หมวดหมู่บทความ Talks มากหมอ(ไม่)มากความ

Search by tag : Talks, มากหมอ(ไม่)มากความ, นายแพทย์สมสิทธิ์ ตันสุภสวัสดิกุล คุณหมอพ่อพระแห่งบำราศนราดูร


ปลูกถ่ายไขกระดูกด้วยสเตมเซลล์
(1 vote)
ดัชนี บทความ
ปลูกถ่ายไขกระดูกด้วยสเตมเซลล์
หน้า 2
          สเตมเซลล์คืออะไร? มีความสำคัญอย่างไรต่อการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งและโรคเลือด โดยเฉพาะโรคธาลัสซีเมียซึ่งพบค่อนข้างมากในเด็กไทย ? และการเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดในสายสะดือตั้งแต่แรกคลอดมีความสำคัญอย่างไร? นานแล้วที่มีการพูดถึงเซลล์ต้นกำเนิดที่เรียกว่า “สเตมเซลล์” แต่หลายคนยังสงสัยในคำถามเหล่านี้ ซึ่งเราจะพาคุณแม่ไปค้นหาคำตอบด้วยกัน
เดินทางมาที่ธนาคารสเตมเซลล์ บริษัท ไทย สเต็มไลฟ์ ตั้งอยู่ในซอยชิดลม ถนนเพลินจิต หลังโรงพยาบาลเจตตานิน ขึ้นมาที่ชั้น 2 เพื่อพูดคุยกับแพทย์หญิงจุฑาทิพย์ ฟองศรันย์ กุมารแพทย์ คุณหมออธิบายเกี่ยวกับสเตมเซลล์ว่า
“จริงๆ แล้ว สเตมเซลล์ก็คือเซลล์ในตัวเราเอง เพียงแต่ไม่ใช่เซลล์ที่เจริญเติบโตทุกที่ คือถ้าเรานึกย้อนกลับไป ทุกคนรู้จักสเปิร์ม เคยเห็นเป็นตัวรีๆ มีหาง ไข่เป็นเม็ดกลมๆ เหมือนไข่ไก่ ซึ่งถ้าเราสังเกตไข่ไก่จะเป็นน้ำสีขาวๆ ล้อมน้ำสีแดง แต่ทำไมมันสามารถกลายเป็นไก่ทั้งตัวที่มีอวัยวะต่างๆ ได้ นั่นก็คือสเตมเซลล์ซึ่งเป็นเซลล์จุดตั้งต้นของชีวิต ไม่ว่าชีวิตคนหรือชีวิตสัตว์ หรือพืชเองก็มีสเตมเซลล์ ทั้งหมดเริ่มต้นจากการเป็นเซลล์ตัวอ่อน ซึ่งเซลล์ตัวอ่อนนี้มีคุณสมบัติ 2 อย่าง หนึ่ง มันสามารถเพิ่มจำนวนตัวเองได้ และสอง มีคุณสมบัติเปลี่ยนรูปร่างเพื่อทำหน้าที่ไปทำซัพพอร์ต เหมือนกับไข่ เริ่มต้นจากไข่ซึ่งดูเหมือนไม่มีอะไร แต่พอมาเป็นไก่ ตรงนั้นเป็นขน ตรงนั้นเป็นขา แล้วเวลาขยายออกมาก็ทำหน้าที่ซัพพอร์ต คือตอนแรกยังไม่รู้ว่าจะเจริญเป็นเซลล์อะไร แต่มันมีความสามารถที่จะเจริญเป็นเซลล์ทุกอย่าง ดังนั้นไม่ว่าคน สัตว์หรือพืชก็เริ่มต้นจากสเตมเซลล์ ต้องมีเซลล์ที่เป็นจุดตั้งต้นและแบ่งออกไปทำหน้าที่
...สำหรับการสเตมเซลล์มาใช้ องค์ความรู้ทั้งหมดคงต้องเริ่มจากความพยายามในการต่อสู้กับโรคของมนุษย์ เราจะเห็นได้จากความพยายามของแพทย์ เริ่มต้นจากการใช้สมุนไพร แล้วมาการผ่าตัด จากสมุนไพรก็เปลี่ยนเป็นยาแผนปัจจุบัน ซึ่งการใช้เคมีบำบัดก็ถือเป็นยา การใช้รังสีรักษาก็คล้ายกับการผ่าตัด และการรักษาด้วยยาหรือการผ่าตัด แน่นอน มันสามารถช่วยรักษามนุษย์ได้หลายๆ โรค แต่ก็มีหลายๆ โรคที่ไปไม่ได้ เช่น โรคมะเร็ง การรักษาโรคมะเร็ง เราจะใช้เคมีบำบัดและการฉายแสงร่วมกัน แล้วค่อยมาการผ่าตัด แต่ทุกคนก็พบว่าเมื่อรักษาด้วยวิธีเหล่านี้มันจะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น ซึ่งภาวะแทรกซ้อนจากการใช้เคมีบำบัดเยอะๆ ที่ทำให้คนไข้เสียชีวิต เรียกว่า ภาวะที่ทำให้ไขกระดูกฝ่อ”
สเตมเซลล์หรือเซลล์ไขกระดูก
“ไขกระดูกคือสิ่งที่อยู่ในกระดูกของเรา เป็นสิ่งที่มีหน้าที่ในการสร้างเม็ดเลือด ไม่ว่าเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกร็ดเลือด ล้วนเป็นสิ่งที่ไขกระดูกสร้างขึ้น ซึ่งไขกระดูกนี้ในคนปกติจะทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือด เกร็ดเลือดได้ดี โดยตัวมันจะอยู่ในกระดูก ลองนึกถึงกระดูกไก่ พอหักตรงกลางๆ จะเห็นมีแดงๆ อยู่ตรงกลาง นั่นล่ะไขกระดูก กระดูกคนก็เป็นลักษณะเดียวกัน ถ้าเป็นเด็กเล็กๆ กระดูกทุกชิ้นจะมีไขกระดูกหมดเลย แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ กระดูกที่มีไขกระดูกจะมีเฉพาะกระดูกแบนๆ เช่น กระดูกเชิงกราน กระดูกก้นกบ กระดูกซี่โครง กระดูกหน้า แต่กระดูกแขนขาจะไม่มีไขกระดูก ถามว่าทำไม คือมันเป็นธรรมชาติ มันจะเยอะตอนเป็นเด็ก พออายุเพิ่มขึ้น มันจะค่อยๆ ลดลง เพราะถูกแทนที่ด้วยไขมัน ถ้าเป็นคนปกติซึ่งไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย ไขกระดูกจะมีโอกาสกลับมาสร้างเม็ดเลือดจนวันสุดท้ายของเราได้ แต่ถ้าเราเป็นโรคที่ต้องใช้ยาเคมีบำบัดเยอะๆ เพื่อไปฆ่าเซลล์มะเร็ง ยาเคมีบำบัดมันจะฆ่าเซลล์ทุกชนิดที่โตเร็วด้วย เคยเห็นคนใช้ยาเคมีบำบัดใช่ไหมคะ สังเกตว่าผมเขาจะร่วง ปากแห้งซีดเผือด เพราะเซลล์พวกนี้เป็นเซลล์ที่โตเร็ว และถูกกำจัดไปพร้อมกับเซลล์มะเร็ง แต่อย่างเซลล์ในปากหรือเซลล์ผมถึงถูกเคมีบำบัดแล้วมันจะตายแต่ไม่ตายเลย มีโอกาสที่จะฟื้นตัวกลับมาได้ แต่เซลล์ไขกระดูกเวลามันตายแล้วจะตายไปเลย ฉะนั้นเวลารักษาคนไข้โรคมะเร็ง พอถึงจุดๆ นึงเราไม่สามารถให้ยาบำบัดที่มันแรงได้ คนไข้จะตายก่อนเพราะทนภาวะแทรกซ้อนไม่ได้เนื่องจากไขกระดูกฝ่อ เขาจึงหาวิธีว่าจะทำอย่างไรเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนนี้ได้”
สร้างเม็ดเลือดขาวจากเซลล์ต้นกำเนิด
“เลยมีคำถามว่า มีโรคอื่นอีกไหมที่มนุษย์อยากได้ไขกระดูกมาซ่อมแซม มันก็จะมีกลุ่มโรคกลุ่มหนึ่งที่พบในเด็กแรกเกิด เด็กพวกนี้จะเกิดมาพร้อมโรคที่เรียกว่า ภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด เขาจะเสียชีวิตหรือพิการตั้งแต่กำเนิดเพราะไม่มีภูมิ เวลาเจอเชื้อแบคทีเรีย เจอเชื้อไวรัส จะทำให้เสียชีวิต พวกนี้เกิดจากการที่เซลล์เม็ดเลือดขาวสร้างมาผิดปกติหรือไม่สร้าง ซึ่งเซลล์เม็ดเลือดขาวสร้างจากไหน ก็สร้างมาจากไขกระดูก บางคนที่รุนแรงมากๆ ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตภายในไม่เกิน 1 ปี คลอดมาแป๊บเดียว ไม่นานก็ติดเชื้อ ปอดบวม แล้วเสียชีวิตเลย เนื่องจากความผิดปกติของไขกระดูกของเด็กคนนี้ ไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดขาวที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเชื้อโรคของเขาเอง
..ดังนั้น การแพทย์ใช้ยาก็ช่วยไม่ได้แล้ว เพราะการใช้ยามันต้องมีภูมิของตัวเองสู้ด้วย จะหวังพึ่งยาทั้งหมดไม่ได้ ฉะนั้นในภาวะที่ไม่มีภูมิเลย การใช้ยาก็เอาไม่อยู่ การผ่าตัดยิ่งไม่มีทาง คุณจะไปผ่าตัดเอาอวัยวะที่ติดเชื้อได้อย่างไร ก็เป็นไปไม่ได้ะ เขาจึงก็รู้ว่าที่มาของเด็กพวกนี้ที่ทำให้เสียชีวิต คือไม่มีภูมิต้านทานเพราะเม็ดเลือดขาวทำงานผิดปกติ วิธีการที่เขาคิดคือ การเอาเม็ดเลือดขาวคนอื่นมาใส่แทน ทีนี้ถ้าเอาเม็ดเลือดขาวมาใส่เฉยๆ เม็ดเลือดขาวใส่แป๊บเดียวก็ตาย ฉะนั้นก็ต้องไปเอาเซลล์ต้นกำเนิดของเม็ดเลือดขาว นั่นคือการปลูกถ่ายไขกระดูก หรือเอาสเตมเซลล์ของคนๆ หนึ่ง มาช่วยชีวิตของคนอีกคน นั่นจึงเป็นที่มาทางการแพทย์ที่เรียนรู้ว่าทำอย่างไรถึงจะสามารถรักษาโรคได้”
การปลูกถ่ายไขกระดูก
“การปลูกถ่ายสเตมเซลล์ครั้งแรก จุดเริ่มต้นก็ตั้งแต่ปี 1989 เริ่มต้นเป็นการศึกษาในสัตว์ทดลอง หลังจากนั้นส่วนใหญ่จึงการใช้เพื่อรักษาโรคมะเร็ง การรักษาพวกนี้ยังใช้สเตมเซลล์จากพี่น้องหรือคนใกล้ชิด แล้วค่อยมาเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ญาติ การเก็บสเตมเซลล์ครั้งแรกก็ใช้วิธีเจาะไขกระดูกโดยตรง โดยเจาะตรงกระดูกสะโพกเชิงกรานทั้งสองข้าง ซึ่งการดูดครั้งนึงจะได้ปริมาณไม่เยอะ ไม่เกิน 10 ซีซี แต่เวลาที่เราใช้รักษาโรค เราต้องดูคนที่ใช้ว่าน้ำหนักเท่าไหร่ ต้องใช้ปริมาณเท่าไหร่ ปกติเราจะไขกระดูก 15 - 20 ซีซี ต่อน้ำหนัก 1 กิโลของคนรับ อย่างคนรับถ้าน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ต้องดูดมาประมาณลิตรนึงหรือ 1,000 ซีซี
…และเวลาเจาะ เวลาดูดไม่ได้มีแต่ไขกระดูก ส่วนหนึ่งมีเลือดด้วย ดังนั้นก็ต้องมีการให้เลือดด้วย เวลาทำ มันดูเหมือนไม่ยาก และในแง่ของการบริจาคสเตมเซลล์ กระดูกที่เจาะจะเป็นกระดูกเชิงกรานซึ่งเป็นกระดูกที่ปลอดภัยที่สุด นึกถึงกระดูกไก่ มันจะเป็นกระดูกเล็กๆ ข้างในเป็นสีดำๆ พอดูดไปหลายครั้ง มันจะกลวงๆ เป็นโพรงโล่งๆ ซึ่งเราไม่สามารถใช้กระดูกตำแหน่งอื่นได้ เพราะกระดูกอื่นอย่างกระดูกแขนขามันจะมีสเตมเซลล์แค่ตรงหัว ตรงกลางท่อนไม่มี เจาะไปก็ไม่ได้ กระดูกที่มีเสตมเซลล์คือ กระดูกซี่โครง กระดูกศีรษะ กระดูกสันหลัง แต่มันไม่ปลอดภัย ก็เลยต้องเจาะกระดูกเชิงกรานอย่างเดียว ซึ่งการเจาะตรงนี้มันไม่มีผลกระทบต่อกระดูกส่วนอื่นของเรา ดังนั้นกระดูกชิ้นอื่นก็สามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดให้ร่างกายได้ ไม่ทำให้เราอ่อนแอลง แต่มันต้องเจาะเยอะ และต้องคอยเปลี่ยนตำแหน่ง หมุนทิศทางการแทง ซ้ายขวาหน้าหลัง เจาะหนึ่งรู สองรู สามรู ซึ่งต้องเจาะให้ได้ในวันเดียว”

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
แม่และเด็ก 483 พฤษภาคม 2555