นิตยสาร M&C แม่และเด็ก - การเดินทางของหนูฟี ตอน คลอดแล้วจ้า มา (ปฎิรูป) เถอะโยม!!!
หมวดหมู่บทความ คลินิคคุณแม่ คลินิคแม่และเด็ก

Search by tag : คลินิคคุณแม่, คลินิคแม่และเด็ก, น้ำประปาชงนมให้ลูกดีไหม


การเดินทางของหนูฟี ตอน คลอดแล้วจ้า มา (ปฎิรูป) เถอะโยม!!!
(2 votes)

อั้นไม่ไหวแล้ว!!!

ท่านผู้ชมสถานการณ์เข้าขั้นสุกงอม หนูฟีจำมาจากประกาศคณะปฏิรูปฯ เมื่อ19 กันยายนที่ผ่านมาที่ชาวบ้านเรียกว่าปฏิวัติฮาเฮ ยุคเดียวกับคาร์บ๊อง อันลือลั่นสนั่นเมือง สถานการณ์ที่ว่านี้คือการที่ปากมดลูกขยายเปิดมากกว่าสี่เซนติเมตร และมดลูกจะมีการบีบรัดตัวถี่ขึ้นๆ ถุงน้ำคร่ำก็โปร่ง หรือถุงน้ำก็จะแตกไม่ก็ถูกหมอเจาะออก ถุงน้ำที่ว่านี้เป็นเยื่อบางๆ ใสๆ เป็นส่วนของรก เรียกว่า ‘เยื่อหุ้ม’ มีสองชั้นประกบกันแพทย์ใช้ช่วยจำแนกชนิดของแฝดเมื่อคลอดทารกแฝดว่าเป็นแฝดชนิดไข่ใบเดียวหรือสองใบแผ่นเยื่อบุรกนี้มีประโยชน์มากทางการแพทย์ กล่าวคือ แพทย์เอามาใช้รักษาแผลโดนไฟหรือน้ำร้อนลวกได้โดยเอาเยื่อบุรกนี้ไปทำให้ปราศจากเชื้อ แล้วนำมาคลุมแผลที่ถูกไฟหรือน้ำร้อนลวก เพื่อกันการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ที่เป็นสาเหตุให้ร่างกายช็อกรุนแรงและยังเป็นการป้องกันการติดเชื้อจากการสูญเสียเยื่อบุผิว

เยื่อบุถุงน้ำคร่ำเป็นแผ่นเนื้อเยื่อพิเศษไม่มีเส้นเลือด มีความเหนียวมากทีเดียวขนาดที่เอามือฉีกไม่ขาด ต้องใช้กรรไกรหรือของมีคมมาตัด ทำหน้าที่ห่อหุ้มน้ำคร่ำ คำว่า‘น้ำคร่ำ’นี้ไม่ทราบที่มาชัดเจนว่ามาจากรากศัพท์อะไร เพราะใกล้เคียงกับคำว่า ‘น้ำครำ’ ซึ่งเป็นน้ำสกปรก ไม่มีประโยชน์แถมเป็นพิษอีกต่างหาก ตรงข้ามกับน้ำคร่ำที่เพียงเติมไม้เอกก็เป็นน้ำที่มีคุณอนันต์ ถ้ามีการเดินหรือรั่วของน้ำคร่ำก่อนกำหนดให้นึกไว้ก่อนว่าน่าจะมีการติดเชื้อ จึงทำให้เยื่อหุ้มน้ำคร่ำที่เคยเหนียว เกิดเปื่อยยุ่ยเกิดรูรั่ว เป็นอาการที่เมื่อมาฝากครรภ์จะได้รับคำแนะนำและการปฏิบัติตัว ว่าให้รีบมาพบแพทย์ได้เลยไม่ต้องรอวันนัด ถือเป็นเรื่องรีบด่วน ไม่ต้องกลัวหมอหรือพยาบาลเอ็ดเอาถ้าจะถูกเอ็ด ก็คงจะเนื่องจากมาช้าเสียมากกว่า เพราะจะหนักมือหมอ เมื่อยมือพยาบาลเพราะเมื่อเกิดการติดเชื้อแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีเชื้อจะลุกลามอย่างรวดเร็ว จะทำให้เกิดผลแทรกซ้อนต่อทั้งแม่และหนูฟี เพราะในน้ำคร่ำและเนื้อรกเป็นอาหารที่เชื้อโรคชอบมากๆพอติดเชื้อในน้ำคร่ำแล้ว หนูฟีก็จะสำลักน้ำคร่ำที่ติดเชื้อเข้าไปทั้งในปอดและในทางเดินอาหารถ้าแก้ไม่ทันการณ์ เชื้อก็จะลามเข้ากระแสเลือดหนูฟี แล้วก็จะลามไปยังอวัยวะต่างๆ ตามกระแสเลือดหนูฟีตัวน้อยจะไปทนอะไรได้ เห็นถึงความน่ากลัวแล้ว คงนึกออกว่าจะหนักมือหมอเพียงไรถ้ามาช้าไม่เท่านั้น เชื้อโรคที่อยู่ในน้ำคร่ำก็อาจจะลามไปยังรกที่เกาะอยู่ที่ผนังมดลูกของแม่แล้วเชื้อก็อาจจะชอนไชเข้าไปยังเนื้อมดลูก และแล้วก็อาจจะลามเข้าสู่กระแสเลือดแม่ได้ก่อให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นเรื่องที่น่ากลัวไม่แพ้กัน

แต่ก็มีไม่น้อยที่เป็นน้ำเดินก่อนกำหนดแบบปลอมๆเกิดจากการที่มีตกขาวมากเกินปกติ หรือมีปัสสาวะเล็ดออกมาโดยที่คุณแม่ไม่รู้ตัวแล้วไหลลงไปในช่องคลอด ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นน้ำเดินและหรือในสภาวะที่เมือกอุดปากมดลูกละลาย กลายเป็นของเหลวไหลออกมา ทำให้คุณแม่เข้าใจผิดได้ว่าเป็นน้ำเดินแต่คุณแม่ไม่เดินแล้ววิ่งมาเลยก็ว่าได้ เพราะถูกขู่ไว้แยะถึงความร้ายกาจของน้ำเดินคุณแม่ที่มาด้วยเรื่องน้ำเดิน เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์ก็จะรับตัวไว้ตรวจว่าเป็นน้ำเดินจริงหรือไม่โดยการตรวจร่างกาย ตรวจภายในในกรณีที่จำเป็น ในรายที่อายุครรภ์น้อยๆ จะทำเพียงการสอดใส่ปากเป็ดที่ใช้ตรวจภายในหาดูว่ามีร่องรอยของน้ำคร่ำในช่องคลอดหรือไม่ แม้จะมองเห็นว่ามีน้ำ ก็ต้องเอาไปตรวจทางห้องปฏิบัติการที่มีทั้งการตรวจหาความเป็นกรดด่างในกระดาษที่เคลือบขมิ้นและหรือเอาไปผึ่งแห้งดูการตกตะกอนของเกร็ดฮอร์โมนเพศหญิงโดยกล้องจุลทรรศน์และอาจจะต้องเอาไปย้อมพิเศษ ดูการติดสีของเซลล์ผิวหนังของหนูฟีที่ลอยอยู่ในน้ำคร่ำจึงจะวินิจฉัยว่ามีน้ำเดิน และจะได้วางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ถ้าเกิดน้ำเดินในอายุครรภ์ที่น้อยๆเช่น น้อยกว่า8 เดือน ก็มักจะให้การรักษาแบบที่เรียกว่า ‘การรักษาประคับประคอง’เพียงการเฝ้าดูอาการของน้ำเดินว่าจะหยุดหรือไม่ เพื่อรอให้อายุครรภ์ใกล้ครบกำหนดหรือมากกว่า37 สัปดาห์ ซึ่งก็ถือว่าครบกำหนด ทารกโตพอที่จะออกมาอยู่นอกครรภ์ได้อวัยวะที่สำคัญของหนูฟีทำงานเองได้แล้ว การเฝ้าติดตาม ก็เพื่อจะระมัดระวังการติดเชื้อก็จะมีการตรวจวัดไข้ การตรวจวัดการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์เป็นระยะ การตรวจวัดดูปริมาณน้ำคร่ำในมดลูกโดยใช้เครื่องตรวจคลื่นความถี่สูงหรือที่เรียกว่า ‘เครื่องซาวด์’ตามภาษาชาวบ้าน ในกรณีที่น้ำคร่ำเหลือน้อยมากๆ จนอาจจะเป็นอันตรายต่อการเจริญเติบโตของทารกและมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ก็อาจจะทำการฉีดหรือที่ถูกต้องบอกว่า ‘หยด’ หยดน้ำเกลือเข้าไปทดแทนน้ำคร่ำที่ลดลงมากได้แต่ถ้าน้ำเดินเกิดในอายุครรภ์เกิน 37 สัปดาห์ก็ถือได้ว่าธรรมชาติช่วยตัดสินให้เกิดการคลอด เพราะจะเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เร่งการคลอดให้เกิดขึ้นได้เลยแต่โดยธรรมชาติแล้ว ภายหลังน้ำเดินภายใน 24 ชั่วโมง ก็มักจะเกิดการเจ็บท้องคลอดเองการเร่งคลอดด้วยยาไม่ใช่ไม่มีอันตรายก็หาไม่ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเพราะอาจจะเกิดการหดรัดตัวของมดลูกรุนแรง จนเกิดมดลูกแตกได้ซึ่งอาจจะทำให้เสียชีวิตทั้งแม่และลูก ในทางตรงกันข้าม ถ้าเกิดมีการเจ็บครรภ์เกิดขึ้นในครรภ์ที่ไม่ควรจะคลอดคือน้ำเดินในท้องอ่อนหรืออายุครรภ์น้อยกว่า37 สัปดาห์ ก็อาจจะให้ยาหยุดการบีบตัวของมดลูกเป็นยากลุ่มเดียวกับยารักษาโรคหอบหืด เป็นยาที่ออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อทั้งของหลอดลมและกล้ามเนื้อมดลูกแต่จะกระตุ้นให้เกิดใจสั่นได้

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องของการรั่วของน้ำคร่ำออกมานอกร่างกาย จะทำให้เกิดอันตรายต่อทารกแต่ถ้าการรั่วของน้ำคร่ำ เกิดรั่วเข้าไปในทางตรงข้าม คือไม่รั่วออกนอกร่างกาย แต่รั่วเข้าไปในร่างกายที่เรียกว่า ‘น้ำคร่ำรั่ว’ หรือเล็ดรอดเข้ากระแสโลหิตผู้เป็นแม่ จะเกิดอันตรายต่อแม่มากและรุนแรงมากอาจจะเกิดการอุดตันของระบบหลอดเลือดในปอด การหายใจจะล้มเหลว แล้วตามมาด้วยหัวใจล้มเหลวและจะเสียชีวิตทั้งแม่และทารก นับเป็นสภาวะผิดปกติที่รุนแรงมากและแก้ไขยาก ทั้งสิ้นทั้งปวงก็เกิดจากพิษของเศษส่วนของทารกเช่น ไขมันเคลือบผิว ขนทารก ของเสียที่ทารกขับถ่ายออกมาในน้ำคร่ำ น้ำคร่ำจึงเป็นน้ำที่เหมือนน้ำครำแต่เป็นน้ำที่มีประโยชน์ต่อทารก เป็นทั้งโรงเรือนให้ความอบอุ่น เป็นโรงครัวให้อาหารแต่ก็เป็นส้วมให้กับทารกด้วย เพราะต้องรองรับสิ่งขับถ่ายทั้งหนักและทั้งเบาของทารกแต่ธรรมชาติมีการบำบัดของเสียที่วิเศษจึงไม่เกิดการเน่าบูดเกิดขึ้นไม่เป็นอันตรายต่อทารก กลับเป็นคุณต่อทารกเสียอีก นี่เองที่อาจจะเป็นที่มาของชื่อน้ำคร่ำคือแผลงมาจาก ‘น้ำครำ’ โดยเรียกเป็น ‘น้ำคร่ำ’

น้ำคร่ำเป็นของดีมีประโยชน์ก็แต่เฉพาะเมื่ออยู่ในที่ควบคุมคือในโพรงมดลูกแม่ แต่เมื่อหลุดรั่วเข้าไปในกระแสโลหิตแม่เข้าแล้ว บรรดาของเสียก็ออกฤทธิ์(ควรจะพูดว่า ‘ออกพิษ’ มากกว่า) จะไปรบกวนระบบแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดไหลไม่หยุดพวกเศษซากของส่วนของทารก เช่น ไขมันของผิวหนัง หรือ ‘ขี้ไคล’ที่เรียกกัน และเส้นขน เส้นผมที่เป็นวัตถุมีรูปร่าง ก็จะไปอุดตันตามเส้นเลือดฝอยในอวัยวะต่างๆทำให้ระบบต่างๆ รวนไปหมด และทำให้ระบบใหญ่ของร่างกายล่ม กู้ไม่ขึ้น เหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดในเวลาอันรวดเร็วมากมักเกิดฉับพลันทันที เคยมีกระทั่งเกิดขึ้นขณะหลังคลอดใหม่ๆ หมอเอาทารกให้แม่ดู คุณแม่อุ้มลูกขึ้นมาดูหน้ามือคุณแม่ตกทันทีที่หายใจลำบาก เกิดการช็อก ตามมาด้วยหัวใจล้มเหลวทันทีและกู้ไม่ขึ้น เผอิญญาติผู้ป่วยอยู่ในเหตุการณ์จึงไม่เกิดการเข้าใจผิดว่าเป็นความบกพร่องของแพทย์

โรคพิษน้ำคร่ำเป็นเรื่องที่หมอสูติกลัวมากเพราะไม่มีเครื่องเตือนว่าจะเกิดเมื่อไร เพียงแค่นึกถึงก็หนาวแล้ว ท่านผู้ชม แต่ก็เบาใจได้เพราะอุบัติการณ์ของโรคนี้ต่ำมาก

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเมื่อเริ่มเข้าสู่สถานีสุดท้ายของหนูฟี ก่อนที่จะออกจากสถานีไป เปลี่ยนเป็นหนูทา(ทารก) หรือหนูนิว (นิวบรอน = newborn) ยังมีเหตุการณ์ที่สถานีสุดท้ายที่หนูฟีอาจจะประสบอีกล้วนแต่น่าตื่นเต้นเร้าใจ จนอาจจะเรียกได้ว่า ‘สถานีสุดท้ายของหนูฟี’เป็นช่วงการเดินทางที่ล่อแหลม ไม่ล่อทื่อ ภาษาอังกฤษว่า ‘mostexciting’ โปรดติดตามหนูฟีต่อไป ก่อนจะลามาเป็นหนูทา

 

Related items

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เล่มเดือนสิงหาคม-กันยายน 2561