หมวดหมู่บทความ Stories ในโลกกว้าง

Search by tag : Stories, ในโลกกว้าง, ลูกฉันเป็นดาวน์ ซินโดรม


มรดกรัก
(2 votes)
          สายลมแทรกผ่านรอยแตกผนังบ้านหลังเก่าเชิงเขาเมืองออตตาวา รัฐไอโอวาซึ่งลิลลี่กับเจมส์ เชน สองสามีภรรยากำลังกอดลูกๆ สิบคนอยู่ข้างเตาผิงอันอบอุ่น บ้านหลังน้อยมีเครื่องตกแต่งไม่กี่ชิ้นหากเปี่ยมล้นไปด้วยความรัก มีเสียงดนตรีดังก้องจากเสียงลิลลี่ร้องเพลงพลางเล่นแมนโดลินตัวเก่าแก่ขณะเจมส์เล่นกีตาร์ตัวเก่าเช่นกัน ลูกคนโตเล่นหีบเพลงชัก
เด็กทุกคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตัดประณีตจากฝีมือมารดาผู้เป็นช่างมือหนึ่งซึ่งประดิษฐ์เสื้อผ้าลูกๆ จากถุงแป้งสาลี เจมส์ผู้พ่อมักใช้เวลาว่างเล่นยิงปืนกันลูกชายอย่างสนุกสนาน ไม่เคยมีใครเห็นภาพลิลลี่ยามไร้ความสุข ค่าที่เธอเก็บความทุกข์อัดแน่นไว้ในใจจากการที่เจมส์มักป่วยเป็นโรคไขข้ออักเสบ อาการเขาเคยทรุดหนักจับช้อนส้อมไม่ได้ จนเขาไม่ยอมร่วมโต๊ะอาหารกับผู้ใด หากเจมส์ไม่เคยปริปากบ่น และในวันอันหนาวเหน็บที่ลิลลี่กับเจมส์นั่งกอดลูกๆ อยู่นี้เองคือวันที่หมอเพิ่งบอกกับลิลลี่ว่าเธอเป็นโรคมะเร็งที่อาการลุกลามไปทั่วตัวแล้วกระทั่งอาจเสียชีวิตได้ในเร็ววันนี้ ตอนนั้นลูกคนสุดท้องยังอายุไม่ถึงขวบขณะลูกชายคนโตมีอายุ 14 ปี บิดามารดามีอายุไม่ถึงสี่สิบ..คนหนึ่งพิการและอีกคนกำลังจะตาย..ใครจะเป็นผู้เลี้ยงดูให้อนาคตที่ดีแก่เด็กๆ เหล่านี้ได้
ทางเลือกประการแรกคือ เจมส์ต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงครอบครัวโดยให้ลูกโตๆ ดูแลบ้าน หรือพวกเด็กๆ ต้องกระจายไปอาศัยตามบ้านญาติ หรือส่งไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หรือเป็นลูกบุญธรรมครอบครัวอื่นโดยต้องเปลี่ยนนามสกุลใหม่ ล้วนเป็นวิธีซึ่งทำให้ครอบครัวกระจัดกระจาย ลิลลี่กับเจมส์ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะต้องหาบ้านอันอบอุ่นมั่นคงให้ลูกๆ โดยยึดหลักว่าผู้รับเด็กไป ต้องสัญญาว่าจะให้การศึกษาและอบรมบ่มนิสัยความยึดมั่นทางศาสนา อีกทั้งยอมให้เด็กๆ ได้ติดต่อกันและกันด้วย
เมื่อหนังสือพิมพ์ลงประกาศยกเด็กฉลาดน่ารักสิบคนเป็นลูกบุญธรรม มีครอบครัวสามีภรรยามากมายเดินทางมาจากรัฐต่างๆ เพื่อจะบรรยายว่าพวกเขาอยากมีลูกมากแค่ไหน ถ้าลิลลี่เห็นครอบครัวใดไม่เหมาะสมเธอจะปฏิเสธไปอย่างเด็ดเดี่ยว
ลิลลี่เป็นคนบอกให้พวกลูกๆ รับรู้ว่าเธอกำลังจะตายและพ่อไม่สามารถเลี้ยงลูกๆทั้งหมดได้อย่างสุขสบาย ดังนั้น วิธีดีที่สุดคือ ส่งลูกไปอยู่กับครอบครัวใหม่ที่พ่อแม่เลือกให้
สตีเฟน ลูกชายวัยทารกเป็นสมาชิกคนแรกที่จากไป ภายในหกเดือนลูกอีกแปดคนทยอยไปอยู่กับครอบครัวใหม่ ซึ่งมีตั้งแต่ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยไปจนถึงผู้รับเหมาก่อสร้าง เหลือลูกคนเดียวที่ไม่มีใครรับไปเลี้ยง คือจอห์น วัย 6 ขวบ ซึ่งมีโรคประจำตัวคือโรคลมชัก ในที่สุดลิลลี่จำต้องส่งเขาไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กพิการของรัฐซึ่งเป็นสถานที่เดียวที่เหมาะกับอาการของจอห์นในสมัยนั้น
โรคมะเร็งของลิลลี่กำเริบมากขึ้น แต่เธอไม่เคยปริปากบ่น เมื่อวาระสุดท้ายใกล้เข้ามา ลิลลี่ตัดสินใจว่าสิ่งที่ต้องการกระทำครั้งสุดท้ายคือ เดินทางไปเยี่ยมลูกๆ ที่พำนักอยู่รัฐเดียวกัน แม้หมอจะห้ามปรามก็ไม่สำเร็จ ลิลลี่ได้พบลูกๆ ดังปรารถนา หากการเดินทาง 8 ชั่วโมงทำให้เธอหมดเรี่ยวแรง ตอนกล่าวคำอำลาลูกขึ้นรถโดยสารเธอเดินไม่ไหวแล้วเพราะขาสองข้างเกิดอาการอัมพาตเฉียบพลันจนคนขับต้องพยุงมาส่งบ้าน ลิลลี่บอกสามีว่า “ฉันรู้สึกสงบสุขแล้ว ได้แต่หวังว่าคุณคงเป็นปกติดี” ลิลลี่หมดลมหายใจอย่างสงบขณะกอดรูปภาพครอบครัวไว้แนบอก
ในพิธีฝังศพลิลลี่บนเนินเขาใต้ร่มไม้ใกล้บ้าน  ลูกๆ หลายคนมาร่วมพิธีพร้อมครอบครัวใหญ่ หากเจมส์ยืนอยู่เดียวดาย เมื่อเสร็จพิธีเขาจ้องมองลูกๆ สุดที่รักเป็นครั้งสุดท้ายก่อนมุ่งหน้ากลับบ้านอันว่างเปล่า...
นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อ 28 ปีที่แล้ว
บัดนี้ ความเชื่อของลิลลี่ว่าตนทำดีที่สุดแล้วกลายเป็นจริงทุกประการ ลูกๆ ที่กระจายอยู่ทั่วสหรัฐอเมริกามี 3 คนกำลังเดินทางไปทั่วโลก ทุกคนมีความเจริญก้าวหน้า มีลูกหลาน 15 คนและเหลน 2 คน และต่างรู้สึกกตัญญูและเป็นสุขเมื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของบิดามารดาในอดีตอันมีส่วนทำให้พวกเขาได้มีชีวิตที่ดีงามและมั่นคงในปัจจุบัน แอน แซม ลูกสาวคนโตบอกว่า “บทเรียนเรื่องนี้คือความจำเป็นที่เด็กจะต้องเติบโตในครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรัก” ส่วนลินดา แมค ซึ่งมีอายุเพียง 5 ขวบตอนครอบครัวศาสตราจารย์รับไปนั้นปัจจุบันพำนักอยู่ที่นิวเม็กซิโกกับครอบครัวกล่าวว่า “ฉันมักคิดเสมอว่าแม่ต้องการให้ลูกได้อะไรในชีวิตหนอ? และเมื่อแม่ต้องการยิ่งยวดที่จะให้ลูกมีความสุข ฉันจึงพยายามแสวงหาสิ่งนั้นให้กับครอบครัวตัวเองด้วยเช่นกัน”
เวอร์จิเนีย ไทสัน ลูกสาวคนรองซึ่งปัจจุบันมีสามีและลูกชาย 3 คนนั้นแสนรู้คุณครอบครัวใหม่และยกย่องการกระทำของพ่อแม่แท้ๆ สมบัติหวงแหนที่เธอเก็บไว้เป็นอนุสรณ์คือจดหมายที่ลิลลี่เขียนถึงเธอก่อนถึงแก่กรรม
แต่สำหรับจอห์นน้อยนั้นชีวิตแสนแห้งแล้งนัก ตอนถูกส่งตัวไปยังสถานเลี้ยงเด็กพิการแกคิดซ้ำซากว่าทำไมไม่มีใครรับไปอยู่ด้วย หากมีครอบครัวหนึ่งที่ไม่อาจลบภาพเด็กน้อยผมสีอ่อนทำตาละม้อยมองพี่ชายถูกรับตัวไปจากครอบครัวได้ ในเดือนสิงหาคม ครอบครัวเลนและจอย เมเจอร์ พาวอเรนลูกบุญธรรมไปเยี่ยมน้องชายที่สถานคนพิการ เลนเล่าว่า “อากาศร้อน จอห์นนุ่งกางเกงผ้าขนสัตว์ตัวหนา รองเท้าขาดปากอ้า เราพาแกไปปิคนิคและเล่นบอลซึ่งแกชอบมาก” ระหว่างทางพาจอห์นไปส่ง ทุกคนนิ่งเงียบ แล้วทุกอย่างกระจ่างขึ้นมาว่าพวกเขาต้องพาจอห์นกลับไปบ้านด้วยให้ได้ การใช้ยาควบคุมโรคลมชักทำให้จอห์นมีชีวิตอย่างผาสุก ครั้นพออายุได้ 15 ปี แพทย์ตรวจพบเนื้องอกในสมองเขา หลังการผ่าตัดทำให้จอห์นมีชีวิตเหมือนเครื่องจักรที่เดินไม่เต็มสูบและแพทย์บอกว่าเขาจะมีอายุไม่ยืน หากด้วยเจตนาอันแน่วแน่นั้น จอห์นเรียนจบวิทยาลัยจนได้ เขาถึงแก่กรรมเมื่อมีอายุได้ 27 ปี
ถ้าลิลลี่ เชน มีโอกาสมองเห็นได้ เธอย่อมพึงใจยิ่งยวดที่ความรักและความฉลาดของเธออันเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่เธอมอบให้ลูกๆ มีส่วนทำให้ทุกคนเติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุข เป็นอิสระ พี่น้องยังติดต่อกันเสมอตามเจตนามารดแม้จะอยู่ไกลกันมากมายก็ตาม
ตลอดเวลาที่ผ่านไป เจมส์ เชนไปที่หลุมฝังศพภรรยาเสมอ โรคไขข้อเขากำเริบเป็นบางครั้ง เขาถูกหลายคนตำหนิว่าไม่ช่วยครอบครัวเท่าที่ควรเพื่อให้ไม่ต้องแตกแยกกัน วันหนึ่งเกิดไฟไหม้บ้านพักทำลายทุกอย่างวายวอดรวมทั้งภาพหมู่ครอบครัวด้วย เจมส์รักษาสัญญาโดยไม่ติดต่อลูกหรือครอบครัวของพวกแก หากลูกสาวคนโตก็ยังเขียนจดหมายมาหาเขาเสมอ
12 ปีหลังจากลิลลี่เสียชีวิตไปแล้ว เจมส์ไปร่วมงานประจำปีของเมือง มีสตรีวัยเดียวกับเขานั่งอยู่ใกล้ๆ พร้อมเด็กอายุ 2 ขวบ “เด็กคนนี้น่ารักจังครับ” เขาพูดกับสตรีแปลกหน้าซึ่งยิ้มตอบ “แกชื่อชาลี เป็นหลานของคุณ” นางบอกว่าหนูน้อยเป็นลูกของจอยลูกสาวเขาซึ่งแต่งงานกับลูกชายเธอ เธอรู้จักเจมส์เพราะจอยเคยชี้ให้ดูตอนเขาเดินผ่านไปโดยลูกสาวไม่ทันมีโอกาสทัก 2 วันให้หลัง จอยไปเยี่ยมบิดาเพื่อรื้อฟื้นความหลังนับแต่จากกันมานับสิบปี
เมื่อลูกๆ เติบโตขึ้น พวกเขาพากันกลับมาหาบิดาที่แท้จริง ความเจ็บปวดของเขามลายหายไปเมื่อลูกๆ และหลานๆ กลับมาเยี่ยมเยียน นำความรัก ความคิดถึงที่สูญหายไปเนิ่นนานให้กลับคืนมาอีก ในคราที่เขาถึงแก่กรรมลงนั้น เจมส์ เชน เป็นชายผู้สงบสุขแล้วเฉกเช่นเดียวกับภรรยาในกาลกระโน้น

 

 

เรื่อง : โสภาพรรณ รัตนัย
แปลจาก : เลิฟ เนพเวอร์ ดาย


ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
แม่และเด็ก 483 พฤษภาคม 2555