หมวดหมู่บทความ เทิร์นโปรคุณแม่มือใหม่ Step for Mom

Search by tag : เทิร์นโปรคุณแม่มือใหม่, Step for Mom, 4 ท่า 4 สเต็ป เฟิร์มหุ่นหลังคลอด


ระดูไม่มา ต้องบีบเต้านมดูนะคุณผู้หญิง
“การเกิดมีระดูนั้นค่อนข้างสลับซับซ้อนละเอียดอ่อน เป็นการทำงานที่สอดประสานกันของระบบสมอง รังไข่ และมดลูก”

 

               “ประจำเดือนไม่มาเลยค่ะคุณหมอ หกเดือนเข้าแล้ว” เป็นคำบ่นให้หมอฟัง ที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอกนรีเวช ของผู้มาใช้บริการ ซึ่งเป็นข้าราชการหญิงวัย 35 ปี
               เธอให้ประวัติว่า เป็นโสด มีระดูมาอายุ 12 ปี มาตามปกติ จนจบมหาวิทยาลัยเข้ารับราชการ เริ่มอ้วน ไม่ค่อยได้ออกกำลัง ประจำเดือนเริ่มมาไม่ปกติ ได้ไปพบแพทย์ ได้รับการรักษาด้วยการให้ยาเรียกประจำเดือน (จากการบอกเล่าของผู้มาใช้บริการ) ระดูก็มาและไม่กี่รอบระดูก็หายไปอีก เป็นเช่นนี้อยู่หลายรอบ
               เธอผู้ใช้บริการมีรูปร่างท้วม เศรษฐานะดี ไม่มีโรคประจำตัว ตรวจร่างกายประจำปีมาแล้วปกติ ไม่เคยตรวจภายในเพราะยังโสด การตรวจร่างกายทั่วๆ ไปก็พบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ รวมทั้งการตรวจภายใน อวัยวะเป้าหมาย (มดลูก ปีกมดลูก) ก็ไม่พบความผิดปกติ ก็ขอซักประวัติเพิ่มเติมเกี่ยวกับเต้านม ซึ่งผู้มาใช้บริการก็ให้ข้อมูลเพียงว่า บางครั้งก็มีอาการเปียกชื้นที่เสื้อยกทรง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเหงื่อ ได้ขอตรวจเต้านม จากการตรวจพบว่า เต้านมทั้งส่วนของหัวนมและเต้านมปกติ ไม่พบก้อนที่เต้านม และเมื่อบีบนวดที่หัวนม ก็พบว่ามีน้ำคัดหลั่งสีข้นๆ ไหลออกมาทั้งสองข้าง ผู้มาใช้บริการก็ทำท่างงๆ ปัญหาอยู่ที่ข้างล่าง แต่มาตรวจข้างบน
               หมอได้อธิบายให้ผู้ใช้บริการทราบว่า จากการตรวจร่างกายและการตรวจภายในไม่พบความผิดปกติ จึงบ่งว่า อาการระดูผิดปกตินั้นไม่ใช่ความผิดปกติหรือมีพยาธิสภาพของอวัยวะสืบพันธ์ ทั้งมดลูกและรังไข่ ทั้งนี้เพราะเมื่อให้ยาเรียกระดูซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศ ซึ่งแพทย์ต้องใช้ในการเรียกระดูนั้น และสามารถเรียกระดูให้กลับมามีระดูได้ แสดงว่ารังไข่ยังทำงานอยู่ และเยื่อบุโพรงมดลูกก็สามารถทำงานได้จึงหลุดลอกออกมาเป็นเลือดระดูได้ รวมทั้งช่องทางออกของระดูหรือช่องทางคลอดในระบบอวัยวะสืบพันธุ์ภายในก็ปกติ สรุปคือความผิดปกติในระบบระดูนั้น สาเหตุหรือต้นเหตุ ต้องอยู่นอกเหนืออวัยวะสืบพันธุ์ภายในสตรี (ซึ่งจะอธิบายต่อไปในภายหลัง)   
               การตรวจเต้านมและได้ผลบวกในการตรวจคือ มีสารคัดหลั่งหรือที่เรียกว่าน้ำนมไหลออกมาจากเต้านมนั้น แสดงว่ามีการสร้างฮอร์โมนโปรแลคติน (Prolactin) ที่ควบคุมการสร้างน้ำนม ซึ่งจะถูกสร้างออกมาในภาวะหลังคลอด แต่กรณีเช่นผู้มาใช้บริการนี้ไม่มีการตั้งครรภ์ ซึ่งในขบวนการตั้งครรภ์จะมีการสร้างฮอร์โมนที่จะไปกระตุ้นเตือนให้ต่อมใต้สมอง เตรียมการสร้างฮอร์โมนโปรแลคติน เพื่อกระตุ้นต่อมน้ำนมให้สร้างน้ำนมเพื่อเป็นอาหารให้ทารกที่จะคลอดออกมา แต่เมื่อไม่มีการตั้งครรภ์ แต่มีการสร้างฮอร์โมนโปรแลคติน ให้สงสัยไว้ว่าน่าจะมีก้อนเนื้องอกของต่อมใต้สมอง
               อนึ่ง การใช้ยาบางตัว เช่น ยาแก้คลื่นไส้อาเจียนบางชนิด จะทำให้มีน้ำนมไหลออกมาได้ การซักประวัติการใช้ยาจึงต้องละเอียดรอบคอบ ยิ่งปัจจุบันมีการโฆษณาขายอาหารเสริมมากมาย ที่พบว่าผสมยาแผนปัจจุบันลงไปด้วย น่าเป็นห่วง เพราะจดทะเบียนเป็นอาหารเสริม ก็ไม่ต้องแจ้งรายละเอียดของส่วนผสมโดยละเอียด ผู้ใช้บริการท่านนี้ไม่มีประวัติการใช้ยาหรืออาหารเสริม แพทย์ให้การวินิจฉัยแยกโรคว่า เป็นก้อนเนื้องอกของต่อมใต้สมอง (Pituitary) ซึ่งการวินิจฉัยด้วยเอ๊กซเรย์ทั่วๆ ไป ก็อาจที่จะสามารถที่จะช่วยการวินิจฉัยได้
               ดังรายนี้ จากการเอ๊กซเรย์กะโหลกศีรษะ ก็พบว่าหลุมที่อยู่ของต่อมใต้สมองกว้างขยายออกจากการที่ก้อนทูมของต่อมใต้สมอง ซึ่งเมื่อเจาะเลือดตรวจฮอร์โมน ก็ยืนยันว่าระดับฮอร์โมนโปรแลคตินสูงมาก เมื่อได้การวินิจฉัยแล้วว่าเป็นก้อนเนื้องอกของต่อมใต้สมองและไม่พบความผิดปกติร่วมด้วยอื่นๆ ซึ่งที่มักจะพบก็คือ ความผิดปกติของการมองเห็น เพราะก้อนเนื้องอกนี้ไปกดประสาทตา ซึ่งทอดผ่านต่อมใต้สมอง ทำให้ถ้าปล่อยไว้นาน ก้อนเนื้องอกอาจจะขยายใหญ่จนกดเส้นประสาทตาจนเสียหายและตาบอดได้ 
               การรักษาในรายนี้หรือในโรคนี้เริ่มด้วยการใช้ยารักษาเป็นยาทานต่อเนื่องระยะยาวและตรวจติดตามการรักษาเป็นระยะ ผู้ป่วยรายนี้จากการติดตามการรักษาพบว่า ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา ต้องปรับเปลี่ยน การรักษามาใช้การผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดเพื่อเอาก้อนเนื้องอกออกจากต่อมใต้สมอง ต้องเป็นแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางศัลยกรรมประสาท เพราะต้องผ่าตัดผ่านทางช่องปากผ่านเพดานปากเข้าไปในสมอง ซึ่งเป็นอวัยวะที่ละเอียดอ่อน เสียหายง่าย และอาจจะเกิดผลแทรกซ้อนได้จากการผ่าตัด
               ผู้ป่วยได้รับการเตรียมผ่าตัดในอีกสัปดาห์ต่อมา ผลการผ่าตัดดี สามารถเอาก้อนเนื้องอกออกได้หมด ซึ่งอาจจะรวมเนื้อต่อมใต้สมองที่ดีออกมาด้วย ต้องติดตามผลกระทบอย่างระมัดระวัง ผู้ป่วยฟื้นตัวหลังผ่าตัดดีมาก แต่เริ่มมีผลแทรกซ้อนจากการผ่าตัดเกิดขึ้น มีเบาจืดหรืออาการปัสสาวะออกมากมายในวันหลังผ่าตัด ซึ่งเกิดจากมีการทำลายเนื้อต่อมใต้สมองส่วนที่สร้างฮอร์โมนควบคุมความเข้มข้นของปัสสาวะ (ADH) ทำให้น้ำในร่างกายถูกขับออกจากร่างกายมากจากการขาดฮอร์โมน ADH (Antidiuretic Hormone) ทำให้พลอยเสียเกลือแร่ตามออกมาด้วย ร่างกายจะอ่อนเพลีย วันที่สองหลังผ่าตัดปัสสาวะ ผู้ป่วยถูกขับออกมาเกือบสิบลิตร ต้องให้น้ำเกลือและเกลือแร่ทดแทนทางเส้นเลือด และต้องให้ฮอร์โมนฉีดแก้ ซึ่งค่อยๆ ดีขึ้นในวันต่อๆ มา ผู้ป่วยรายนี้ได้ออกจากโรงพยาบาลในสัปดาห์ต่อมาและกำลังติดตามระบบประจำเดือนของผู้ป่วยต่อไป
               ระบบร่างกายของคุณผู้หญิง โดยเฉพาะระบบสืบพันธุ์นั้นสลับสับซ้อนกว่าในผู้ชายมาก เป็นโรคหรือพยาธิสภาพในที่หนึ่งอาจจะไปออกอาการอีกที่หนึ่งได้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณผู้หญิงต้องเป็นผู้ที่ละเอียดอ่อน ช่างสังเกตในตัวเองมากกว่าคุณผู้ชายซึ่งระบบอวัยวะสืบพันธุ์ตรงไปตรงมา เป็นที่ไหนก็ออกอาการที่นั่น
               ประจำเดือนถือเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นผู้หญิง ซึ่งการเกิดมีระดูนั้นค่อนข้างสลับซับซ้อนละเอียดอ่อน เป็นการทำงานที่สอดประสานกันของระบบสมอง รังไข่ และมดลูก ควบคุมซึ่งกันและกัน ทางการแพทย์เรียกว่า แกนสมองรังไข่ (Pituitary Ovarion Axis) ในระบบสืบพันธุ์สตรี ปัจจุบันหมอบางท่านก็พ่วงเต้านมเข้าไปในแกนนี้ด้วย (Pituitary Ovarion Mammary Axis) คือถ้ามีความผิดปกติหรือมีสิ่งมารบกวนสมองส่วนหน้าที่เป็นต่อมใต้สมอง ก็จะมีผลต่อการทำงานของรังไข่และเต้านมได้ ทำให้เกิดความผิดปกติในอวัยวะเป้าหมาย คือที่รังไข่และกระทบไปที่มดลูก ซึ่งเป็นที่ก่อเกิดระดูและที่เต้านม ซึ่งเป็นที่สร้างน้ำนมได้
               ที่ต่อมใต้สมองมีอิทธิพลต่อทั้งรังไข่และเต้านม (โดยตรง) และมดลูกโดยอ้อมนั้น เพราะต่อมใต้สมองซึ่งอยู่เหนือโพรงจมูกขึ้นไปในฐานสมอง ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ต่อมใต้สมอง หรือ Pituitary Gland (พิทูอิทารี่) เป็นต่อมที่สร้างฮอร์โมนต่างๆ ที่สำคัญของร่างกาย มีขนาดเมล็ดถั่วเขียว และที่เกี่ยวกับระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี ที่สำคัญก็คือ FSH, LH และ Prolactin
               FSH (Follicular Stimulating Hormone) เป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของไข่ในรังไข่ ซึ่งในรังไข่แต่ละข้าง (มีสองข้าง) จะมีไข่ซึ่งติดตัวมาเป็นแสนฟอง แต่จะถูกกระตุ้นให้ค่อยๆ แก่และแตกไข่หลุดออกมา เพื่อรอปฎิสนธิกับตัวอสุจิจากเพศชายเพียงเดือนละหนึ่งฟองเท่านั้น แต่มีในบางโอกาสที่เกิดมีการกระตุ้นมากกว่าหนึ่งฟอง ก็จะทำให้เกิดทารกแฝดได้ หรือเป็นแฝดสาม แฝดสี่ นี่เป็นความอัจฉริยะของธรรมชาติ
               เมื่อไข่ถูกกระตุ้นให้เจริญเติบโต กลุ่มเซลล์รอบๆ ไข่ที่เป็นเซลล์พี่เลี้ยงฟองไข่  ก็จะทำการสร้างฮอร์โมนเพศหญิงที่เรียกว่า เอสโตรเจน (Estrogen) เอสโตรเจนตัวนี้จะไปกระตุ้นเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกให้แบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลล์ขึ้น เพื่อที่จะเตรียมพื้นที่รองรับการฝังตัวของไข่ที่ปฏิสนธิกับตัวอสุจิ
               ขณะที่เอสโตรเจนถูกสร้างจากรังไข่ ขณะเดียวกันต่อมไต้สมองๆ ก็จะสร้าง LH (Leutinizing Hormone) เมื่อถึงระดับหนึ่งที่สัดส่วนพอเหมาะกับเอสโตรเจน ไข่จะถูกกระตุ้นโตเต็มที่ และเปลือกไข่ก็จะปริแตก ไข่หลุดออกมาจากรังไข่และถูกปลายท่อนำไข่กวาดเข้าสู่ท่อนำไข่ และจะเคลื่อนตัวเข้ามาในท่อนำไข่ตามการพัดโบกของเซลล์บุท่อนำไข่ที่เป็นเซลล์พิเศษมีขนโบกพัด ที่จุดนี้ฮอร์โมน LH จะถูกสร้างออกมาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งฮอร์โมน LH นี้จะไปทำให้กลุ่มเซลล์ที่อยู่รอบรังไข่ที่เคยสร้างเอสโตรเจน เปลี่ยนมาสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรน (Progesterone) ซึ่งฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรนนี้จะไปกระตุ้นกลุ่มเซลล์ของเยื่อบุโพรงมดลูกที่ถูกกระตุ้นให้หนาตัวเพิ่มจำนวนมากมายจากฮอร์โมนเอสโตรเจนในตอนแรกที่ไข่เริ่มเจริญนั้น ให้มีการสะสม สร้างสารคัดหลั่งพวกโปรตีนและสารอื่นๆ เพื่อที่จะเป็นสารอาหารรองรับการฝังตัวของไข่ที่ปฏิสนธิแล้ว เจริญเติบโตเป็นคัพพะและทารกต่อไป
               ถ้าไม่มีไข่ที่ถูกปฎิสนธิมาฝังตัวในเยื่อบุโพรงมดลูก ก็จะไม่มีการสร้างสารเคมีที่จะไปมีปฏิกิริยาย้อนกลับไปกระตุ้นต่อมใต้สมองที่จะให้มีการสร้าง LH ออกมา ก็จะทำให้ไม่มีการกระตุ้นให้มีการสร้างโปรเจสเตอโรนที่จะคอยพยุงเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกๆ ก็จะหลุดลอกออกมาเป็นระดู ด้วยประการฉะนี้แล

นพ.วีระ สุรเศรณีวงศ์

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น

busy