|
|
แนวการเรียนปฐมวัยแบบใด…ตรงใจลูกรัก |
เป็นเรื่องธรรมชาติของพ่อแม่ทุกคนที่ไม่ต้องการพลาดแม้แต่ช่วงเวลาใดเลย ในการเสริมสร้างการพัฒนาและให้การศึกษาเรียนรู้แก่บุตรหลานของตนอย่างเต็มที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นรากฐานสำคัญต่อการเรียนในระดับสูงขึ้นต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุลูกถึงเกณฑ์เข้ารับการศึกษาในระดับปฐมวัยหรือในระดับอนุบาล พ่อแม่จำนวนมากต่างคาดหวังว่าโรงเรียนอนุบาลจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อยอย่างครบถ้วนในทุกด้านได้ดีกว่าอยู่แต่ในบ้านกับพ่อแม่ โรงเรียนอนุบาลรวมทั้งโรงเรียนเตรียมความพร้อมต่างๆ จึงถือกำเนิดขึ้นมาเป็นจำนวนมากเพื่อรองรับความต้องการของพ่อแม่ที่ต้องการผู้ช่วยที่ดีในการดูแลลูกของตน
จากประวัติการศึกษาระดับปฐมวัยในประเทศไทยยุคแรกเริ่มซึ่งมีมานานกว่า 40 ปี ได้กำหนดให้มีการเรียนเพียง 2 ปี คืออนุบาล 1 (เมื่อเด็กอายุ 4 ปีเต็ม) และอนุบาล 2 (เมื่อเด็กอายุ 5 ปี) ต่อมาได้มีเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมไทยที่กลายเป็นครอบครัวเดี่ยวมากยิ่งขึ้น ทั้งพ่อและแม่ต้องออกไปประกอบอาชีพนอกบ้าน จึงจำเป็นต้องส่งลูกเข้าในระบบการศึกษาเร็วขึ้น ระเบียบใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานโรงเรียนอนุบาลเอกชนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 เป็นต้นมาจึงกำหนดให้เด็กเข้าเรียนชั้นอนุบาล 1 ได้เร็วขึ้นเมื่ออายุเพียง 3 ปี แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการเร่งเรียนเพื่อให้จบอนุบาล 2 เมื่ออายุเพียง 5 ปี จึงได้มีการปรับปรุงระเบียบใหม่ให้มีการเพิ่มช่วงชั้นอนุบาลเพิ่มอีกหนึ่งปีหรือเพิ่มระดับชั้นอนุบาล 3 เข้าไปจากเดิมรวมทั้งในปี พ.ศ. 2531 ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรใหม่ให้สอดคล้องในแต่ละช่วงพัฒนาการของเด็กในแต่ละวัยตามลำดับ 
ปัจจุบันแนวทางการเรียนการสอนและรูปแบบการศึกษาในระดับปฐมวัยทั้งของประเทศไทยเองรวมทั้งนานาประเทศทั่วโลก มีลักษณะค่อนไปทางการเป็นพลวัตที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมในขณะนั้นรวมทั้งตามการค้นพบหรืองานวิจัยใหม่ๆ ในช่วงเวลาต่างๆ ที่มีมาหักล้างแนวคิดกันอยู่เป็นระยะ ตัวอย่างเช่น จากประเด็นคำถามที่ว่า “การเรียนหนังสือของเด็กควรจะเริ่มต้นเมื่อไร?” แต่ดั้งเดิมนั้นแทบทุกประเทศถือว่าเด็กควรจะเริ่มเรียนหนังสือเมื่ออายุ 6 ขวบ โดยอ้างว่าสมองเด็กจะพัฒนาเพียงพอที่จะเรียนหนังสือได้ ถ้าอายุต่ำกว่านั้นสมองเด็กยังอ่อนแอเกินไป ในเวลาต่อมาได้มีนักการศึกษาจำนวนมากที่ได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาข้อหักล้างกับแนวคิดดังกล่าว อาทิ ดร.เกลนน์ ดอมแมน (Dr. Glenn Domman ผู้เขียนหนังสือเรื่อง How to Teach Your Baby to Read) มีความเห็นว่า สามารถสอนให้เด็กอ่านหนังสือได้ตั้งแต่อายุ 1 ปี และเด็กควรจะอ่านหนังสือออกพร้อมกับพูดได้เพราะกลไกทางสรีรวิทยานั้นเหมือนกัน เด็กฟังเสียงเข้าใจโดยใช้หูรับเสียงและรายงานไปที่สมองเช่นเดียวกับดูตัวอักษรและคำต่างๆ ที่เป็นหนังสือด้วยตาและรายงานไปแปลความหมายที่สมองเช่นเดียวกัน โดยเขายืนยันว่า การอ่านหนังสือออกตั้งแต่เล็กนั้น นอกจากจะอ่านได้ดี สอนได้ง่าย แล้วยังเป็นการกระตุ้นสมองเด็กที่ในช่วงกำลังพัฒนาอยู่นั้นได้พัฒนาเร็วยิ่งขึ้น จึงทำให้เด็กฉลาดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
การศึกษาวิจัยดังกล่าวส่งผลให้เกิดธุรกิจการศึกษาในสหรัฐอเมริกา เพื่อกระตุ้นความสามารถเด็กด้านวิชาการให้พร้อมก่อนเข้าชั้นอนุบาล พ่อแม่ผู้ปกครองในอเมริกาจำนวนมากจึงไม่ส่งลูกไปยังสถานเลี้ยงดูเด็กเช่นที่ผ่านมา เพราะคิดว่าเป็นเพียงสถานที่ที่เอื้อให้เด็กได้วิ่งเล่นซุกซนมากเกินไป แต่กลับสนับสนุนให้ลูกเรียนพิเศษเพื่อพัฒนาความรู้ด้านคณิตศาสตร์และการอ่านแทน
ในขณะที่นักวิชาการและนักจิตวิทยาในสหรัฐฯ หลายท่าน ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า การเร่งพัฒนาด้านวิชาการให้เด็กปฐมวัยเร็วเกินไป เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ศาสตราจารย์เกร็ก ดันแคน (Greg Duncan) ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสังคม มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น (Northwestern University) กล่าวว่า ทักษะการเรียนรู้เป็นสิ่งที่พ่อแม่เริ่มต้นได้ง่ายจากที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นความรู้พื้นฐานด้านภาษาหรือการลำดับตัวเลข ดอกเตอร์แมรี่แอน วูลฟ์ (Maryanne Wolf) หัวหน้าศูนย์วิจัยการอ่านและภาษา (Center for Reading and Learning Research) มหาวิทยาลัยทัฟท์ส (Tufts University) กล่าวถึงข้อมูลเกี่ยวกับการจินตนาการของสมองว่า เด็กไม่มีความพร้อมในการอ่านจนกว่าจะถึงอายุ 5 ปี การเร่งการพัฒนาการมากจนเกินไป จะทำให้เด็กมีปัญหาด้านสังคมและอารมณ์
ศาสตราจารย์โรเบอร์ต้า มิชนิค โกลินคอฟฟ์ (Roberta Michnick Golinkoff) นักจิตวิทยาเด็ก ให้ความเห็นว่า การสอนพิเศษให้เด็กปฐมวัย อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของเด็ก จากผลวิจัยพบว่า เด็กที่มาจากศูนย์การเรียนที่เน้นด้านวิชาการ จะมีความเครียดสูงและมีความคิดสร้างสรรค์ต่ำกว่าเด็กที่เรียนในศูนย์รับเลี้ยงเด็กปกติ ศาสตราจารย์เดวิด เอลไคนด์ (David Elkind) มหาวิทยาลัยทัฟท์ส ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “The Hurried Child” กล่าวว่า แท้จริงแล้วการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยคือ การเรียนรู้ผ่านการเล่นในรูปแบบที่หลากหลายน่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด
แนวทางในการเลือกโรงเรียนในระดับปฐมวัย จึงมีความจำเป็นที่พ่อแม่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยแนวทางพิจารณาที่สำคัญในการเลือกโรงเรียนอนุบาลให้ลูกนั้น ได้แก่
พิจารณาจากรูปแบบการเรียนรู้ หรือ Learning style ของเด็กแต่ละคน ดังที่ ดร.ลอเรน แบรดเวย์ (Lauren Bradway) ผู้เขียนหนังสือ “เพิ่มขีดความสามารถในการเรียนรู้ให้ลูกคุณได้อย่างไร” หรือ How to Maximize Your Child’s Learning Ability ได้กล่าวว่าในเด็กแต่ละคนนั้นมีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันออกไป โดยมีรูปแบบการเรียนรู้หลักอยู่ 3 ประการ คือ
…การจับต้องสัมผัสและลงมือทำ (Kinesthetic Learning Style) เด็กกลุ่มนี้จะเรียนรู้ได้ไวผ่านกาจับต้องสัมผัสและทำอย่างจริงจัง สามารถควบคุมจังหวะสมดุลของร่างกายได้เป็นอย่างดี ชอบเล่นบทบาทสมมุติ หรือการเคลื่อนไหวอย่างสร้างสรรค์ต่างๆ
…การมองเห็น (Visual Learning Style) เด็กกลุ่มนี้จะเรียนรู้ได้ดีเป็นพิเศษผ่านทาง การมองเห็น ชอบสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว อ่านหนังสือ จดจำตัวอักษรและภาพต่างๆ ได้เป็นอย่างดี มีทักษะในการจำแนกประเภทสิ่งต่างๆ ได้ตามสี รูปร่าง รูปทรง ชอบเล่นเกมจับคู่ เกมจับผิดภาพ จดจำทิศทางสถานที่ต่างๆ ได้ดี ชื่นชอบการวาดรูประบายสี เป็นต้น
…การฟัง (Auditory Learning Style) เด็กกลุ่มนี้มักมีทักษะการสื่อสาร พูดคุยจดจำและจับประเด็นได้ดี ชอบร้องเพลง พูดเล่าเรื่องจินตนาการต่างๆ อย่างมีความสุข
ประโยชน์ของการสังเกตและค้นหาว่าลูกของเรามีรูปแบบการเรียนรู้แบบใดที่โดดเด่นที่สุดนั้น นอกจากเป็นประโยชน์ในการเลือกหลักสูตรการศึกษาหรือโรงเรียนที่สามารถตอบสนองต่อการเรียนรู้ของลูกได้ดีที่สุดแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อพ่อแม่ในการช่วยพัฒนาจุดแข็งจุดอ่อนในรูปแบบการเรียนรู้ของลูกอีกด้วย
พิจารณาจาก check list มาตรฐาน อื่นๆ ที่พ่อแม่ทั่วไปมักใช้ในการเลือกโรงเรียน พร้อมให้คะแนนในแต่ละข้อเพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาเลือกโรงเรียน อาทิ ความสะดวกในการเดินทาง สัดส่วนจำนวนครูต่อนักเรียน จำนวนนักเรียนในห้อง ความปลอดภัย หลักสูตรการเรียนการสอน กิจกรรม อุปกรณ์การศึกษา หนังสือนิทาน นโยบายของโรงเรียนเปิดกว้างให้พ่อแม่เข้ามามีส่วนให้การเสนอความคิดเห็นหรือสังเกตลูกระหว่างอยู่ที่โรงเรียนได้หรือไม่ เป็นต้น
พิจารณาจากปฏิกิริยาตอบสนอง หรือ Feedback หลังจากที่ได้เข้าไปเรียนแล้ว พ่อแม่สังเกตว่าลูกมีพฤติกรรมอะไรที่เปลี่ยนไปหรือไม่ อาทิ มีพฤติกรรมก้าวร้าวขึ้น ชอบพูดคำหยาบคาย ชอบเหม่อลอย ดูซึมเศร้า ร้องไห้ไม่ยอมไปโรงเรียนเป็นระยะเวลานานผิดปกติ ไม่ยอมทานอาหารเช้า หรือมีบาดแผลอะไรกลับมาหรือไม่ เพื่อหาทางแก้ไขได้อย่างทันท่วงที
งานวิจัยจำนวนมากได้กล่าวว่า พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนส่งลูกไปโรงเรียนเร็วเกินไป รวมทั้งยังไม่จำเป็นต้องเร่งหรืออัดแน่นวิชาการจนเด็กเกิดอาการล้าและเบื่อหน่ายการเรียนได้ เพราะเด็กในวัยนี้ “การเล่น” ต่างหากเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาการเรียนรู้ที่เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและให้ความสุขแก่เด็กมากที่สุด
แม้พ่อแม่จะสามารถเสาะหาโรงเรียนอนุบาลในดวงใจที่เหมาะเจาะกับลูกได้อย่างดีเยี่ยม แต่ท้ายที่สุดแล้ว หน้าที่ในการดูแล อบรมสั่งสอน ลูกได้ดีที่สุดนั่นย่อมหนีไม่พ้นตัวพ่อแม่เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปฐมวัยเริ่มต้นของชีวิตที่ต้องการการปลูกฝังในเรื่องของคุณธรรมการรู้ผิดชอบชั่วดี เป็นสิ่งจำเป็นที่พ่อแม่ต้องทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างไม่สามารถปัดความรับผิดชอบไปให้แต่โรงเรียนเพียงฝ่ายเดียวได้ เด็กทุกคนมีความพิเศษอยู่ในตัว ผู้ที่จะดึงความพิเศษนี้ออกมาได้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากตัวพ่อแม่เอง
เรื่อง : ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
www.kriengsak.com,
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้
|
|
|
|
|
|