่างกายมนุษย์ตามผิวกายตามทวารต่างๆ ของมนุษย์ล้วนมีตัวจุลินทรีย์หลากหลายชนิดอยู่แต่ไม่เกิดโรค  เพราะร่างกายมนุษย์มีภูมิต้านทานต่อจุลินทรีย์และขณะเดียวกันจุลินทรีย์ด้วยกันเองก็ข่มกันเองอยู่ เรียกว่าคุมเชิงกันเอง ป้องกันไม่ให้แต่ละฝ่ายแพร่พันธุ์ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนจนก่อโรคเป็นสมดุลทางธรรมชาติของเชื้อจุลินทรีย์ แต่มนุษย์มักจะไปรบกวนสมดุลของจุลินทรีย์เสียฉิบเช่นการใช้ยาปฎิชีวนะพร่ำเพรื่อ ทำให้สมดุลของจุลินทรีย์เปลี่ยนไป  ก็เกิดเรื่องเกิดการติดเชื้อเกิดขึ้นที่กำลังเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตในวงการแพทย์คือเกิดการดื้อยาของเชื้อโรคที่ฝังตัวอยู่ในโรงพยาบาลเพราะการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม ต้องโทษทั้งหมอและทั้งคนไข้ที่ใช้ยากันเอง โดยเฉพาะในเมืองไทยเราที่การซื้อหายาปฎิชีวนะได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ทำให้มีการใช้ยากันเกินความจำเป็นเป็นสาเหตุของการดื้อยาที่สำคัญ จนเชื้อดื้อยาเห็นยาเป็นขนมไปเลยจนหมอแทบจะเอาไม่อยู่ 

และเจ้าเชื้อดื้อยาปัจจุบันก็ใจกล้ามากไม่กลัวโรงหมอโรงพยาบาลกันเลยแถมมาอาศัยอยู่ในโรงพยาบาลเสียเลย หมอต้องตามล้างตามเช็ด ทำเช่นนั้นจริงๆคือต้องปิดตึกปิดห้องทำการเช็ดล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และปิดอบห้องกันเลยในห้องผู้ป่วยที่ตรวจพบว่ามีเชื้อดุเชื้อดื้อปนเปื้อนอยู่โดยทางโรงพยาบาลจะต้องทำการซุ่มสว็อบ (swab) หรือป้ายเก็บ สุ่มตามบริเวณต่างๆของห้องที่สำคัญและเดาว่าเป็นแหล่ง ซ่อนตัวของเชื้อ คือในห้องน้ำห้องส้วมตามลูกปิดประตูที่ๆ มีการสัมผัสหลากหลาย เชื้อพวกนี้อยู่ในโรงพยาบาลจนชินกับการสัมผัสกับยาก็จะพัฒนาปรับตัวจนยาทำอะไรไม่ได้ และนับวันจะกล้าแข็งและดุมากขึ้นๆหมอก็เหนื่อยที่จะต้องคิดค้นหายามารักษามาทำลายเชื้อกลุ่มนี้ และหนทางที่ดีคือการป้องกันการติดเชื้อหนึ่งในมาตรการนั้น คือการลดโอกาสการสัมผัสกับเชื้อ หนึ่งในมาตรการนั้นคือการอยู่โรงพยาบาลให้น้อยที่สุดเป็นที่มาที่มีการให้ผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลไปพักฟื้นที่บ้านโดยเร็ว 

แต่ก็เกิดปัญหาเกิดขึ้นจนได้ญาติหรือบางครั้งผู้ป่วยเองก็เถอะไม่เข้าใจคิดว่าหมอต้องการให้ผู้ป่วยกลับบ้านเพื่อต้องการห้องให้ผู้ป่วยรายใหม่หรือเพื่อลดภาระงานที่แม้จะอธิบายอย่างไรก็ไม่พยายามเข้าใจ และจะอยู่ต่อ ประเภทที่เรียกว่าเอาถูกใจไม่เอาถูกต้อง ก็ต้องรับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วละก้อต้องอยู่โรงพยาบาลนานสมใจไปเลยบางครั้งก็เกิดการติดเชื้อรุนแรงจนหมอก็เอาไม่อยู่สุดท้ายก็ย้ายไปอยู่วัด   

การป้องกันการรับเชื้ออีกมาตรการหนึ่งคือการป้องกันเชื้อจากภายนอกนำเข้ามาติดผู้ป่วยที่สำคัญและทำยากคือการป้องกันการติดเชื้อจากผู้มาเยี่ยมไข้นำมาจากการที่ผู้เยี่ยมไข้มีเชื้ออยู่ทั้งที่เป็นโรคอยู่ก็ดีหรือเป็นพาหะก็ดี หรือติดมากับของเยี่ยมไข้ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งดังนั้นในรายที่เป็นคนไข้หนักหรือคนไข้ที่ภูมิต้านทานอ่อนหรือบกพร่องเช่นผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดหมอก็จะวางมาตรการเยี่ยมให้ปฎิบัติ ถ้าผู้ป่วยวิกฤติก็ให้เยี่ยมนอกห้องกระจกหรือการที่จะต้องให้ผู้มาเยี่ยมเปลี่ยนรองเท้า สวมหมวกใส่ผ้าคาดปาก เข้าเยี่ยม และการงดของเยี่ยมและงดการสัมผัสจับถูกต้องตัวผู้ป่วย  

                        คุณแม่หนูอิม (impossible) ก็โดนมาตรการป้องกันการติดเชื้อรุนแรงคือเยี่ยมนอกห้องกระจกเพราะแค่โรคซินโดรมนรก เธอก็แทบจะอิมพอสซิเบิลที่จะรอดอยู่แล้ว แต่ก็เริ่มที่จะประคับประคองจนเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์และส่อว่ากำลังจะดีวันดีคืนถ้าเกิดมีการติดเชื้อเกิดขึ้นก็จะก่อผลแทรกซ้อนที่ไม่อาจจะคาดได้ในเย็นของวันนั้นการทำงานของไตก็ฟื้นขึ้นอย่างชัดเจน จากผลการตรวจที่พบว่าระดับของเสียในเลือดลดลงอย่างมากใกล้สู่ระดับปกติและปริมาณปัสสาวะก็เริ่มออกมากจนเข้าระดับที่เรียกว่ามากเกินปกติซึ่งส่อแสดงว่าร่างกายได้ทำการขับน้ำส่วนเกินออกมาได้มากจากการที่ไตฟื้นตัวเมื่อโรงบำบัดของเสียเริ่มทำงาน ของเสียที่คั่งค้างในอวัยวะต่างๆ ก็เริ่มระบายออกมาการทำงานของอวัยวะต่างๆ เริ่มกลับเข้าสู่ปกติอย่างช้าๆ อาการบวมจะดูเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางดีที่เห็นชัดเจนได้เป็นอันดับแรกๆจะยุบลง เพราะน้ำและของเสียถูกขับถ่ายได้มากขึ้น หน้าตายุบบวมระบบเลือดโดยเฉพาะการแข็งตัวของเลือดความเข็มข้นหรือความหนืดของเลือดลดลง เลือดไหลเวียนคล่องไหลไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้ดีการทำงานของอวัยวะต่างๆ ก็จะเริ่มเข้าที่ๆ สำคัญคือการทำงานของตับแหล่งสร้างพลังงานและโรงกำจัดของเสียที่สำคัญของร่างกายฟื้นสามารถทำงานได้ การฟื้นตัวของร่างกายก็จะค่อยๆกลับมา หมอเป็นต่อแล้วไชโย ! ! !  

วันถัดมาปัสสาวะก็ไหลหลั่งออกมาอย่างมากสัญญาณชีพต่างๆ ดูดีไปหมด การขยับของร่างกายเริ่ม มีและมากขึ้นตามลำดับจุดเลือดออกและพรายย้ำที่เป็นอาการของการตกเลือดใต้ผิวหนังลดลงและเริ่มจาง เสียงเคลื่อนไหวของลำไส้มากขึ้นบ่งว่าการทำงานของทางเดินอาหารกลับเข้าที่เข้าทางแต่ยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ ยังหายใจเองได้ไม่เพียงพอ  การที่ร่างกายมีการเคลื่อนไหวได้เอง เบาใจได้มากที่จะไม่เกิดแผลกดทับเกิดขึ้นแสดงว่าสมองเริ่มฟื้นตัวแล้ว

สมองดูจะเป็นส่วนที่กลับช้ากว่าชาวบ้านเพราะในอีกสามวันถัดมาคุณแม่หนูอิมเริ่มที่จะลืมตาและตอบสนองต่อการเรียกการติดต่อของแพทย์แต่ก็ยังเบลอๆอยู่และการหายใจยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจทำงานแทนเป็นระยะๆ หมอเริ่มกังวลกับการที่ยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจต่อไปอีกเกือบจะเข้าสัปดาห์ที่3 ซึ่งถ้าต้องใช้เครื่องช่วยหายใจนานๆ หมอจะทำการเจาะคอเพื่อใส่เครื่องช่วยหายใจแทนทางจมูกเพื่อลดผลแทรกซ้อนและที่กังวลก็เกิดจนได้ ในวันต่อมาคุณแม่เริ่มมีไข้เสมหะเปลี่ยนเป็นสีเขียวการหายใจเริ่มเพิ่มมากขึ้น บ่งบอกว่ามีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจหมอต้องรีบทำการวิเคราะห์หาสาเหตุของเชื้อโรคมีการเพาะเชื้อจากสารคัดหลั่งหรือเสมหะ เท่านั้นไม่พอ ต้องเจาะเลือดนำไปเพาะหาเชื้อโรคในกระแสเลือดและทำการปรับเปลี่ยนยาปฎิชีวนะพร้อมกับการรักษาปอดอักเสบและทำการเจาะคอใส่ท่อหายใจแทนทางจมูกและทำการดูดเคลียร์เสมหะให้คุณแม่บ่อยขึ้นให้ยาละลายเสมหะและยาขยายหลอดลม

เมื่อมีการติดเชื้อสภาพร่างกายคุณแม่ก็เริ่มทรุดลงสัญญาณชีพเริ่มไม่คงที่ คณะแพทย์ต้องเพิ่มเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับเปลี่ยนการรักษาให้เหมาะสมและทันท่วงที เรียกว่าเหนื่อยอีกรอบ โอพระเจ้าช่วยกล้วยแขก (ขอเป็นวัยโจ๋หน่อย)ทั้งหมอทั้งญาติเครียดไปตามๆ กัน พูดเรื่องติดเชื้อก็เกิดติดเชื้อขึ้น ทั้งๆ ที่ในICU จัดได้ว่าได้รับการควบคุมเรื่องการติดเชื้ออย่างเข้มงวดมากที่สุดก็ยังเกิดเรื่องขึ้นได้ ดังนั้นในทางการแพทย์จึงมีสุภาษิตสอนใจพวกหมอกันว่า

 ในวิชาชีพแพทย์ ไม่มีคำว่า Allways หรือ Never อะไรก็เกิดขึ้นได้ คราวหน้ามาตามเอาใจช่วยคุณแม่หนูอิม (impossible) กัน ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย

น.พ. วีระ  สุรเศรณีวงศ์

Related items

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2561 ฉบับที่ 542