หมวดหมู่บทความ คลินิคคุณแม่ จิปาถะคลินิก

แบคทีเรียปิรันย่า แบคทีเรียกินเนื้อคน
“แบคทีเรียเหล่านี้ ตัวมันเองก็สร้างสารพิษปล่อยออกมา ที่เรียกว่า ท๊อกซิน”

“กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณะสุข เปิดเผยสถิติคนไทยเป็นโรคเนื้อเน่า 200 คน ต่อปี”
“เตือนประชาชน โรคเนื้อเน่าและหนังเน่าระบาด ร.พ.น่านพบผู้ป่วยแล้ว 25 ราย เผยสาเหตุจากดำนาลุยโคลน โดนหอยหรือเศษแก้วบาดแล้วไม่ได้ทำแผล ทำให้เชื้อโรคเข้าไปในแผลและลุกลามรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้”
“โรคเนื้อเน่า (Necrotizing fasciitis) ภัยใกล้ตัว” บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล “เผยโรคเนื้อเน่าคร่าคนน่าน 5 ราย ย้ำไม่ใช่โรคใหม่ ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นภัยเงียบ”
นายแพทย์สาธารณะสุข จังหวัดน่าน ได้แถลงว่า ทางสาธารณะสุขจังหวัดและเจ้าหน้าที่สาธารณะสุขจังหวัดน่านได้ร่วมกันสอบสวนการระบาดของโรคพังผืดอักเสบมีเนื้อตาย หรือที่เรียกว่า โรคเนื้อเน่า ที่เกิดการระบาดในพื้นที่จังหวัดน่าน ช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2562 ขณะนี้ที่โรงพยาบาลน่านมีผู้ป่วยเข้ามารับการรักษารวม 51 ราย และเสียชีวิต แล้ว 5 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรและชาวนาที่ต้องทำงานในแปลงนาข้าว และมีผู้ป่วย 3 ที่ได้รับเชื้อจากการงมหอยหาปลาในแม่น้ำน่าน
โรคเนื้อเน่า หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โรคแบคทีเรียกินเนื้อคน (Flesh-eating disease) ซึ่งเรียกกันจนน่ากลัว ที่จริงตรงๆ ควรจะเรียกว่า โรคพังผืดอักเสบมีเนื้อตาย ซึ่งบ่งบอกพยาธิสภาพของโรค ว่าเป็นการอักเสบ ไม่ได้เป็นโรคที่มีการ ติดเชื้อแบคทีเรียหรือจุลชีพยักษ์มารที่กัดกินกล้ามเนื้อมนุษย์ เช่น ปลาปิรันย่า กระไรปานนั้น
สาเหตุของโรคแบคทีเรียกินเนื้อคน หรือโรคเนื้อเน่า โรคพังผืดเอ็นอักเสบ เป็นเชื้อจุลินทรีหรือแบคทีเรีย หลายชนิดที่ทำให้เกิดโรคเช่นนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็น แบคทีเรียชนิดกลมอยู่เป็นสาย ย้อมติดสีน้ำเงิน Streptococcus Group A (เป็นชนิดเดียวกับที่ก่อให้เกิดคออักเสบ) จะก่อโรคในผู้ที่มีภูมิต้านทานปกติ หรือแบคทีเรียชนิดแท่ง ย้อมติดสีแดง (Gram- negative monomicrobial bact.) จุลินทรีย์กลุ่มนี้จะก่อโรคในคนที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น พวกที่เป็น โรคตับ เบาหวาน โรคไต ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น โรคเอดส์ หรือจุลินทรีย์หรือแบคทีเรียกลุ่มโรคบาดทะยัก เป็นแบคทีเรียรูปแท่งหัวคทา (Clostidium botulinum)

พยาธิสภาพหรือกลไกการเกิดโรค

เชื้อโรคเหล่านี้มีทั้งที่อยู่ในน้ำ ในดินที่สกปรก รวมทั้งบ้างก็อยู่ในผิวกายเราอยู่แล้วก็มี ในสภาวะปกติจะไม่ก่อโรค คือไม่เพิ่มจำนวน เมื่อเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล โดยเฉพาะที่เท้าจากการย่ำ เหยียบ หรือขีด ครูด เมื่อหนังกำพร้าฉีกขาดมีเลือด น้ำเหลืองไหลออกมา เมื่อแบคทีเรียไปเกาะ ก็จะได้เลือดและน้ำเหลืองเป็นอาหารอย่างดี ก็จะทำการแบ่งตัวแบบทวีคูณ ร่างกายเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายก็จะส่งเม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่เหมือนทหาร ตำรวจเข้ามา จับทำลาย ด้วยการปล่อยสารเคมี มาพยายามฆ่าแบคทีเรีย ซึ่งสารนี้จะทำให้เกิดการขยายตัวของเส้นเลือดฝอยบริเวณนั้น ทำให้ บริเวณนั้นแดงร้อนเพราะเลือดมาคั่งมากกว่าปกติ และขณะเดียวกันน้ำเหลืองที่มีสารพิษต่อสิ่งแปลกปลอมก็จะซึมไหลออกมาล้อมกรอบแบคทีเรียเหล่านี้ไว้เพื่อช่วยให้เม็ดเลือดขาวมาทำลาย ก็จะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นเกิดบวม
แบคทีเรียเหล่านี้ ตัวมันเองก็สร้างสารพิษปล่อยออกมา ที่เรียกว่า ท๊อกซิน ( toxin) จะทำอันตรายต่อทั้งเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือด แดงและเซลล์ใกล้เคียง ทำให้เกิดมีการตายสลายของเซลล์ของร่างกาย คละไปกับเชื้อแบคทีเรียกับน้ำเหลือง น้ำเลือดบริเวณนั้นกลายเป็นหนอง เนื่องจากแบคทีเรียเจริญแบ่งตัวแบบทวีคูณ จะเพิ่มจำนวนรวดเร็วมาก ทำให้ขบวนการอักเสบเกิดรวดเร็ว และสารพิษที่แบคทีเรียสร้างก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย สารท๊อกซินนี้มีพิษสงร้ายแรงจะไปทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือด เกิดลิ่มเลือดในเส้นเลือดฝอยบริเวณโดยรอบ เมื่อเกิดการอุดตันของเส้นเลือดฝอย ก็จะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นๆขาดออกซิเจนมาเลี้ยง เนื้อเยื่อบริเวณนั้นก็จะตายกลายเป็นสีดำ กลายเป็นถุงน้ำ จากการคั่งค้างของน้ำเหลืองและการสลายของเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อที่ตายสลายจะกลายเป็นสารพิษต่อทั้งตับไต หัวใจ สมอง ฯลฯ จะทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อร่างกาย จะเกิดมีไข้สูง ไตวาย หัวใจวาย เสียชีวิตในที่สุด  
เมื่อพยาธิสภาพเหล่านี้มาเกิดที่ขา  ซึ่งมีกายภาคเป็นพังผืดห่อหุ้มกล้ามเนื้อเป็นห้องๆ เพื่อกระชับกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนไหว เมื่อเกิดการอักเสบเข้าที่พังผืดแล้วลามลงสู่ชั้นกล้ามเนื้อ ซึ่งอยู่ในห้องที่แข็งแรง การอักเสบที่เกิดขึ้นจึงก่อให้เกิดความดันในห้องกล้ามเนื้อขาสูง มีผลกระทบต่อการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดของขา ทำให้อาการปวดเกิดรุนแรงจากกความดันที่เพิ่มขึ้นในห้องที่จำกัด เกิดเป็นวงจรอุบาทว์ ทำให้พิษการอักเสบรุนแรง รวดเร็ว ต้องรีบทำการลดความดันกำจัดเชื้อโรคและเนื้อตาย ด้วยการผ่าตัดเอาหนองพิษและเนื้อตายที่เป็นพิษออก ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะ อย่างรีบด่วน และปัจจุบันมีการให้การรักษาด้วยออกซิเจนความดันสูง (hyperbaric oxigination) ร่วมด้วย ช่วยให้ลดอุบัติการณ์การเสียชีวิตไปได้บ้าง

ป้องกันและรักษาอย่างไร
?
เนื่องจากเชื้อโรคมักอยู่ในพื้นดิน น้ำที่สกปรก การสวมใส่ เครื่องป้องกันบาดแผลที่เท้าที่ขา จะเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด และเมื่อเกิดบาดแผลที่เท้า ที่ขา ควรรีบชำระทำความสะอาดและทำแผลทุกวัน และดูการเปลี่ยนแปลง ถ้ามีการแทรกซ้อนให้รีบพบแพทย์เพื่อรีบทำการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที ถ้าช้าไปอาจจะเสียอวัยวะและชีวิตได้ 
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโรคเนื้อเน่ามีข้อสังเกตดังนี้
เมื่อมีบาดแผลแล้วเกิดอาการเจ็บปวด บวม แดง ร้อนที่ผิวหนังอย่างรวดเร็ว อาการปวดมากไม่สัมพันธ์กับบาดแผลที่เกิดขึ้น มีไข้สูง ผิวหนังบริเวณบาดแผลมีสีคล้ำ ม่วง ดำ และมีถุงน้ำที่ผิวหนังเหมือนถูกน้ำร้อนลวก เกิดจากการตายของเนื้อเยื่อบริเวณนั้น
ในรายที่มีลักษณะคล้ายกับมีแก๊สอยู่ใต้ผิวหนังที่บริเวณแผลนั้น พบในการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดกลุ่มบาดทะยัก (clostridium gr.) เป็นการติดเชื้อที่รุนแรงมาก การเปลี่ยนแปลงจะเกิดรวดเร็ว จากพิษของแบคทีเรียจะเข้าสู่กระแสโลหิต ทำให้ไตพัง จะพบว่าปัสสาวะจะเป็นสีโคล่าที่เกิดจากการสลายของกล้ามเนื้อ และตามมาด้วยไตพัง ช็อกและเสียชีวิตในที่สุด 
โรคเนื้อเน่าหรือแบคทีเรียกินเนื้อคนนี้ ไม่จำเพาะต้องเกิดกับแผลที่เท้าหรือขา แต่เกิดที่ผิวหนังส่วนใดก็ได้ เมื่อไม่นานมานี้ก็มีข่าวเกิดโรคเนื้อเน่าที่แขนของชายวัยกลางคนหลังจากไปซื้อปลาที่ตลาด เลือกซื้อปลาทับทิมและถูกเงี่ยงปลาตำที่มือ ต่อมามีอาการบวมปวด ไข้สูง จนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล และตรวจพบว่าติดเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อคน ในกระแสโลหิต และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ดังนั้นแผลเล็กแผลน้อยอย่าประมาท  ทำความสะอาด ปิดแผลและติดตาม อย่าย่ามใจ

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น

busy